วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2555

วาดฝันภาคใต้ตอนบนศูนย์กลางโลจิสติกส์ พัฒนาท่าเรือน้ำลึกแหลมทวดสู่ท่าเรือส่งออก


กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ที่ประกอบไปด้วย จ.ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และ พัทลุง มีพื้นที่รวมกันกว่า 32 ตร.กม. หรือกว่า 20 ล้านไร่ ถือว่าเป็นกลุ่มจังหวัดที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ ในปี 2552 กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยมีผลิตภัณฑ์มวลรวมจำนวน 141,881 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 37.69 ของภาคใต้ การผลิตภาคการเกษตรมีมูลค่าถึง 47,536 ล้านบาท มูลค่าการเกษตรส่วนใหญ่มาจากพืชเศรษฐกิจที่สำคัญคือ ยาง พารา ปาล์มน้ำมัน ไม้ผล และสินค้าประมง ขณะที่ในภาคอุตสาหกรรมมีการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศมูลค่ากว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี

ในการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ ณ จังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ ได้เสนอโครงการพัฒนาศูนย์กลางคมนาคมขนส่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกเชื่อมสองทะเล (อ่าวไทย-อันดามัน) หลังสำนักบริหารยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย โดยนายธีระยุทธ เอี่ยมตระกูล ผวจ.สุราษฎร์ธานี หัวหน้ากลุ่มจังหวัด ได้เสนอแผนงานให้มีการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึก อ.ดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าให้เชื่อมโยงกับประชาคมอาเซียนและโครงการพัฒนาระบบขนส่งเชื่อมระหว่างเส้นทาง 2 ฝั่งทะเล โดยใช้รถไฟความเร็วสูง ตามแนวเส้นทางเซาเทิร์นซีบอร์ด เพื่อลดระยะเวลาการเดินทางคมนาคมขนส่งทางบกและเป็นศูนย์กระจายสินค้าในภูมิภาค โดยโครงการดังกล่าวได้ผ่านมติคณะรัฐนตรี และเริ่มต้นสู่การขับเคลื่อนโครงการอย่างเป็นรูปแบบ

นายธีระยุทธ ผวจ.สุราษฎร์ธานี ในฐานะหัวหน้ากลุ่มจังหวัด กล่าวว่า การค้าระหว่างประเทศและระหว่างภูมิภาคมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แต่องค์ประกอบหลักที่สำคัญที่สุด คือ การคมนาคมขนส่ง เชื่อมโยงทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตามสถิติประเทศไทยมีการส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นทุกปี ดูได้จากความต้องการท่าเรือแห่งชาติที่ 2 คือ แหลมฉบัง นอกจากนี้ประเทศไทยยังต้องวางแผนรองรับปริมาณสินค้าจากประเทศจีน ภายใต้เส้นทางระเบียงเศรษฐกิจแนวเหนือ-ใต้ เพื่อเชื่อมโยงกับเส้นทางหมายเลข R3A (เชียงของ-จิ่นหง-ประเทศจีนตอนใต้) รวมถึงการเชื่อมโยงเส้นทางการขนส่งทางรถไฟที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งที่สำคัญในภูมิภาคอาเซียน

“สุราษฎร์ธานีมีศักยภาพในเรื่องสถานที่และความเป็นไปได้ จากท่าเรือแหลมทวด ซึ่งตั้งอยู่ที่ อ.ดอนสัก เรามีความพร้อมในเรื่องที่ดิน ทำเล และที่ตั้ง เพียงพัฒนา
เพิ่มเติมในการสร้างร่องน้ำเพียงเล็กน้อยในระยะที่ 2 และ 3 ก็สามารถเปิดให้บริการท่าเรือน้ำลึกเพื่อการขนส่งสินค้า เพราะการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกที่นี่ หมายถึงการเชื่อมโยงกับประเทศเวียดนาม จีน เกาหลี และญี่ปุ่น แทนการเชื่อมโยงทางบกจากเมืองทะวาย ประเทศพม่าไปสู่ประเทศจีน ซึ่งความได้เปรียบของพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะที่ จ.สุราษฎร์ธานี ก็คือตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ เพราะเป็นจุดที่สามารถสร้างเส้นทางที่สั้นที่สุดในการเชื่อมมหาสมุทรแปซิฟิก และมหาสมุทรอินเดีย รูปแบบของโครงการจึงเป็นการสร้างท่าเรือและระบบขนส่ง รวมทั้งสร้างนิคมอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เพราะโครงการนี้จะเป็นเส้นทางขนส่งที่สำคัญของภูมิภาคในอนาคต” นายธีระยุทธ กล่าว

ขณะที่ นายพงศ์นรินทร์ วนสุวรรณกุล ประธานสภาอุตสาหกรรม จ.สุราษฎร์ธานี ให้ความเห็นว่า โครงการพัฒนาศูนย์กลางคมนาคมขนส่งภาคใต้ฝั่งตะวันออก จะเป็นโครงการที่นำมาสู่ความเป็นผู้นำทางการขนส่งของภูมิภาคนี้ ในแต่ละปีมูลค่าส่งออกของภาคใต้อยู่ที่ประมาณ 1 ล้านล้านบาท เฉพาะภาคใต้ตอนบนประมาณ 4-5 แสนล้านบาท โดยสินค้าส่งออกที่สำคัญ คือ ไม้ยางพาราและผลิตภัณฑ์แปรรูปไม้ยางพารา ยางพารา อาหารทะเลแช่แข็งและการแปรรูปอาหารทะเล รวมทั้งแร่ยิปซัม ที่ผ่านมาผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน จะต้องอาศัยท่าเรือแหลมฉบังหรือไม่ก็ท่าเรือปีนัง ประเทศมาเลเซีย ในการขนส่งสินค้าออกสู่ต่างประเทศ หากเราจะมีท่าเรือน้ำลึกเพื่อการขนส่งสินค้า ก็จะเป็นการลดค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการลงอย่างน้อยร้อยละ 10-20 รวมทั้งจะช่วยประหยัดเวลาการขนส่งให้สั้นลงอีก

