วันจันทร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

"จงรัก"หนุน"นิคม"นั่งประธานวุฒิสภาคนใหม่


วันนี้ ( 29 ก.ค.) พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ สว.สรรหา กล่าวว่า สว.สรรหา กับสว.เลือกตั้ง ต่างถือว่าเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยเหมือนกันตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และทุกวันนี้ก็ไม่เห็นมีการแตกแยกกันตามที่มีบางคนเข้าใจ ตนอยู่ในสภาก็เห็นทุกคนรักใคร่สนิทสนมกัน เวลาจะพูดคุยกันก็ไม่เห็นมีใครมาพูดว่าคนนี้มาจากการเลือกตั้งหรือคนนั้นมา จากการสรรหา เพราะฉะนั้นอย่าเข้าใจผิดว่ามีการแบ่งแยกกัน ไม่มีหรอกแต่อาจมีบางคนที่มีความเห็นทางการเมืองแตกต่างกันไป ซึ่งก็เป็นธรรมดาในระบอบประชาธิปไตยที่มีความเห็นแตกต่างได้
“  สว.สรรหาคนหนึ่งอาจมีความคิดเห็นทางการเมืองอย่างหนึ่ง แต่จะไปเหมาว่าสว.สรรหาคนอื่นๆอาจมีความคิดเห็นเหมือนกันนั้น เป็นไปไม่ได้ เช่นเดียวกันหากสว.เลือกตั้งมีความเห็นทางการเมืองอย่างหนึ่ง ก็จะเหมารวมว่าสว.เลือกตั้งทุกคนมีความคิดเห็นเหมือนกัน ก็เป็นไปไม่ได้เช่นกัน” พล.ต.อ.จงรัก กล่าว
สว.สรรหา กล่าวต่อว่า สำหรับปัญหาเรื่องประธานวุฒิสภาคนใหม่นั้น เห็นว่าขึ้นอยู่กับคุณสมบัติความรู้ความสามารถมากกว่าที่มาของผู้ที่จะมา เป็น ไม่ต้องคำนึงถึงที่มาว่าต้องมาตากการสรรหาหรือมาจากการเลือกตั้ง ใครก็ได้ที่มีความเหมาะสมก็เป็นได้ทั้งนั้น ข่าวที่ออกมาดูเสมือนว่าจะมีการแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายว่าเป็นฝ่ายสรรหากับฝ่าย เลือกตั้ง ซึ่งตนเห็นว่าจริงๆแล้วไม่มี ทุกคนสนิทสนมกันทั้งนั้น ไม่มีการแย่งอำนาจกันตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด
พล.ต.อ.จงรัก กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีมีรายชื่อสว.หลายคนน่าจะถูกนำเสนอชื่อเป็นประธานวุฒิสภาคนใหม่นั้น โดยส่วนตัวแล้วในฐานะที่เคยเป็นรองผบ.ตร.มาก่อนแล้วอยู่ในฝ่ายบริหาร ตามหลักแล้วเมื่อหัวหน้าฝ่ายบริหารพ้นจากตำแหน่งก็ควรจะแต่งตั้งผู้ที่ทำ หน้าที่เป็นรองขึ้นมาแทนเพราะผู้ที่เป็นรองเป็นผู้ที่ทำหน้าที่มาอยู่แล้ว มีความรู้ความเข้าใจในหน้าที่อยู่แล้ว เมื่อเข้าทำหน้าที่ก็สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ทันทีต่อเนื่องเลย ไม่ต้องมาศึกษางานอะไรกันอีก
“มันคงเป็นเรื่องแปลกเมื่อหัวหน้าฝ่ายบริหารพ้นจากตำแหน่งแล้วไปเอาคน อื่นกระโดดข้ามเข้ามาเป็น ทั้งๆที่รองหัวหน้าฝ่ายบริหารนั้นยังนั่งอยู่ แต่นี่เป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติจะทำอย่างไรก็มาคิดกัน สรุปแล้วผมเห็นว่าท่านนิคม ไวยรัชพาณิชย์ ซึ่งเป็นรองประธานคนที่ 1 มีความรู้ความสามารถเหมาะสมที่จะเป็นประธานวุฒิสภาคนต่อไปมากที่สุด”พล.ต. อ.จงรัก กล่าว

