วันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2555

สธ.ปิ๊งไอเดียโครงการลดอ้วนตลอดช่วงเข้าพรรษา


วันนี้ (1 ส.ค.) ที่วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก ถนนพระราม 9 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง  กทม. นายแพทย์โสภณ เมฆธน รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข พระธรรมบัณฑิต (อภิพล อภิพโล) เจ้าอาวาสวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก เป็นประธานในพิธีโครงการรณรงค์ทำความดีเข้าพรรษา ลดน้ำหนักสร้างสุขภาพดีวิถีไทยภายใต้แนวคิด  “เข้าพรรษา ลดความอ้วน สร้างบุญล้นใจ คนไทยลดความอ้วน” เชิญชวนคนไทยและผู้มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน ร่วมกันปวารณาตน ทำความดีในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา ด้วยการลดน้ำหนักตัวเองเพื่อให้มีสุขภาพดี ร่วมสร้างบุญกุศลครั้งใหญ่ น้อมถวายเป็นพุทธบูชา โดยภายในงานมีนิทรรศการ 3 อ. 2 ส. เผยแพร่ความรู้ปัญหาการเจ็บป่วยที่มีสาเหตุมาจากโรคอ้วน
ด้าน นายแพทย์ โสภณ กล่าวว่า จากการสำรวจทัศนคติและพฤติกรรมของประชาชน พบว่ามีแรงบันดาลใจที่ทำให้ประชาชนตั้งใจทำความดีคือบุญ ในการลดความอ้วนนั้นกระทรวงสาธารณสุขไม่มีนโยบายให้ประชาชนกินยาลดอ้วน เนื่องจากเป็นวิธีที่ผิดและอันตรายถึงชีวิต โดยใช้หลักปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคือ 3 อ. 2 ส. ประกอบด้วย 3.อ คือ เลี่ยงอาหารหวานจัด มันจัด เค็มจัด เช่น เค้ก คุกกี้ มันฝรั่งทอด โรตีสายไหม เป็นต้น นอกจากนี้ยังทำการออกกำลังกายทุกๆวัน อย่างน้อย 30 นาที ซึ่งจะให้อารมณ์จิตใจแจ่มใส และ 2 ส. คือไม่ดื่มสุราและไม่สูบบุหรี่ วิธีง่าย นี้จะสามารถบริหารจัดการและเอื้อต่อการลดความอ้วน
สำหรับโครงการ  “ ลดอ้วนสร้างบุญ ” นี้ กระทรวงสาธารณสุขได้ตั้งเงินกองทุนเริ่มต้นเป็นเงินกองบุญไว้ที่ 1 ล้านบาท โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนที่เข้าร่วมโตรงการนี้ สามารถกำหนดน้ำหนักส่วนเกินที่สามารถทำได้ และแปลงเป็นเงินกองบุญ เพื่อนำเข้าสู่โครงการต่าง ๆ ต่อไปนี้คือ โครงการที่ 1 มูลนิธิวัดพระราม 9 โดยพระธรรมบัณฑิต (อภิพล อภิโล) โครงการที่ 2 มูลนิธิสวนแก้ว โดย พระราชธรรมนิเทศ (พระพะยอม กัลป์ยาโณ)   โครงการที่ 3 มูลนิธิวิมุตตนาลัย โดยพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี  โครงการที่  4 สาวิกาสิกขาลัย มหาวิชชาลัยธรรมะเพื่อเยียวยาสังคม โดย แม่ชี ทัศนีย์ เสถียรสุต เสถียรธรรมสถาน และโครงการที่ 5 โครงการศาสนาอื่น ๆ ที่ ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่ามีประโยชน์ต่อสังคม ผู้ที่มีความประสงค์ต้องการร่วมสมทบทุนกับโครงการ สามารถร่วมบริจาคเงินได้ที่ธนาคารกรุงไทย หมายเลขบัญชี 142 – 0 – 14371 - 9 หรือ สอบถามสมัครสถานพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทั่วประเทศ หรือเวปไซด์ www.ลดอ้วนสร้างบุญ.com