นายพงษ์นรินทร์ กล่าวด้วยว่า ตอนนี้ท่าเรือแหลมฉบัง ไม่สามารถรองรับปริมาณสินค้าที่กำลังเพิ่มขึ้น ยิ่งเมื่อเข้าสู่สมาคมอาเซียนในปี 2558 คาดว่า การค้าการส่งออกจะยิ่งขยายตัวมากยิ่งขึ้น ถ้ารัฐยอมที่จะลงทุน นอกเหนือจากภูมิภาคภาคใต้ตอนบนจะเป็นศูนย์กลางทางการคมนาคมขนส่ง และกระจายสินค้าเชื่อมพื้นที่ภาคใต้ทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามันแล้ว ยังจะส่งผลระยะยาวต่องบประมาณในการดูแลเส้นทางคมนาคมทางบก เพราะปริมาณรถบรรทุกลดลง นั่นหมายถึงอุบัติเหตุและความเสื่อมของถนนหนทางก็จะลดลงไปด้วย และถนนหลักของภาคใต้ซึ่งมีอยู่เพียงสายเดียว ก็จะเป็นเส้นทางสู่การท่องเที่ยวที่ปลอดภัยในอนาคต.
แหล่งที่มาข้อมูล www.dailynews.co.th

สองหนุ่มสาวชาวสตูลจัดวิวาห์สุดชื่นมื่นบนเตียงผู้ป่วย


เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 23 เม.ย. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า ได้มีการจัดพิธีแต่งงานกันระหว่างเจ้าสาว และเจ้าบ่าวที่ป่วยนอนรักษาตัวอยู่ที่ตึกศรีพิมาน ชั้น 4 เตียงผู้ป่วยที่ 5 รพ.สตูล จึงไปตรวจสอบ พบเจ้าหน้าที่พยาบาล นำโดย นางชีวินา ศศานนท์ รอง ผอ.ฝ่ายการพยาบาล หัวหน้าพยาบาล นางนุกูลชนม์ เบ็ญจมปริญญากุล หัวหน้าตึกอายุรกรรมชาย ร่วมกันเป็นเจ้าภาพ และแสดงความยินดี กับ นายมงคล จันทร์นาค อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 269 หมู่ 4 ต.ควนขัน อ.เมือง จ.สตูล เจ้าบ่าวที่นอนรักษาตัวอยู่บนเตียงผู้ป่วย และน.ส.สุนิษา ณะแก้ว อายุ 21 ปี อยู่บ้านเลขที่ 161 หมู่ 5 ต.ควนขัน อ.เมือง จ.สตูล เจ้าสาว โดยมี นางจรวย จันทร์นาค อายุ 45 ปี แม่เจ้าบ่าว และนางขับ จันทร์นาค อายุ 69 ปี ย่าเจ้าบ่าว และญาติของเจ้าสาวเข้าร่วมพิธี
สำหรับงานพิธีมงคลสมรสของทั้งคู่ถูกกำหนดขึ้นในเวลา 09.00 น. ของวันจันทร์ที่ 23 เม.ย. ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 6 โดยมีการจัดเลี้ยงแขกที่บ้านเจ้าบ่าว แต่เจ้าบ่าวได้ล้มป่วยลงอย่างกะทันหันด้วยอาการไข้เลือดออก จนต้องหามตัวส่ง รพ. โดยแพทย์ต้องให้นอนดูอาการ จึงทำให้ทั้งคู่ไม่ได้จัดทำพิธีแต่งงานในเวลาดังกล่าว
ด้าน น.ส.สุนิษา ณะแก้ว เจ้าสาวกล่าวว่า รู้จักกับเจ้าบ่าวมาประมาณ 5 ปีแล้ว ตนนั้นมีอาชีพตัดยาง ส่วนเจ้าบ่าวมีอาชีพเป็นช่างแอร์ ตนเห็นว่าเจ้าบ่าวนั้นรักจริง และเป็นคนขยันทำงานจึงตกลงใจแต่งงานอยู่กินด้วยกัน
ส่วนนางจรวย จันทร์นาค อายุ  45 ปี แม่เจ้าบ่าว กล่าวว่า ตนเห็นว่าทั้งคู่นั้นรักกันมากจึงอนุญาตให้แต่งงานกัน โดยการแต่งงานครั้งนี้เรียกร้องสินสอด 70,000 บาทเท่านั้น และการทำพิธีแต่งงานกันที่ตึกผู้ป่วยในครั้งนี้เนื่องจากไม่ให้เสียฤกษ์แต่งงานที่ได้กำหนดไว้แล้ว.
แหล่งที่มาข้อมูล www.dailynews.co.th