สัมมนาเพื่อไทยไม่มีข้อสรุป ทางออกแก้รัฐธรรมนูญ


วันนี้ ( 29 ก.ค.) ที่โรงแรมแอมบาสเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน พัทยา มีการสัมมนาพรรคเพื่อไทยเป็นวันที่สอง เป็นการเปิดให้ตัวแทนรายภาคนำข้อเสนอและความเห็นของที่ประชุมกลุ่มย่อยตาม รายภาค ตามที่พรรคได้ตั้งคำถามใน 3 หัวข้อ คือ บทบาทส.ส.ต่อการสนับสนุนรัฐบาล ต่อการทำงานสภาและการทำงานกับประชาชนมาอภิปรายและสรุปในภาพรวม โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย ผอ.พรรคเพื่อไทยและนายคณวัฒน์ วศินสังวร รองหัวหน้าพรรครับฟังข้อเสนอแนะและชี้แจงข้อซักถาม
นายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นนำเสนอผลการหารือของภาคอีสานอย่างดุเดือด ว่า  คนอีสานสะท้อนผ่านมายังส.ส.ว่าต้องการประชาธิปไตยและความยุติธรรมและได้ เลือกพรรคเพื่อไทยเข้ามาเพื่อทำในสิ่งเหล่านี้ ดังนั้นพวกตนต้องการประชาธิปไตยและความยุติธรรม เรื่องรัฐธรรมนูญเราไม่อยากแพ้ พรรคจะทำอย่างไรไม่ให้พวกเราแพ้ เวลาที่พวกตนเสนอเรื่องประชาธิปไตย พรรคก็ต้องเป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่พรรคไม่รู้ ไม่ฟัง รัฐมนตรีไม่เข้าประชุมพรรค ส.ส.เข้าหาก็ยากและหัวใจสำคัญวันนี้ต้องเร่งแก้ปัญหาราคายางพารา ข้าวและมันสำปะหลัง ที่วันนี้ล้มเหลว ทุกจังหวัดเป็นอย่างนี้หมด
ขณะที่นายเกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ ส.ส.อุดรธานี กล่าวว่า ปัญหาหนึ่งคือเรื่องข้าราชการที่คนร่วมต่อสู้ไม่ได้ดีแต่คนเปลี่ยนสีกลับได้ ดี โดยเฉพาะ 3 กระทรวงใหญ่ มหาดไทย คมนาคมและศึกษาธิการ เรื่องใหญ่สุดคือกรรมการกองทุนสตรี พรรคให้ส.ส.ส่งชื่อผู้ที่เหมาะสม แต่สุดท้ายคนที่ได้คือคู่แข่งพรรคเรา เพราะข้าราชการไม่ใช่ของเรา เช่นเดียวกับนายก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อและแกนนำกลุ่ม นปช.กล่าวว่า การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการทหาร ในเดือน ต.ค.นี้มีข่าวว่าทหารที่มีส่วนในการปราบปรามประชาชนจะได้รับการโปรโมทใน ตำแหน่งที่สูงขึ้น ซึ่งมวลชนคงไม่ชอบใจ นอกจากนี้เห็นด้วยว่าอีสานเป็นภาคใหญ่มีส.ส.จำนวนมาก หากเป็นไปได้ขอให้พรรคพิจารณาเพิ่มเก้าอี้รัฐมนตรีให้ส.ส.อีสานเพิ่มเพื่อ ประโยชน์ในเรื่องการทำงาน
ด้านนายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย กล่าวว่า ภาคเหนือยืนยันว่าต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยวิธีการให้มีส.ส.ร.ตามที่พรรคได้รณรงค์หาเสียงและน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายรัฐบาลไว้ต่อรัฐสภาไว้ และภาคเหนือมีมติไม่ถอนพ.ร.บ.ปรองดอง ออกจากวาระประชุมสภา
นอกจากนี้ภาคเหนือมีความเป็นห่วงโครงการรับจำนำข้าว มันสำปะหลังและยางพารา จะเข้าพบรัฐมนตรีเพื่อสะท้อนปัญหาก็พบยาก หรือกรณีมีการทุจริตงบประมาณแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน เมื่อทราบมาแล้วจะสื่อให้ทราบอย่างไรขอให้พรรคจัดระบบตรงนี้ด้วย นอกจากนี้ไม่เห็นด้วยกับโครงสร้างใหม่ 19 โซนกลุ่มจังหวัด