จ่อยิงหัวโหดเถ้าแก่เนี้ยร้านเฟอร์นิเจอร์เมืองชลฯ


วันนี้ ( 1 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานมาว่าเมื่อเวลา 21.30 น.วานนี้ .ต.ท.กฤชฐา  ประทุมแก้ว ร้อยเวร สถานีตำรวจภูธรเมืองชลบุรี  รับแจ้งเหตุมีผู้ถูกอาวุธปืนเสียชีวิต  จึงได้รีบรุดเข้าตรวจสอบยังที่เกิดเหตุ ที่บ้านเลขที่ 54/2 หมู่11 ตำบลนาป่า อำเภอเมืองชลบุรี   ซึ่งเปิดเป็นร้านขายเฟอร์นิเจอร์  ชื่อร้านกัญญาเฟอร์นิเจอร์ พบผู้เสียชีวิตนอนจมกองเลือดอยู่ภายในร้าน ทราบชื่อต่อมาคือนางกัญญา เข็มเพชร อายุ 39  ปี อยู่บ้านเลขที่ 43  ม.7  ต.นาหนองไผ่  อ.ชุมพลบุรี จ.สุรินทร์ เจ้าของร้านถูกกระสุนอาวุธปืนไม่ทราบขนาด ยิงเข้าบริเวณขมับขวากระสุนทะลุขมับซ้าย เสียชีวิตคาที่ บริเวณใกล้เคียงพบหัวกระสุน ตกอยู่ภายในตู้กับข้าวที่วางโชว์ภายในร้านจนแตกเป็นรู
สอบถามนายเพลิน เข็มเพชร อายุ  42  ปี  สามีผู้ตายให้การว่าก่อนเกิดเหตุตนและลูกสาวได้ไปส่งของให้ลูกค้านอกสถาน ที่   ส่วนภรรยาตนนั้นได้อยู่เฝ้าร้านตามลำพัง  พอตนเองกลับมาก็มาพบว่าภรรยาของตนเองเสียชีวิตแล้ว  ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ ตำรวจจึงได้พยายามที่จะสอบสวนว่าสาเหตุนั้นเกิดจากอะไร  ซึ่งนายเพลิน ให้การว่าตนและภรรยาได้เคยมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับเจ้าหน้าที่ เทศบาลรายหนึ่ง ซึ่งผู้ต้องสงสัยรายนี้มีนิสัยชอบกินเหล้า แล้วชอบมาพูดจาแทะโลมภรรยาตน ซึ่งก็ได้มีปากเสียงกันหลายครั้ง แต่ที่ผ่านมาก็ไม่มีอะไรรุนแรง ส่วนอีกสาเหตุหนึ่งน่าจะเป็นการขายของตัดราคากันกับร้านขายเฟอร์นิเจอร์ร้าน อื่น เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อในคำให้การของนายเพลิน สามีผู้ตาย เพราะในทางสืบสวนสอบสวนของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบว่าทั้งนายเพลินและผู้ตาย ได้ทำธุรกิจที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นการขัดผลประโยชน์ กันเองในกลุ่มธุรกิจจึงต้องลงมือฆ่าโหดในครั้งนี้  โดยทางเจ้าหน้าที่ก็จะต้องสอบสวนเพื่อหาปมการสังหารครั้งนี้ต่อไป.

ผู้ต้องสงสัยคดีจยย.บิ๊กไบค์ไล่ยิงกระบะวีโก้ลั่นพร้อมสู้ตำรวจหากโดนจับ



วันนี้ (1 ส.ค.) ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ต.พิสิฏฐ์ พิสุทธิ์ศักดิ์ รองผบช.น.ดูแลงานด้านสืบสวน เปิดเผยความคืบหน้า คดีมือปืนขี่รถจยย.แบบบิ๊กไบค์ตามประกบยิงนายวิรัส ดิลกศรี หรือ เต่าท่าทรายอายุ 37 ปี เสียชีวิตขณะนั่งมาในรถกระบะโตโยต้า พีรันเนอร์ สีขาว หมายเลขทะเบียน ถล534 กรุงเทพมหานคร บนถนนรัชดาภิเษก ท้องที่สน.สุทธิสาร ว่า ขณะนี้ชุดสืบสวนได้ข้อมูลกลุ่มผู้ต้องสงสัยแล้ว อยู่ระหว่างการตรวจสอบพยานหลักฐานต่างๆเพื่อให้เกิดความชัดเจน คงมีข่าวดีเร็วๆนี้ บางคนมีรูปร่างหน้าตาตรงกับกลุ่มที่มีการทะเลาะวิวาทกันในผับ ซึ่งทางตำรวจได้เชิญตัวมาสอบสวนเป็นรายบุคคล เมื่อไม่พบพิรุธก็ปล่อยตัวไป