คุมไอ้หื่นขืนใจแหม่มสาวสวิสเซอร์แลนด์ทำแผนโฉด


 
ท่ามกลางเสียงสาปแช่งของเพื่อนบ้าน ไอ้หื่นสารภาพปีนรั้วเข้าไปหวังแค่ลักทรัพย์ บังเอิญเจอเหยื่อเดินในบ้าน ย่องล็อกคอย่ำยีแล้วเผ่นหนีไม่รอด
วันนี้( 23 เม..) พล...โสภณ พิสุทธิวงษ์ รองผบช.ภาค พล...วิรัช วัชรขจร ผบก..จว.เพชรบุรี พ...วิทัศน์ บริรักษ์ ผกก.สภ.ชะอำ จ.เพชรบุรี พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจณ์หลักฐาน จ.เพชรบุรี  นำตัวนายบรรพต หรือโหน่ง สอาดเอี่ยม อายุ 34 ปี ผู้ต้องหาข่มชืนกระทำชำเรา นางรูธ วัย 66 ปี นักท่องเที่ยวชาวสวิสเซอร์แลนด์ ในบ้านพักเลขที่ 1062/26เขตเทศบาลเมืองชะอำ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ไปทำแผนประกอบรับคำสารภาพ หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวได้ตั้งแต่ช่วงค่ำวานนี้ (22เม..) ที่เพิงพักชั่วคราว หมู่ บ้านอ่างหิน ต.สามพระยา อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี
โดยการทำแผนเริ่มต้นตั้งแต่จุดที่นายโหน่งใส่หมวกไอ้โหม่งปีนรั้วและแอบมาหลบที่หลังบ้านของนางรูธ กระทั่งได้ยินเสียงสุนัขเห่า นายโหน่งจึงแอบมองนางรูธที่หน้าต่าง เห็นเหยื่อเดินออกจากห้องนอน ต่อจากนั้นนายโหน่งจึงย่องมาคอยนางรูธที่กระถางต้นไม้ติดกับข้างบันไดขึ้นบ้าน เมื่อนางรูธเปิดประตูบ้าน นายโหน่งจึงพุ่งเข้าไปในบ้านของนางรูธทันทีเมื่อเหยื่อเห็นนายโหน่งจึงตรงเข้าไปล็อคคอนางรูธและเอามือปิดปาก แต่นางรูธพยายามขัดขืนต่อสู้กับผู้ต้องหาชุลมุน จนเสื้อผ้าขาดและนายโหน่งใช้อาวุธปืนปลอมตีไปที่บริเวณใบหน้านางรูธ หลายครั้งจนนางรูธล้มลง ผู้ต้องหาจึงลากตัวนางรูธ เข้าไปในห้องนอนและลงมือข่มขืนจนสำเร็จความใคร่ โดยใช้ยางในรถจักรยานยนต์มัดปากนางรูธเอาไว้เพื่อไม่ให้ส่งเสียงร้อง ระหว่างนั้นนายโหน่งอ้างว่าเห็นนางรูธมีอาการหายใจติดขัด และเลือดออกมาก กลัวว่านางรูธจะเสียชีวิต นายโหน่งจึงไปเอาน้ำโซดาในตู้เย็นของนายรูธมากรอกปาก พร้อมกับเอาผ้าห่มไปเช็ดเลือดของนางรูธ จากนั้นจึงหลบหนีไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากนั้น พล...โสภณ พิสุทธิวงษ์ รองผบช.ภาค ได้ให้นายโหน่งไปชี้จุดที่นำขวดโซดาไปโยนทิ้งก่อนจะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวขึ้นรถทันที โดยระหว่างการทำแผนนั้นมีบรรดาเพื่อนบ้านของนางรูธมามุงดูจำนวนมากพร้อมทั้งสาปแช่งนายโหน่งตลอดเวลา.
แหล่งที่มาข้อมูล www.dailynews.co.th

4 ไอ้โม่งยำเละรปภ.-จุดไฟเผาโรงโชว์งูดังภูเก็ตวอด



เชื่อขัดธุรกิจ กล้องวงจรปิด จับภาพคนร้ายไว้ได้อย่างชัดเจน ตร.เตรียมออกหมายจับลากคอดำเนินคดีตามกฎหมาย
วันนี้ (23 เม.ย.) ร.ต.อ.เชียรชัย ดวงสุวรรณ ร้อยเวร สภ.ฉลอง อ.เมืองภูเก็ต เปิดเผยว่า กลางดึกที่ผ่านมาได้รับแจ้งเหตุเพลิงไม้บริษัทภูเก็ตเฮลธี นูทรีเมนท์ 45/9 ซอยศาลเจ้าตาเอียด ม.1 ต.ฉลอง อ.เมือง จึงรุดไปตรวจสอบ ในที่เกิดเหตุพบว่าบริษัทดังกล่าวเป็นเป็นอาคารชั้นเดียวและเป็น บริษัทเปิดแสดงการโชว์งูให้แก่นักท่องเที่ยวชม และ เปิดขายยาสมุนไพรบำรุงร่างกายและรักษาโรคต่างๆ
ที่บริเวณลานหน้าร้านเปิดเป็นที่โชว์งู ที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์พบถูกเพลิงเผาจนได้รับความเสียหาย นอกจากนั้นยังพบว่าที่ห้องบรรยายสรรพคุณของยารักษาโรคต่างๆ 8 ห้อง ถูกเพลิงได้รับความเสียหายเช่นเดียวกัน นอกจากนั้นยังพบว่าเก้าอี้และ โต๊ะที่วางไว้รับแขกจำนวน 4 ชุด ฟ้าเพดาน แอร์จำนวน 5 ตัว ถูกเพลิงเผาจนเสียหายทั้งหมด เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบที่กระจกด้านหน้าตัวอาคารพบว่าเปิดอ้าอยู่ 1 บาน และพบคราบน้ำมันตกอยู่จำนวนมาก จากนั้นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบที่บริเวณป้อมยามด้านหน้าของบริษัทพบกองเลือดขนาดใหญ่ ส่วนรปภ.ถูกทำร้ายได้รับบาดเจ็บ พลเมืองดีนำส่ง รพ. ไปก่อนหน้านี้แล้ว

            จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ก่อนเกิดเหตุอนุชิต ชัยทองงาม อายุ 25 ปี รปภ.ที่ดูแลอยู่หน้าบริษัทถูกคนร้ายเป็นชายฉกรรจ์จำนวน 4 คน สวมเสื้อแขนยาว-สวมกางเกงยีนส์ขายาว สวมผ้าไหมพรหมและสวมหมวกแก๊ป ปิดบังใบหน้า จับมัดมือมัดเท้า ก่อนใช้ไม้หน้าสามรุมตีเข้าที่ศีรษะแตกเป็นแผลฉกรรจ์ และคนร้ายยังแสดงความเหี้ยมโหดรุมทำร้ายนายอนุชิต จนสลบ จากนั้นคนร้ายก็ได้ทั้ง 4 คน ได้วิ่งเข้าไปงัดกระจกในตัวอาคารดังกล่าว แล้วปีนเข้าไปภายใน ก่อนที่ทั้งหมดจะใช้น้ำมันเบนซินที่เตรียมมา 2 แกลอน ประมาณ 20 ลิตร ราดไปที่ภายในอาคาร ก่อนที่จะใช้ผ้าชุบน้ำมันแล้วจุดไฟขว้างเข้าไปจนเกิดไฟลุกไหม้ แล้วหลบหนีไป โดยทุกขั้นตอนที่คนร้ายลงมือปฎิบัติพบมีกล้องวงจรปิดบันทึกภาพไว้ได้ทั้งหมด ส่วนสาเหตุเบื้องต้นเจ้าหน้าที่คาดว่าน่าจะเกิดมาจากเรื่องการไม่พอใจเรื่องการทำธุรกิจ ทำให้ผู้ประกอบการรายอื่นจ้างกลุ่มคนร้ายมาลงมือเผาร้านเพื่อตัดคู่แข่ง แต่อย่างไร ก็ตามเจ้าหน้าที่จะต้องสอบสวนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป  .
แหล่งที่มาข้อมูล www.dailynews.co.th

กยอ.สั่งสศช.-คลังเร่งสรุปแหล่งเงินทุนลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ


วันนี้(23เม.ย.)นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมกยอ.ได้สั่งการให้สศช.และกระทรวงการคลัง กลับไปจัดทำแหล่งเงินทุนให้ชัดเจนสำหรับแผนการลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศทั้ง 95 โครงการวงเงิน 2.27 ล้านล้านบาท รวมทั้งเร่งรัดให้หน่วยงานเจ้าของโครงการเสนอรายละเอียดของแต่ละโครงการให้ที่ประชุมครม.พิจารณาโดยเร็วที่สุด ขณะเดียวกันสศช.จะเสนอให้นายกฯเร่งรัดให้หน่วยงานจัดลำดับความสำคัญของโครงการให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลเพื่อให้การดำเนินแต่ละโครงการสามารถเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง
“สศช.ได้รวบรวมแผนงานและโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศโดยแบ่งเป็น ประเภท คือโครงการที่ผ่านการพิจารณาของครม.แล้ว ซึ่งต้องเร่งดำเนินการให้ตามกำหนดกรอบเวลาที่ขอไว้ โครงการที่อยู่ระหว่างการรอเสนอขออนุมัติจากครม. ซึ่งกยอ.เร่งรัดให้กระทรวงเจ้าของโครงการต้องเร่งนำเสนอให้ครม.พิจารณาโดยเร็ว ซึ่งอาจมีบางเรื่องบางโครงการที่ยังไม่พร้อมนำเสนอโดยอาจติดเรื่องของสิ่งแวดล้อม เป็นต้น และโครงการที่อยู่ระหว่างเตรียมการ”
อย่างไรก็ตามวงเงินลงทุนทั้ง 2.27 ล้านล้านบาท จะมาจากการจัดสรรวงเงินงบประมาณ 50% หรือประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท  ขณะเดียวกันในส่วนของวงเงินกู้เพื่อพัฒนาระบบน้ำของประเทศวงเงิน 3.5 แสนล้านบาทที่ครม.ได้เห็นชอบไว้ก่อนหน้านี้มีอยู่ 10,000 ล้านบาท ที่จะจัดสรรมาเป็นวงเงินของโครงการลงทุนระบบพื้นฐานของประเทศด้วย ซึ่งกยอ.มอบให้สศช.และกระทรวงการคลังไปพิจารณาในรายละเอียดว่าควรจัดสรรให้โครงการใดบ้างก่อนเสนอโครงการให้ครม.พิจารณาต่อไป
นายอาคม กล่าวว่า สำหรับโครงการลงทุนทั้งหมดโครงการด้านระบบขนส่งและโลจิสติกส์ ถือว่าเป็นโครงการที่สำคัญที่สุดเพราะสุดท้ายแล้วจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้มาก รองลงมาได้แก่การขยายท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งแนวทางการลงทุนจะมีทั้งการใช้งบประมาณ การใช้เงินกู้ การร่วมลงทุนกับภาคเอกชนในรูปแบบพีพีพี ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเสนอกฎหมายต่อที่ประชุมรัฐสภา หากผ่านการพิจารณาแล้วจะทำให้เกิดความสะดวกกับภาคเอกชนมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้โครงการที่สามารถเกิดขึ้นได้ภายในปี 55 ได้แก่โครงการติดตั้งอาณัติสัญญาณ รวมถึงจุดตัดต่างๆ ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ขณะที่โครงการที่สำคัญอย่างรถไฟความเร็วสูง นั้นขึ้นอยู่กับกระทรวงคมนาคมว่าจะสามารถสรุปรายละเอียดให้รัฐบาลตัดสินใจได้อย่างไรว่าจะลงทุนในระบบใดเช่นรัฐต่อรัฐ หรือร่วมลงทุนในเรื่องของเทคโนโลยี หรือในรูปแบบอื่นๆ เป็นต้นล
แหล่งที่มาข้อมูล www.dailynews.co.th

เปิดใจ'บุญทรง เตริยาภิรมย์'รมว.พาณิชย์ รับของแพงแก้ได้ แต่...ต้องใช้เวลา


“ปัญหาปากท้อง ข้าวของราคาแพง” กลายเป็นปัญหาใหญ่ในสังคม ที่ผลจากสำนักวิจัยหรือโพลเกือบทุกแห่ง ต่างระบุตรงกันว่าต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาก่อนเป็นอันดับแรก โต๊ะข่าวเศรษฐกิจ เดลินิวส์ จึงนำบทสัมภาษณ์เปิดใจ “บุญทรง เตริยาภิรมย์” รมว.พาณิชย์ ในรายการเศรษฐกิจติดจอ ทางเดลินิวส์ ทีวี มานำเสนอให้คนไทยทั้งประเทศได้รับรู้