อย่างไรก็ตามจากการสัมมนาพรรคเพื่อไทยใน 2 วันนี้ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่าพรรคจะเลือกใช้แนวทางใดในการเดินหน้า แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 โดยนายภูมิธรรม ได้กล่าวสรุปในตอนท้ายก่อนปิดการสัมมนา โดยยืนยันว่า จะไม่ถอนร่าง พ.ร.บ.ปรองดองและร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญออกจากสภา ส่วนจะดำเนินการ มีขั้นตอนอย่างไรต้องคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลและส.ส.ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลัก ดันต่อไป

 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อกรณีที่นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา มีท่าทีจะถอนร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ ที่อยากจะให้มีการถอนเรื่องดังกล่าวออกจากวาระการประชุมสภาฯ ซึ่งตนอยากเรียกร้องให้นายสมศักดิ์ แสดงความกล้าหาญในฐานะประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ เรียกผู้เสนอร่างพ.ร.บ.ทั้ง 4 ฉบับมาพูดคุยเป็นการภายใน  ซึ่งการอ้างว่าการถอนต้องเป็นมติจากที่ประชุมนั้นเป็นเพียงพิธีกรรม เพราะข้อเท็จจริงมีการคุยนอกรอบและตกลงกัน ถ้าจะปฏิเสธความรับผิดชอบและโยนสู่สภาฯนั้น อยากจะถามว่าในวันที่บรรจุ นายสมศักดิ์ก็รู้เห็นเป็นใจที่บรรจุเข้าวาระประชุม จึงอยากให้มี่ความจริงใจอย่าเล่นละคร
นายเทพไท กล่าวต่อว่า ส่วน กรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร  สไกป์มายังงานเลี้ยงของพรรคเพื่อไทย ในระหว่างการสัมมนาพรรค ที่จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 28 ก.ค.นั้น คิดว่าการสไกป์ครั้งนี้ชัดเจน บ่งบอกตัวตนว่าคือผู้บงการรัฐบาลนี้ ตอกย้ำว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นแค่นอมินีและหุ่นเชิด และทักษิณเป็นเจ้าของพรรคและรัฐบาลชุดนี้เป็นผู้มีอำนาจสูงสุด