ด้าน พล.ต.ต.พิสิฏฐ์ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีของนายปั๊ม ที่กลุ่มของผู้ตายสงสัยว่าน่าจะเป็นมือปืนนั้น ก็มีความเป็นไปได้ แต่ทางตำรวจจะต้องมีหลักฐานมากกว่านี้ ซึ่งนายปั๊มควรจะเดินทางเข้าพบตำรวจถ้าบริสุทธิ์ใจ อีกทั้งกลุ่มของผู้ตายก็ตามล่าตัวนายปั๊มเพื่อแก้แค้นด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่าจากการตรวจสอบประวัติของนายปั๊ม พบว่าเคยถูกดำเนินคดีใดมาก่อนหรือไม่ พล.ต.ต.พิสิฏฐ์ กล่าวว่า อยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่นอกจากนายปั๊มแล้ว ทางตำรวจก็ติดตามกลุ่มอื่นๆด้วย เพราะมีหลายแก็ง ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่านอกจากนายปั๊มแล้วยังมีคนร้ายที่ตำรวจพุ่งเป้า ไปอีกกี่คน เพราะต้องตรวจสอบทุกแก็งที่มีการไปมั่วสุมและค้ายาเสพติด จากการตรวจสอบยังพบแก็งโอรสด้วย มีการไปมั่วสุมกันบริเวณผับที่เกิดเหตุ แต่ยังไม่พบว่ามีความขัดแย้งกันกับผู้ตาย

เมื่อถามว่ามีรถต้องสงสัยที่ขับประกบรถจยย.ของมือปืนหรือไม่ รองผบช.น. กล่าวว่า สันนิษฐานว่าน่าจะมีรถที่ขับตามประกบด้วย อาจจะทั้งชี้เป้าและคุ้มกัน ส่วนเรื่องอาวุธปืนจากการตรวจสอบพบว่ามีประมาณ 20 คดี ที่ใช้อาวุธปืนขนาด.40 แต่ไม่พบว่าเกี่ยวข้องกับคดีนี้
รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อกลางดึกของวันที่ 31 ก.ค. เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยมาสอบสวน 1 ราย ซึ่งปรากฏอยู่ในภาพวงจรปิดขณะที่ผู้ตายมีการทะเลาะวิวาทกันอยู่ รูปพรรณสัณฐานสูง ใหญ่ ผมยาว แต่ได้ปล่อยตัวไปแล้วเนื่องจากเป็นเพียงแค่ดีเจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ขณะนี้ชุดสืบสวนอยู่ระหว่างการตามล่าตัวนายปั๊มซึ่งกำลังหลบหนีอยู่
จากการตรวจสอบภาพวงจรปิดพบว่านายปั๊มอยู่ในกลุ่มที่มีการทะเลาะวิวาทกับ ผู้ตาย และเคยถูกตบหน้าที่ผับแห่งหนึ่งย่านห้วยขวาง แต่เมื่อนำภาพของนายปั๊มที่ปรากฏในผับไปเปรียบเทียบกับมือปืนยังมีบางจุดที่ ไม่ชัดเจน ต้องใช้หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เข้า
เบื้องต้นหัวหน้าแก็งของนายปั๊มได้ให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วว่า นายปั๊มจะไม่ยอมมอบตัวและพร้อมที่จะสู้กับตำรวจ หากถูกจับกุม