เมื่อถูกถามถึงปัญหาข้าวของที่แพงขึ้นมาก รมว.บุญทรง ได้ออกมายืดอกยอมรับทันทีว่า ต้องยอมรับว่าราคาสินค้าในปัจจุบันราคาแพงขึ้นจริง แม้รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาด้วยนโยบายการเพิ่มรายได้ให้ประชาชนเพื่อต่อสู้กับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทั้งการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท หรือการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรช่วยสร้างความมั่นคงทางรายได้แก่พี่น้องเกษตรกร แต่มีราคาสินค้าบางรายการที่แพงขึ้นมาก่อน และบางรายการปรับขึ้นจนทำให้ประชาชนเดือดร้อน

แต่หน้าที่กระทรวงพาณิชย์ ต้องเข้าไปดูแลช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ โดยการทำงานที่ผ่านมาได้ทำผ่านหลายแนวทาง ทั้งการใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องบังคับควบคุม ไม่ให้เกิดการปั่นป่วน สินค้าขาดแคลน หรือฉวยขึ้นราคาอย่างไม่เป็นธรรม และได้มีเจ้าหน้าที่ออกไปดูแลเป็นประจำ พร้อมทั้งได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่น เช่น สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ติดตามสถานการณ์เพื่อแก้ปัญหาเป็นระยะ

ขณะเดียวกันได้กำหนดดูแลรายการสินค้าจำเป็น เป็นบัญชีสินค้าและบริการควบคุมสินค้า 42 รายการ และสินค้าที่ต้องติดตามดูแลอีก 200 รายการ หากสินค้าในกลุ่มนี้ต้องการขึ้นราคาต้องแจ้งให้กระทรวงพาณิชย์รู้ก่อน ไม่สามารถขึ้นโดยพลการได้ รวมถึงเรื่องที่ชาวบ้านกลัวว่าผู้ผลิตจะแอบขึ้นราคาด้วยการเปลี่ยนสูตรสินค้าและขอตั้งราคามาใหม่ เรื่องนี้มีกรมการค้าภายในดูแลอยู่ จึงมั่นใจได้ว่าแม้จะเป็นสินค้าชนิดใหม่ แต่ราคาขายจะต้องสอดคล้องกับต้นทุนที่แจ้งมาด้วย

อย่างเช่น สินค้าที่ประชาชนเดือดร้อนและร้องเรียนกันมาก ทั้งข้าวแกง อาหารสำเร็จรูป ถึงตอนนี้การร้องเรียนก็เริ่มเบาบางลง หลังจากช่วง 1-2 เดือนก่อน รัฐบาลได้ทำงานมาตรการเชิงรุกเต็มที่ ทั้งกำหนดเมนูรายการอาหารแนะนำ 10 กว่ารายการในราคาถูกจานละ 20-35 บาท ทั้งเมนูยอดนิยมคนไทย ข้าวกะเพรา ข้าวไข่เจียว ขนมจีนน้ำยา อีกทั้งได้ขอความร่วมมือร้านอาหาร ตลาดสด และห้างสรรพสินค้าให้จัดอาหารทางเลือกราคาถูกขายไปในตัวด้วย ขณะที่ร้านอาหารอื่นที่ใด ที่ขายไม่แพง กระทรวงพาณิชย์ก็เข้าไปติดป้ายเครือข่ายร้านธงฟ้า ช่วยประชาสัมพันธ์ให้เพื่อให้ผู้บริโภคไปซื้อหาเพิ่มขึ้น

“ผมเข้าใจถึงความเดือดร้อนของประชาชน แต่การแก้ปัญหาค่าครองชีพ สินค้าราคาแพงจะให้เห็นผลทันทีคงไม่ง่าย ที่ผ่านมามีคนชมเยอะ ตำหนิก็มี เพราะหลายเรื่องต้องใช้เวลา และต้องร่วมมือกับอีกหลาย ๆ หน่วยงาน ซึ่งยอมรับแม้จะเหนื่อยบ้าง แต่ก็ไม่คิดจะท้อถอย เพราะนี่ถือเป็นหน้าที่ เมื่อประชาชนเลือกเข้ามาก็ต้องทำให้ดูแลแก้ปัญหาให้ดีที่สุด”

อีกโครงการสำคัญ ที่กระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งทำอยู่คือ “โชห่วยช่วยชาติ หรือร้านค้าถูกใจ” ซึ่งเป็นการดัดแปลงจากโครงการธงฟ้าเพื่อตอบโจทย์ให้ดีขึ้น เพราะที่ผ่านมาการทำงานธงฟ้าแม้จะขายของถูก แต่ก็ทำได้เพียงชั่วคราว และยังทำได้แค่บางพื้นที่ แต่สำหรับร้านถูกใจจะเป็นร้านตั้งถาวร สามารถขายสินค้าถูกให้ประชาชนทั่วถึงมากกว่า และยังช่วยให้โชห่วยเข้มแข็งขึ้นด้วย

หลักของร้านถูกใจ คือ รัฐบาลจะสนับสนุนนำสินค้าราคาถูกให้ร้านโชห่วย นำไปขายให้ประชาชนในราคาถูกกว่าท้องตลาดทั่วไป โดยใช้เครือข่ายการบริหารแบบโครงการธงฟ้า แต่รัฐจะช่วยเหลือเพิ่มเติม ในการตกแต่งหน้าร้าน สนับสนุนเงินกู้ การขนส่งและบริหารจัดการร้านที่เข้าร่วมให้ทันสมัยขึ้น ซึ่งขั้นตอนไม่ยุ่งยากเพราะได้ร่วมมือกับบริษัทไปรษณีย์ไทย ให้เป็นผู้จัดส่งสินค้าและรับคำสั่งซื้อแล้ว หากสินค้าหมดก็สามารถสั่งจากไปรษณีย์ได้ทุกวันพุธ พอถึงเสาร์-อาทิตย์สินค้าจะส่งถึง ขณะเดียวกันมีบริการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ จากธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ปล่อยกู้ให้ใช้สำหรับหมุนเวียนธุรกิจรายละ 30,000-100,000 บาท