เปิดตัวบัตรเครดิตชาวนาพร้อมแจกตัวแทนเกษตรกร


วันนี้ (29 ก.ค.)  น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่ตรวจราชการและประชุม ครม.นอกสถานที่ จ.ร้อยเอ็ด เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา โดยมีรัฐมนตรีบางส่วน อาทิ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เดินทางไปถึงท่าอากาศยานจ.ร้อยเอ็ด โดยมีผวจ.ร้อยเอ็ด ข้าราชการระดับสูง กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน และคนเสื้อแดง ให้การต้อนรับ ซึ่งการเดินทางครั้งนี้ "น้องไปป์" ด.ช.ศุภเสกข์ อมรฉัตร บุตรชาย ได้ร่วมคณะเดินทางด้วย
จากนั้นนายกรัฐมนตรี และคณะ เดินทางโดยขบวนรถยนต์ไปยังโรงสีข้าว สหกรณ์เกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. ต.เหล่าหลวง อ.เกษตรวิสัย เพื่อเป็นประธานเปิดตัวโครงการบัตรสินเชื่อเกษตรกร  พร้อมมอบบัตรสินเชื่อเกษตรกรให้แก่ผู้แทนเกษตรกรจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 19 ราย  และมอบ Mock up บัตรสินเชื่อเกษตรกรให้เกษตรกรจ.ร้อยเอ็ด 1 ราย   และชมการสาธิตการใช้บัตรสินเชื่อเกษตรกรซื้อปัจจัยการผลิตผ่านเครื่องรูด บัตร EDC ก่อนเยี่ยมชมร้านค้าธงฟ้าในมหกรรมสินค้าราคาถูก และตลาดนัดเครื่องจักรกล
โดยตัวแทน ธ. ก. ส. รายงานว่าพร้อมมอบบัตรสินเชื่อให้แก่เกษตรผู้ปลูกข้าวทั่วประเทศแล้วจำนวน 8.2 แสนบัตร และจะดำเนินการให้ครบ 2 ล้านบัตรภายในเดือน ธ.ค.นี้ จากนั้นก็จะขยายไปยังเกษตรกรผู้ผลิตพืชผลการเกษตรชนิดอื่นต่อไป ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลทำงานมาเกือบ 1ปี ทราบถึงปัญหาของเกษตรกร ทั้งเรื่องของแหล่งน้ำ ราคาผลผลิตตกตำ และแหล่งทุนในการทำการเกษตรจึงได้นำปัญหาเหล่านั้นไปผลักดันเป็นนโยบายของ รัฐบาล ซึ่งเป็นที่มาของโครงการบัตรสินเชื่อเกษตรกรเพื่อให้เกษตรกรสามารถจัดหา ปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพและราคาเป็นธรรม ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและแบ่งเบาภาระด้านการเงินของเกษตรกร โดยวงเงินที่เกษตรกรจะได้รับแต่ละรายไม่เกิน 5 บาทตามพื้นที่การผลิตข้าว หรือขึ้นอยู่กับผลผลิตทางการเกษตรที่เหลือขายไม่เกินร้อยละ 70 และปลอดดอกเบี้ย 5 เดือนแรก ของรอบการผลิตหลังจากนั้นจะคิดดอกเบี้ยในอัตราลูกหนี้ชั้นดีร้อยละ 7 ต่อปี และหากชำระหนี้เร็ว ตรงเวลา ก็จะมีส่วนลดพิเศษให้ รวมทั้งขยายวงเงินสินเชื้อให้อีกในครั้งต่อไป
นายกรัฐมนตรี กล่าวยืนยันว่า โครงการดังกล่าวจะไม่ทำให้ไม่เสียวินัยการเงินการคลังและสร้างภาระให้ ประชาชน เพราะมีโครงการต่างๆมารองรับและกฎระเบียบชัดเจน อีกทั้งเกษตรกรรูดซื้อได้เฉพาะปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ น้ำมัน เท่านั้น ไม่สามารถนำไปซื้อมอเตอร์ไซด์ หรือโทรศัพท์มือถือ  จากนั้น นายกรัฐมนตรี เดินทางไปยังศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ เพื่อพบปะและรับฟังปัญหาความเดือดร้อนในการประกอบอาชีพในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ ทั้งนี้การเดินทางมา จ.ร้อยเอ็ด ในครั้งนี้ ยังคงมีประชาชนและคนเสื้อแดงที่มารอให้การต้อนรับแต่ละจุดจำนวนมาก ให้ความสนใจจดหมายเลขทะเบียนรถของนายกรัฐมนตรี เพื่อลุ้นหวย โดยนายกรัฐมนตรีใช้รถโฟล์คตู้สีดำ ทะเบียน ฮน 111 กทม. 

“เฉลิม” ตอบโต้ “ชูวิทย์”ลูก“ดวง” โอนเป็นตำรวจไม่ผิด


วันนี้  (29 ก.ค.) ที่ศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย ออกมาระบุว่า ร.ต.ท.ดวง อยู่บำรุง บุตรชาย ย้ายมาสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นการผิดกฎคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ว่า ก.ตร.ประเทศไทย ทำได้ไม่ผิด แต่ ก.ตร.ประเทศอื่นตนไม่ทราบ เพราะไม่ได้ศึกษา แล้วขอให้นายชูวิทย์ ลืมคำว่าต้องตรวจสอบในสภาฯ คำว่าจะไม่ไว้วางใจ และขอให้อย่าช้า

ทั้งนี้ถ้าหากทราบก่อนหน้านี้ จะไม่ให้ลูกชายมาเป็น เพราะตำรวจแม่นปืน เวลาจับโจรผู้ร้ายผู้บังคับบัญชามักจะเรียกตัวไปใช้งาน ซึ่งก็เสี่ยง ถ้าเป็นทหารสารวัตร ก็ไม่ลำบากอะไร ซึ่งเรื่องนี้คุณแม่ก็ไม่เห็นด้วย แต่เมื่อโอนมาแล้ว เขาชอบก็ต้องตามใจ