ผบช.ก.อบรมภาษาจีนตำรวจเพิ่มศักยภาพ


วันนี้ (1 ส.ค.) ที่ห้องแกรนด์บอลรูม ชั้น 10 โรงแรมแกรนด์ไชน่า ปริ้นเซส  กรุงเทพฯ พระธรรมภาวนาวิกรม(เจ้าคุณธงชัย) วัดไตรมิตร  , พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก. , พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ ผบก.ปอศ. , พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ผบก.ป. , มาดามผังลี่ ผู้แทนสำนักงานฮั่นปั้น ประจำประเทศไทย ร่วมเปิดพิธีการอบรมการเรียนภาษาจีนสำหรับตำรวจสอบสวนกลาง
พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ กล่าวว่า ตนมองเห็นปัญหาเรื่องภาษาของตำรวจไทยเมื่อต้องทำงานประสานกับตำรวจต่าง ประเทศ ในขณะที่ตำรวจประเทศต่างๆสามารถสื่อสารได้ดีกว่าตำรวจเรามาก ส่วนใหญ่สามารถพูดได้คนละ 2-3 ภาษา เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมของบุคลากรให้ได้มีทักษะภาษา ให้สามารถสื่อสารทำงานกับตำรวจหรือให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวทั้งด้าน อำนวยความสะดวก และการพูดคุยซักถามให้การช่วยเหลือด้านคดี สอดคล้องกับการที่จะเปิดประเทศในภูมิภาคเป็นประชาคมอาเซียน ในปี พ.ศ. 2558 ตอนนั้นภาษาสากลจะมีความสำคัญมาก นอกจากภาษาอังกฤษแล้ว ภาษาจีนนับวันจะมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น
เนื่องด้วยประชากรในโลก 1 ใน 4 เป็นคนจีน จึงมีความคิดอยากเริ่มพัฒนาความสามารถทางภาษาตำรวจไทยตั้งแต่วันนี้และตน เห็นว่า ภาษาจีนน่าสนใจมาก จึงกราบขอความอนุเคราะห์จาก พระธรรมภาวนาวิกรม(เจ้าคุณธงชัย) วัดไตรมิตร ช่วยประสานสำนักงานฮั่นปั้น ประจำประเทศไทยที่เป็นหน่วยงานส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาจากประเทศจีนและ ช่วยทำการสอนให้กับนักเรียนที่โรงเรียนวัดไตรมิตรอยู่แล้ว ให้มาทำการอบรมภาษาจีนให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง โดยเน้น ฟัง พูด และการอบรมรุ่นแรกจะเรียน สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 2-3 ชั่วโมง 5 สัปดาห์หลังเลิกงาน รุ่นแรก 24 คน เรียนได้ตั้งแต่ผบก.จนถึงผู้บังคับหมู่ มีตำรวจหลายรายสนใจขอเข้าเรียนเป็นจำนสนมาก เป็นสัญญาณที่ดีแสดงว่า ตำรวจไทยมีความตื่นตัวสนใจใฝ่รู้ ซึ่งเมื่อจบหลักสูตรจะประเมินผล หากประสบผลสำเร็จจะเปิดรุ่นต่อไป นอกจากนี้ตนได้รับข่าวดีสำหรับตำรวจที่มีผลการประเมินหลังผ่านการอบรมรอบแรก ว่า มาดามผังลี่ ผู้แทนสำนักงานฮั่นปั้น ประจำประเทศไทย จะมอบทุนเรียนภาษาจีนที่ประเทศจีนเป็นเวลา 1 ปี