งบประมาณที่ใช้จ่ายโครงการนี้ โดยมากเสียไปช่วงเริ่มต้น สำหรับใช้เป็นค่าจัดวางระบบคอมพิวเตอร์ การตกแต่งร้าน แต่ปีต่อ ๆ ไปเมื่อร้านค้าเริ่มคุ้นเคย หรือยืนได้ด้วยตัวเอง รัฐบาลจะจ่ายงบน้อยลง อย่างในปีงบประมาณ 56 ที่กระทรวงฯ มีแผนเดินหน้าร้านถูกใจต่อ แต่ก็ขอใช้งบประมาณไปหลักสิบล้านบาทเท่านั้น ส่วนที่กลัวว่าโครงการจะยุติโดยเร็ว จะไม่เกิดขึ้นแน่ เพราะทั้งหมดเป็นร้านค้าที่มีความชำนาญค้าขายกันอยู่แล้ว และตอนนี้มีร้านสนใจสมัครมากกว่า 4,000 รายแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในต่างจังหวัด

“ประชาชนมั่นใจได้ว่า สินค้าในร้านถูกใจมีราคาถูกกว่าทั่วไป 10-20% แน่นอน เพราะกระทรวงฯ เชี่ยวชาญทำเรื่องนี้มาเป็นสิบปี โดยสินค้าที่วางขายมีทั้งข้าวถุง น้ำมันพืช น้ำตาล สบู่ แชมพู ผงซักฟอก และของใช้ทั่วไป ส่วนร้านค้าที่เข้าร่วมก็ไม่ต้องห่วง เพราะจะมีกำไรให้แน่นอน โดยหลังจากนี้จะเริ่มเห็นร้านถูกใจทยอยเปิดได้ตั้งแต่วันที่ 25 เม.ย.นี้เป็นต้นไป”

ส่วนเรื่องราวของน้ำมันปาล์มที่หลายคนกลัวขาดแคลน ถึงตอนนี้ไม่ต้องกังวล เพราะกระทรวงพาณิชย์เร่งนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบรอบแรกแล้ว 10,000 ตัน จากทั้งหมดที่ขออนุมัติ ครม. ไว้ 40,000 ตัน โดยให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) และปตท.เข้าไปช่วยดูให้ทันต้นเดือนพ.ค.นี้ ในราคาที่ขายปลีกให้ประชาชนได้ไม่เกินขวดละ 42 บาท  ส่วนที่ตั้งข้อสังเกตว่าพอนำเข้าจะทำให้ราคาผลปาล์มตกต่ำ เรื่องนี้พอได้ประชุมหารือกับผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายแล้ว เกษตรกรไม่ได้คัดค้านนำเข้าทั้งหมด แต่ขอให้รัฐบาลดูแลปริมาณให้เหมาะสม เพราะตอนนี้สต๊อกค่อนข้างตึงตัว เหลือเพียง 150,000 ตัน ต่ำกว่าที่ต้องสำรอง 200,000 ตัน ซึ่งรัฐบาลยืนยันเพื่อดูแลให้

การดูแลเกษตรกรถือเป็นอีกหน้าที่สำคัญของกระทรวงพาณิชย์ โดยนอกจากปาล์ม รัฐบาลกำลังดูแลการแก้ปัญหาสินค้าอื่นอย่างเต็มที่  อย่างมันสำปะหลัง ล่าสุดได้เซ็นสัญญากับผู้นำเข้าจีนให้นำเข้ามันจากไทย 2.3 ล้านตัน มูลค่า 560 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยดึงผลผลิตส่วนเกินออกจากตลาด ควบคู่ไปกับการเปิดรับซื้อจากชาวไร่ จนทำให้ขณะนี้ราคามันเพิ่มขึ้นเกิน กก. 2.30 บาทแล้ว ส่วนปัญหาราคาสับปะรดตกต่ำจนต้องมีเกษตรกรออกมากดดันเทสับปะรดทิ้ง ตอนนี้ ครม. อนุมัติหลักการแล้ว 1,400 ล้านบาท ซึ่งเหลือขั้นตอนการพิจารณารายละเอียดของ คณะกรรมการนโยบายและช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ตลอดจนสินค้าเกษตรอื่น ๆ อย่างลำไย หอมแดง ได้มีการพิจารณาดูแลเป็นรายสินค้าเพื่อไม่ให้เดือดร้อน

ในท้ายนี้ แม้ปัญหาปากท้องได้กลายเป็นเรื่องใหญ่ และประชาชนจำนวนมากกำลังเดือดร้อน แต่ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า ด้วยการดูแลค่าครองชีพแบบเชิงรุก รวมถึงการดำเนินโครงการโชห่วยช่วยชาติของรัฐบาล จะสามารถดูแลปัญหาค่าครองชีพให้อยู่ในระดับที่ประชาชนยอมรับได้อย่างแน่นอน.
ทีมเศรษฐกิจ
แหล่งที่มาข้อมูล www.dailynews.co.th