ส่วนถึงกรณีที่นายชูวิทย์ ออกมาระบุว่ามีการเปิดค้าประเวณีเด็กลาวที่ จ.ฉะเชิงเทรา โดยเบื้องหน้าทำเป็นร้านอาหารนั้น ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ไม่เป็นไร ถ้าทำจริงก็ดำเนินการ ตำรวจไม่มีการละเว้น
สำหรับการดูแลความปลอดภัยของชาวบ้านที่จะมาสนับสนุนและร้องทุกข์กับนายกฯ ในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่ จ.สุรินทร์ ว่า ตนได้ไปดูพื้นที่ด้วยตัวเองแล้ว ถ้ามา 8000-9000 คน ก็ต้องขอให้อยู่สนามฟุตบอล และเตรียมโพเดียมให้นายกฯขึ้นกล่าว ว่ามีปัญหาอะไร เดือดร้อนอะไร ถ้ามาให้กำลังใจก็ขอบคุณ มีปัญหาก็รับฟัง หรือเรื่องงผลกระทบเรื่องการสร้างเขื่อนตนก็ดูแลอยู่ เรื่องคนเลี้ยงช้าง ทุกอย่างใกล้เสร็จแล้ว และหากใครเดือดร้อนก็ขอให้มา เพราะนานๆ นายกฯจะมา เอง ซึ่งเชื่อว่าตำรวจจะรับมือกับม็อบที่จะมาในวันที่ 30 ก.ค.นี้ได้ เพราะทุกคนมาดี คนเดือดร้อนก็มาร้องนายกฯ คนรักนายกฯก็มาเชียร์นายกฯ ไม่ได้มาประท้วง

ทั้งนี้   รองนายกฯยังได้กล่าวถึง ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในช่วงนี้เนื่องจากมีสถานการณ์การ ยิงกันอย่างอุกอาจกลางกรุงฯว่า  รู้สึกเป็นห่วงตลอดเวลา  เพราะอาวุธปืนอนุญาตให้เข้ามามากในรัฐบาลชุดที่แล้ว ซึ่งเดิมมีการจดทะเบียนตอนหลังก็แจ้งหายแล้วนำไปขายราคาแพง การควบคุมก็ยาก สมัยตนเองเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  ไม่เซ็นอนุญาตนำเข้าปืนเลย  ร้านปืนก็ไม่ให้เปิด แต่สมัยรัฐบาลชุดที่แล้วให้เปิดร้านปืนถึง  93 แห่ง ก็นำเข้าปืนสั้น 30 กระบอก ปืนยาว 50 กระบอกต่อปี  จึงเกิดปัญหา

"วันนี้ ผบช.น.ได้หารือกับตนแล้ว ได้คำแนะนำว่า ต้องปิดล้อม กวาดล้างและตรวจค้น ซึ่งสามารถจับกุมได้หลายกระบอกก็ดำเนินการอยู่  หากเป็นปืนมีทะเบียน แต่พกพาโดยไม่มีใบอนุญาต ก็ต้องถอนทะเบียน ต้องดำเนินการอย่างเคร่งครัด ซึ่งส่วนมากสาเหตุที่เกิดเหตุการณ์คือ 1.เมาสุรา , 2.อาฆาตส่วนตัว ,3.ชู้สาว  , 4.ธุรกิจ  , 5.เกิดจากการเขม่นโดยไม่มีสาเหตุ และ 6. คึกคะนอง  ก็ต้องกวดขัน ตำรวจขยันทำงาน แต่พอเอาจริงก็ถูกด่าจากคนที่ได้รับผลกระทบ ตำรวจก็เสียใจเพราะเขาตั้งใจทำงาน ตนเน้นเรื่องอาชญากรรม อาวุธปืนและยาเสพติด  ส่วนเรื่องอื่นเป็นเรื่องรองแต่ก็ไม่ได้ปล่อยปละละเลย"  รองนายกฯ กล่าวในตอนท้าย 

ไฟใต้ยังโหมไม่หยุดระเบิดรถตชด.เจ็บสาหัส4นาย


วันนี้ (29 ก.ค.)  เมื่อช่วงหัวค่ำที่ผ่านมา  เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ยะลา รับแจ้งเหตุระเบิด ด่านตรวจขุนไว เส้นทางเข้าตัวเมืองยะลา ถนนสิโรรส เทศบาลนครยะลา อ.เมือง  ที่เกิดเหตุเป็นศูนย์รถฮีโน่ ห่างจาก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าประมาณ 800 เมตร พบรถตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.)  สภาพเป็นรูพรุน ตรวจสอบผู้ได้รับบาดเจ็บเป็น เจ้าหน้าที่ ตชด. 4 นาย ได้รับบาดเจ็บสาหัสถูก นำส่งโรงพยาบาล  หน้าบริษัทมีเศษกระถางแตก  เศษกระจก ตกเกลื่อน  นอกจากนี้ยังพบเศษระเบิดชนิดแสวงเครื่องน้ำหนัก 5 กก. เจ้าหน้าที่ได้เก็บไว้เป็นหลักฐาน

