วันนี้ ( 26 มี.ค.) นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) กระทรวง การคลังเปิดเผยว่า สศค. ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2555 ใหม่ คาดว่าจะขยายตัวในอัตราเร่งที่ระดับ 5.5% มีช่วงการคาดการณ์ที่ 5-6% เพิ่มขึ้นจากที่ประเมินไว้เดิม 5% และเป็นการฟื้นตัวกลับเข้าสู่ภาวะปกติเทียบกับปีก่อนที่ขยายตัว 0.1% เนื่องจากมองว่าการลงทุนทั้งของภาครัฐและภาคเอชนรวมถึงการบริโภคภาคเอกชนจะเป็นตัวขัยเคลื่อนที่สำคัญ
ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวจากปีก่อน 3.3% มาอยู่ที่ 11.9% ส่วนการลงทุนภาครัฐจากที่ติดลบ 8.7% ปีก่อนมาขยายตัวที่ระดับ 12.1% ส่วนการบริโภคภาคเอกชน ขยายตัวเพิ่มขึ้นจาก 1.3% ปีก่อนมาอยู่ที่ 4.5% เท่ากับการบริโภคของภาครัฐที่ขยายตัว 4.5% สำหรับ การส่งออกคาดว่าจะชะลอตัวลงตามเศรษฐกิจโลกที่ยังมีแนวโน้มอ่อนแอต่อไปอีก ระยะหนึ่ง โดยเฉพาะยุโรปและต้องจับตาเศรษฐกิจของจันด้วย ส่งผลการส่งออกจะขยายตัวลดลงจากปีก่อนที่ 15% เหลือเพียง 13.5% ขณะ ที่การนำเข้ายังสูงในระดับ 23.3% จากการลงทุนที่ฟื้นตัว อย่างไรก็ตามจากการเกินดุลการค้าที่จะเกินดุลลดลงในปีนี้จาก 23,000 ล้านเหรียญสหรัฐเหลือ 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้ปีนี้ไทยจะเริ่มมีปัจจัยเสี่ยงจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่ระดับ 0.9% ของจีดีพี หรือประมาณ 3,500 ล้านเหรียญ
“แม้ว่าตามหลักแล้วการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไม่ควรเกิน0.3% แต่การขาดดุลในปีนี้ เป็นผลมาจากาการนำเข้าเครื่องจักร อุปกรณ์เพื่อการลงทุน ไม่ใช่ขาดดุลจากการนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือย จึงไม่ใช่สิ่งเลวร้ายแต่เป็นการติดลบอย่างมีคุณภาพ แม้การขาดดุลจะหมายถึงการมีหนี้ต่างประเทศเพิ่มขึ้นแต่ก็ถือเป็นการลงทุนที่ จะนำมาซึ่งรายได้ในอนาคต และมั่นใจว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยจะเติบโตอย่างมีเสถียรภาพและการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดคงไม่ เกิน 1-2 ปีนี้ ส่วนเงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 3.4% % มาอยู่ที่ 3.6 % โดยคำนึงถึงการปรับเพิ่มค่าแรงและราคามันที่สูงขึ้นไว้แล้ว”
นายสมชัย กล่าวว่า สำหรับเศรษฐกิจเดือนก.พ.ที่ผ่านมานั้น เริ่มมีสัญญาณการฟื้นคัวในทุกด้านทั้งการ การบริโภคและการลงทุน การจำหน่ายรถยนต์นั่ง รถจักรยานยนต์ ทำให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปีนี้จะกลับมาขยายตัวเป็น บวกได้จากที่หดตัว 9.0% ในไตรมาส 4 ของปีก่อน และไตรมาสต่อไปก็จะขยายตัวเป็นบวกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนสูงสุดในไตรมาส 4 ของปีนี้ นอกจากนี้ ยังคาดว่าราคาน้ำมันดิบทั้งปี เฉลี่ยอยู่ที่ 118 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล มีค่าสูงสุดที่ 123 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยนที่ 31 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จากปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 30.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐ พร้อมทั้งคาดว่าดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้อยู่ที่ 3.25% จากขณะนี้อยู่ 3% อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 3.6% อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ 2.3% ส่วนการส่งออกคาดว่าจะเติบโตที่ระดับ 13.5% ทั้งนี้ปัจจัยที่สนับสนุนให้เศรษฐกิจปีนี้โต มาจากการฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนสูงถึง 41% ของจีดีพี และเงินจาก พ.ร.ก.เงินกู้เพื่อบริหารจัดการน้ำ 350,000 ล้านบาท และผลจากฐานปีที่ผ่านมาต่ำ
แหล่งที่มาข้อมูล www.dailynews.co.th
0 - ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ บางกะปิ 083-792-5426:
แสดงความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น