คปภ. เผยตัวเลขการจ่ายค่าสินไหมน้ำท่วมกว่า76% แล้ว


วันนี้ (23 เม.ย.) นายประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า สมาคมประกันวินาศภัย บริษัทประกันวินาศภัย และบริษัท ไทยรับประกันภัยต่อ จำกัด (มหาชน) ได้รายงานสรุปการจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมจากสถานการณ์ อุทกภัยปลายปี 54 ตั้งแต่วันเกิดเหตุจนถึง 31 มี.ค.ที่ผ่านมา พบว่าโดยรวมบริษัทประกันวินาศภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว 65,827 ราย จากจำนวนผู้เอาประกันภัยที่เรียกร้องความเสียหาย 86,487 ราย คิดเป็น 76.11%
แต่สำหรับการประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน (ไอเออาร์) มีผู้เอาประกันภัยที่เรียกร้องความเสียหาย 8,059 ราย ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้ว 1,766 ราย คิดเป็น 21.91%  อยู่ระหว่างจ่ายค่าสินไหมทดแทน 6,293 ราย เนื่องจากผู้เอาประกันภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มีทุนเอาประกันภัยสูง มีเงื่อนไขซับซ้อน เครื่องจักรที่เสียหายมีเทคโนโลยีสูง จำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญพิเศษเฉพาะ รวมทั้งปัญหาจากความชื้นและเชื้อรา ทำให้เครื่องจักรที่มีเทคโนโลยีสูงมีความเสียหายเพิ่มมากขึ้น การประเมินความเสียหายจากผู้ประเมินวินาศภัยจึงซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ทำให้เกิดความล่าช้าในการจ่ายค่าสินไหมทดแทน ซึ่งคปภ. จะติดตามประสานกับบริษัทประกันภัย และผู้ประเมินความเสียหาย ตลอดจนผู้เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อเร่งรัดการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้สะดวก รวดเร็ว และเป็นธรรมต่อไป
ส่วนการประกันภัยรถยนต์ มีผู้เอาประกันภัยที่เรียกร้องความเสียหาย 38,687 คัน ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้ว 36,178 คัน คิดเป็น 93.51% อยู่ระหว่างการจ่ายค่าสินไหมทดแทน 2,509 คัน การประกันภัยทรัพย์สิน-อัคคีภัยที่อยู่อาศัย มีผู้เอาประกันภัยที่เรียกร้องความเสียหาย 35,668 ราย ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้ว 25,326 ราย คิดเป็น 71%  อยู่ระหว่างจ่ายค่าสินไหมทดแทน 10,342 ราย การประกันอัคคีภัยอาคารพาณิชย์และเอสเอ็มอี มีผู้เอาประกันภัยที่เรียกร้องความเสียหาย 3,865 ราย ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้ว 2,349 ราย คิดเป็น 60.78%  อยู่ระหว่างจ่ายค่าสินไหมทดแทน 1,516 ราย และการประกันชีวิตและการประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (พีเอ) มีผู้เอาประกันภัยที่เรียกร้องความเสียหายทั้งสิ้น 208 ราย ซึ่งได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนครบทุกรายแล้ว.
แหล่งที่มาข้อมูล www.dailynews.co.th

อำมหิตแก๊งโหดล่าพะยูนตัดเขี้ยวทำเครื่องรางของขลัง


วันนี้ (23 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า มีพะยูนตายเกยตื้นอยู่ที่ริมหาดพยูน หมู่ 4 ต.บ้านฉาง อ.บ้านฉาง จ.ระยอง จึงไปตรวจสอบพร้อม นายภุชงค์ สฤษฎีชัยกุล ผอ.ศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่งที่ 1 จ.ระยอง นายจักรพล ณ อยุธยา หน.ฝ่ายส่งเสริมศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่ง นายสัตวแพทย์วิศาล ตระกูลรังสิ สัตวแพทย์ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และนายพิสุทธิ์ บุญเจริญ ประธานประมงเรือเล็กบ้านพยูน
ที่เกิดเหตุพบศพพะยูนเพศเมีย อายุประมาณ 35-40 ปี ความยาว 3 เมตร น้ำหนัก 500-600 กก. โดยที่ท้องพบบาดแผลเหวอะหวะจนไส้ทะลัก ครีบและจมูกมีแผลขีดข่วน ส่วนลำตัวมีรูที่คาดว่าเกิดจากการถูกยิง หางถูกมัดด้วยเชือก ที่บริเวณปากถูกงัดเขี้ยว เบื้องต้นคาดว่าตายมาแล้ว 2-3 วัน
นายพิสุทธิ์ ประธานประมงเรือเล็กบ้านพยูน กล่าวว่า ได้รับแจ้งจากชาวประมงว่า พะยูนมาตายเกยตื้นริมหาดพยูน จึงแจ้งศูนย์อนุรักษ์ฯ มาตรวจสอบ และนำซากพะยูนไปผ่าพิสูจน์หาสาเหตุการตาย ทั้งนี้พื้นที่ทะเลฝั่งบ้านฉาง มีหญ้าทะเลจำนวนมากทางกลุ่มประมงช่วยกันอนุรักษ์ไว้ เพื่อให้พะยูนเข้ามาหากิน การตายของพะยูนตัวนี้ คาดว่าถูกคนร้ายใจบาปฆ่าเพื่อตัดเขี้ยวพะยูนไปทำเครื่องรางของขลัง ตามความเชื่อผิดๆ จึงอยากขอให้กลุ่มประมงช่วยกันเป็นหูเป็นตา เนื่องจากขณะนี้ทราบว่าคนร้ายแก๊งไล่ล่าพะยูนกำลังออกอาละวาดหนัก รวมทั้งวิงวอนชาวประมงอย่าฆ่าพะยูนด้วย 
ด้านนายภุชงค์ ผอ.ศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลฯ กล่าวว่า ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่มาเฝ้าติดตามไม่ให้พะยูนถูกประมงไล่ล่าแล้ว เพราะเป็นสัตว์สงวน ส่วนซากพะยูนที่พบจะต้องมีการผ่าพิสูจน์ว่ามีการตั้งท้องหรือไม่ เพราะสังเกตจากนมตั้งเต้าอยู่ด้านข้างของครีบเปล่งออก ส่วนเขี้ยวที่หายไปนั้น เจ้าหน้าที่ได้สอบสวนผู้พบเห็นเป็นคนแรกยืนยันว่าไม่เห็นเขี้ยวพะยูนเหมือนกัน เบื้องต้นได้เตรียมรวบรวมหลักฐานเพื่อเข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.บ้านฉาง เพื่อหาตัวคนร้ายมาดำเนินคดี.
แหล่งที่มาข้อมูล www.dailynews.co.th