เบื้องต้นทราบว่า  เจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนทั้ง 4 นาย กำลังออกตรวจพื้นที่ ด้วยรถกระบะ  พอผ่านมายังจุดที่คนร้ายวางระเบิดไว้  คนร้ายจึงกดชนวนระเบิดทันที ทำให้รถเกิดความเสียหาย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บดังกล่าว

ตร.พบภาพคนร้ายกำลังยิงกระบะวีโก้ถนนรัชดาแล้ว


จากกรณีเหตุคนร้ายขับขี่รถจักรยานยนต์ แบบบิ๊กไบค์สีดำ สวมแจ็คเก็ตแขนยาวสีดำ หมวกกันน็อคแบบเต็มใบ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ขับตามประกบ รถกระบะโตโยต้า วีโก้ พรีแลนด์เนอร์ สีขาว หมายเลขทะเบียน 534 กรุงเทพ ก่อนใช้อาวุธปืนยิงเข้าใส่หลายนัด กระสุนถูก นายวิรัส ดิลกศรี อายุ 37 ปี ที่นั่งโดยสารมาเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ บริเวณเชิงทางขึ้นสะพานข้ามแยกรัชดาภิเษกตัดถนนลาดพร้าว เมื่อช่วงเช้าของวันนี้ (29 ก.ค.) ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าของคดีดังกล่าว โดยในช่วงเย็นวันเดียวกัน พ.ต.ท.เสน่ห์ วันทอง สว.สส.สน.สุทธิสาร กล่าวว่า หลังจากเกิดเหตุได้แบ่งงานกันทำ ทางฝ่ายสืบสวนของสน. ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุ กล้องวงจรปิด บริเวณโดยรอบและสอบปากคำพยานในที่เกิดเหตุ จนได้ภาพวงจรปิดในขณะคนร้ายลงมือ ก่อเหตุ ตรงจุดรถไฟฟ้าใต้ดิน สถานีรัชดาภิเษก ซึ่งจากภาพวงจรปิดจะเห็นได้ชัดว่า คนร้ายขับขี่รถจักรยานยนต์มาเพียงลำพัง โดยขับขี่รถจักรยานยนต์ตีคู่ขึ้นมา ก่อนจะลงมือลั่นไก  สังเกตจากจังหวะการยิงนั้นจะเห็นได้ว่า คนร้ายมีความชำนาญในการใช้อาวุธปืน เพราะมีท่าทางในการยิงอย่างเชี่ยวชาญ เหมือนกับฝึกมาอย่างดี

พ.ต.ท.เสน่ห์ กล่าวต่อไปอีกว่า จากการสอบปากคำญาติของผู้เสียชีวิต ให้การยืนยันว่าก่อนเกิดเหตุผู้ตายมีเหตุทะเลาะวิวาทกับนักเที่ยวด้วยกัน ภายในสถานที่ท่องเที่ยวโดยผู้ตายได้ตบหน้า ชายคนหนึ่งทราบชื่อต่อมาว่าชื่อ นายจ้อน อายุ 26 ปี ทางญาติจึงคาดว่านายจ้อนอาจจะแค้น จึงลงมือก่อเหตุดังกล่าว
อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อในคำให้การ เพราะจากการสอบ สวนทราบว่าผู้ตายนั้น  มีอาชีพขายเสื้อผ้าเด็ก แต่ว่าเที่ยวราตรีทุกคืน นอกจากนั้นเวลาไปเที่ยวผู้ตายมักจะไปกับเพื่อนกลุ่มใหญ่ ประมาณ 10 กว่าคน เมื่อดื่มกินจนเมา ก็มักจะมีเหตุทะเลาะวิวาทเป็นประจำ สำหรับในประเด็นเรื่องธุรกิจบางอย่างทางเจ้าหน้าที่ก็ยังไม่ตัดทิ้งแต่อย่าง ใด

สำหรับภาพวงจรปิดนั้น ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถให้สื่อนำมาเผยแพร่ได้เพราะต้องการเก็บไว้ เป็นหลักฐานในทางคดีก่อน ความคืบหน้าจะได้รายงานให้ทราบต่อไป.

"อาร์ต-เอ"ล้มมือ 4 โลกขนไก่ "ลอนดอนเกมส์"



  การแข่งขันแบดมินตัน กีฬาโอลิมปิกเกมส์ ครั้งที่ 30 "ลอนดอนเกมส์ 2012" ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมา รอบแรก กลุ่มบี "อาร์ต"บดินทร์ อิสระ กับ "เอ"มณีพงศ์ จงจิตร คู่มือ 19 ของโลก ลงแข่งขันนัดที่สอง พบ โค ซุน ฮุน/ยู ยอน ซวง คู่มือ 4 ของโลก จากเกาหลีใต้ หลังนัดแรก "นักตบลูกขนไก่ไทย" พลิกชนะ โมฮัมหมัด ฮาห์ซาน กับ โบนา เซปตาโน คู่มือ 6 ของโลก จากอินโดนีเซีย 2-0 เกม โดยผลปรากฎว่า "อาร์ต-เอ" ใช้การตบที่หนักหน่วง ประกอบกับ คู่ "เคป็อป" เล่นพลาดเล่นบ่อยครั้ง เอาชนะไปได้อย่างสุดมันส์ 2-0 เกม 21-15, 21-14 คว้าชัยชนะเป็นนัดที่สองได้สำเร็จ ส่งผลให้โอกาสเข้ารอบต่อไปค่อนข้างสดใส

รถเก๋งเสยรถตู้ตายทันที 2 ศพ


วันนี้ ( 29 ก.ค.) เวลา 20.00 น. พ.ต.ท.มนัส เดิมกะยอม สารวัตรเวร สภ.มะขาม จ.จันทบุรี  แจ้งเกิดอุบัติเหตุบนถนนหลวงหมายเลข 317 จันทบุรี-สระแก้ว บ้านนาไทร  ต.ปัถวี อ.มะขาม จ.จันทบุรี ในที่เกิดเหตุพบผู้บาดเจ็บอยู่ในรถตู้ จึงประสานงานไปยังหน่วยกู้ภัยสมาคมสว่างกตัญญูธรรมสถานจันทบุรี ช่วยลำเลียงผู้ได้รับบาดเจ็บ 5 ราย ซึ่งเป็นผู้โดยสารรถตู้ประจำทางสายจันทบุรี – พัทยา ส่งโรงพยาบาลมะขาม เพื่อให้แพทย์ทำการรักษาเป็นการเร่งด่วน
โดยรถตู้โดยสาร หมายเลขทะเบียน ป้ายเหลือง 15-3867 กทม. ประสานงากับรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า สีบรอนเงิน หมายเลขทะเบียน 3 ฬ-5687 กท. มีผู้เสียชีวิตถูกอัดก็อบบี้อยู่ภายในรถ 2 ราย หน่วยกู้ภัยฯ จึงได้ช่วยกันนำร่างของผู้เสียชีวิต ทราบ ชื่อ นายสมศักดิ์ พันทาง อายุ 44 ปี ชาว จ.ราชบุรี คนขับ และศพหญิงไม่ทราบชื่อ
จากการสอบสวนนายณัฐวุฒิ  ชอบชา อายุ 28 ปี คนขับรถตู้โดยสาร ให้การว่า ขณะเกิดเหตุ ได้ขับรถออกจาก อ.สอยดาว จ.จันทบุรี เดินทางไปส่งผู้โดยสารที่ พัทยา จ.ชลบุรี ระหว่างทางได้มีฝนตกลงมาอย่างหนัก เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุคาดว่าถนนลื่น ได้มีรถของคู่กรณี ขับเสียหลักหมุนเข้าใส่ในระยะกระชั้นชิด จึงพุ่งชนประสานงากันอย่างแรง จนทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิต ดังกล่าว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ให้แพทย์รักษาอาการคนเจ็บแล้วจะสอบปากคำเพื่อหาสาเหตุ ของอุบัติเหตุต่อไป

Blog Archive

Design Downloaded from ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ รามคำแหง บางกะปิ | Free Textures | Web Design Resources