"อียู" ขานรับประชาธิปไตยพม่า ยกเลิกคว่ำบาตร


วันนี้ (23 เม.ย.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากประเทศลักเซมเบิร์กว่า สหภาพยุโรปหรืออียูได้ตอบแทนกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ของพม่า ด้วยการยกเลิกการคว่ำบาตรพม่า ทั้งด้านการค้า เศรษฐกิจ และ นิติบุคคล แต่ที่ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่คือ ห้ามการซื้อขายอาวุธ

แถลงการณ์ของกลุ่มอียูระบุว่า รัฐมนตรีต่างประเทศของกลุ่มอียูซึ่งมี 27 ชาติสมาชิก ได้ตกลงกันในที่ประชุมที่ประเทศลักเซมเบิร์กว่า อียูจะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรพม่า 1 ปี โดยมีเป้าหมายให้ครอบคลุมถึงนิติบุคคล 500 บุคคล และบริษัทการค้ากว่า 800 บริษัทที่จะได้ประโยชน์จากการยกเลิกการคว่ำบาตรพม่า

ทั้งนี้ก็เพราะผลจากการส่งเสริมให้มีการปฏิรูปอย่างกว้างขวางในประเทศพม่า ซึ่งรวมถึงการเข้าสู่สภาของนางอองซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้านคนสำคัญของพม่าจากการเลือกตั้งซ่อมเมื่อต้นเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา

แถลงการณ์ระบุอีกว่า อียูได้ติดตามดูด้วยความเคารพและชื่นชมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ของพม่าในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ดังนั้นจึงขอยกเลิกกมาตรการคว่ำบาตรต่อรัฐบาลพม่า แต่ขอยกเว้นเฉพาะเรื่องการซื้อขายอาวุธนั้น ยังขอให้มีผลบังคับใช้อยู่ต่อไป แต่จะเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

ที่กรุงลอนดอน นายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ กล่าวแสดงความยินดีกับการยกเลิกการคว่ำบาตรพม่า ขณะเดียวกันก็จำต้องเฝ้าตรวจสอบการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในประเทศพม่า ภายใต้การนำของประธานาธิบดีเต็ง เส้ง ซึ่งนำพม่าก้าวเดินไปสู่การปฏิรูป และก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วที่โลกจะต้องขานรับการกระทำดังกล่าว

ขณะที่นางอองซาน ซูจี ผู้นำฝ่านค้านคนสำคัญของพม่า เห็นว่าการยกเลิกการคว่ำบาตรพม่าจะเป็นหนทางที่ประเทศตะวันตกจะสนับสนุนการปฏิรูปในประเทศพม่า แต่ก็มีความขัดแย้งเกิดขึ้นเช่นกัน เมื่อพรรคฝ่ายค้านสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยของนางอองซาน ซูจี ไม่ยอมเข้าสู่สภาเป็นครั้งแรก เพราะไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวปฏิญาณสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง ในถ้อยคำที่ว่า “พิทักษ์” มาเป็นคำว่า “เคารพ” ต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ
แหล่งที่มาข้อมูล www.dailynews.co.th

นักเคลื่อนไหวฝ่ายต่อต้านถอดเสื้อประท้วงตำรวจยูกันดา


วันนี้ (23 เม.ย.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงกัมปาลา ประเทศยูกันดา ว่า นักเคลื่อนไหวฝ่ายต่อต้านซึ่งเป็นผู้หญิง จำนวน 6 คน ได้ถูกควบคุมตัวในช่วงระยะเวลาสั้นๆ หลังถอดเสื้อประท้วงเจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องจากไม่พอใจที่เพื่อนร่วมอุดมการณ์หญิงคนหนึ่งของพวกเธอ ได้ถูกตำรวจทำอนาจารทางเพศ รวมทั้งบีบหน้าอกอย่างแรงด้วย และก็ไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงทำให้นักเคลื่อนไหวฝ่ายต่อต้านกว่า 10 คน ซึ่งเป็นผู้หญิงทั้งหมด เดินขบวนมายังสถานีตำรวจในกรุงกัมปาลา และก็มีหลายคนเช่นกันที่ยอมถอดเสื้อนอกออก เผยให้เห็นเสื้อชั้นใน พร้อมกับถือป้ายที่เขียนข้อความเสียดสีว่า “แล้วคุณตำรวจจะรู้สึกยังไง ถ้าพวกเราบีบลูกอัณฑะของคุณตำรวจดูบ้าง”
น.ส.บาร์บารา อัลลิมาดี แกนนำผู้จัดการประท้วง กล่าวว่า เราต้องการแสดงให้เห็นว่า พวกเรารับไม่ได้กับพฤติกรรมเช่นนี้ของตำรวจ และ เราอยากจะถามว่า มันเป็นหน้าที่ของตำรวจหรือที่ต้องมาบีบหน้าอกผู้หญิงด้วย
ทั้งนี้เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โทรทัศน์ของยูกันดาได้แพร่ภาพ น.ส.อิงกริด ตูรินาวี หัวหน้ากลุ่มการเปลี่ยนแปลงเพื่อประชาธิปไตยของสตรี ถูกจับกุม และขณะที่กำลังจะนำตัวขึ้นรถตำรวจนั้น ได้มีตำรวจคนหนึ่งจับหน้าอกของเธอ เหตุเกิดในระหว่างการชุมนุมประท้วงของฝ่ายต่อต่านรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม นายอัลลิมาดี แกนนำผู้จัดการประท้วง กล่าวว่า ผู้หญิงนักเคลื่อนไหวทั้ง 6 คน ได้รับการปล่อยตัวหลังถูกควบคุมตัวนาน 2 ชั่วโมง ส่วนทางตำรวจอ้างว่า ตำรวจที่จับโดนหน้าอกของผู้นำฝ่ายต่อต้าน น.ส.อิงกริด ตูรินาวีนั้น แท้จริงแล้วเป็นตำรวจหญิง.
แหล่งที่มาข้อมูล www.dailynews.co.th

Blog Archive

Design Downloaded from ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ รามคำแหง บางกะปิ | Free Textures | Web Design Resources