มติก.ตร.บรรจุทายาทตำรวจที่ทุพลภาพเป็นตำรวจได้


ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ วันที่ 1  ส.ค.  พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกตร. แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจครั้งที่ 11/2555เสร็จสิ้นว่า  การแต่งตั้งครั้งนี้มี 47 ตำแหน่ง เป็นที่ปรึกษา(สบ10) เข้าตำแหน่งหลัก 3 คน ผู้ช่วยผบ.ตร.ขึ้น 5 คน ระดับผู้ช่วยผบ.ตร.มี พล.ต.ท.อาจิณ โชติวงศ์ จตช.(สบ9) ขยับเป็นผู้ช่วยผบ.ตร. 1 คน มีผบช.ขึ้น ผุ้ช่วยผบ.ตร. 10 คน ระดับผบช.ดยกในระนาบ 6 คน เลื่อนขึ้น 22 คน โดยใสตำแหน่งระดับผู้ช่วยผบ.ตร.นั้น พล.ต.ท.นพ.จงเจตน์ อาวเจนพงศ์ นายแพทย์ใหญ่ตร.ไม่ขอขึ้น เนื่องจากมีภารกิจต้องสานต่อ ก.ตร.จึงอนุมัติให้ พล.ต.ท.นเรศ เทียนกริม จตร.(สบ8) ซึ่งมีอาวุโสอันดับ 11 เลื่อนตำแหน่งขึ้นแทน สำหรับการเปิดตำแหน่งผู้ช่วย ผบ.ตร. นั้นเพิ่มจาก 17 ตำแหน่ง รวมเป็น 18 ตำแหน่ง แต่ตำแหน่งนี้ ซึ่งเรียกว่าผู้ช่วยผบ.ตร.ทำหน้าที่บริหารยุทธศาสตร์ งานด้านปราบปรามยาเสพติดและการต่อต้านการก่อการร้าย แตกต่างจากตำแหน่งอื่นเพราะไม่สามารถเปลี่ยนหน้าที่การงานได้ ล็อคภารกิจตายตัว โดยมีการให้เหตุผลในการเปิดตำแหน่ง 2 ประกาคือ 1.ตามข้อเสนอจากอนุก.ตรด้านบริหารทรัพยากรบุคคล 2. รองรับนโยบายรับบาลด้านต่อต้านก่อการร้านเน้นการประสานงานประเทศ เพื่อนบ้าน 10ประเทศในกลุ่มอาเซียน โดยเฉพาะ พม่า กัมพูชา ลาว เกี่ยวกับงานยาเสพติด และดูแลนายตำรวจประจำประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังกำหนดใหม่ เน้นงานก่อการร้ายเป็นหลัก
โฆษก ตร. กล่าวว่า ก.ตร.ได้อนุมัติ ขณะที่แก้ไขหลักเกณฑ์บรรจุทายาทตำรวจโดยเพิ่มกรณี พิการ ทุพพลภาพจากการปฏิบัติหน้าที่ จนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ไม่สามารถรับราชการได้ ให้บรรจุทายาทเข้าเป็นข้าราชการตำรวจได้ โดยให้สิทธิเหมือนกันทั่วประเทศ จากเดิมให้สิทธิเฉพาะตำรวจที่เสียชีวิตเท่านั้น เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ตำรวจและตอบแทนคุณความดี นอกจากนี้ก.ตร.ยัง กำหนดให้ตำรวจที่จะเข้าสังกัดสำนักงานตำรวจคนเข้าเมืองในระดับรองสารวัตร ขึ้น ต้องมีทักษะด้านภาษาอังกฤษ และภาษาอื่นๆตามที่ตร.กำหนด เช่นภาษามาเลย์ พม่า เขมร ซึ่งหลักเกณฑ์นี้จะใช้ในการแต่งตั้งวาระปี หน้า ขณะเดียวกันปรับตำแหน่งโครงสร้างตำแหน่งนายตำรวจราชสำนักประจำ(นรป.) ให้สอดรับกับจัดกำลังของกรมราชองค์รักษ์ โดยขออนุมัติเปิดตำแหน่งใหม่ 117 ตำแหน่ง เป็นนรป.(สบ8) 1 ตำแหน่ง นรป.(สบ6) 2 ตำแหน่ง และ ผู้บังคับการกองบังคับการถวายความปลอดภัย 1 ตำแหน่ง รองผบก.2 ตำแหน่ง ผกก. 3 ตำแหน่งรองผกก.7 ตำแหน่ง สารวัตร 12 ตำแหน่ง รองสารวัตร 25 ผบ.หมู่ 64 ตำแหน่ง ทั้งนี้สำหรับตำแหน่ง ผู้ช่วยผบ.ตร.ฯ นรป.(สบ8) นรป.(สบ6) และผบก.ถปภ. ทั้ง 5 ตำแหน่งนั้นจะต้องขออนุมัติ ก.ต.ช.อีกครั้งในเร็วๆนี้เพื่อทำการแต่งตั้ง โดยยังไม่ระบุว่าต้องแต่งตั้งเมื่อใด

ตร.บางเขนจับสาวค้ายาไอซ์-ยาบ้าให้วัยรุ่น



วันนี้ (2 ส.ค.) ที่สน.บางเขน ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยว่า เมื่อช่วงหัวค่ำของวันที่ 1 ส.ค. ที่ผ่านมา  พ.ต.อ.ชยุต มารยาทตร์ ผกก.สน.บางเขน , พ.ต.ท.เสน่ห์ มณีฉาย สว.สส.สน.บางเขน , พ.ต.ต.ประภาส แก้วฉีด และ  ร.ต.อ.พงศ์สุรวัฒน์ วงษ์สารัมย์ รองสว.สส. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สน.บางเขน ได้ร่วมกันจับกุม นางสาว ปัจจาภรณ์ หรือเอ๋  ช้อยหลวงจ่า อายุ 30 ปี บ้านเลขที่ 238 ซอยเพิ่มสิน2 ถนนเขตสายไหม แขวงคลองถนน เขตสายไหม กทม. พร้อมด้วยของกลาง ยาไอซ์จำนวน 39.12 กรัม ยาบ้าจำนวน 280 เม็ด เครื่องชั่งสำหรับชั่งยาไอซ์จำนวน 3 เครื่อง โดยเจ้าหน้าที่สามารถทำการจับกุมได้ที่ บ้านเลขที่ 3/192 หมู่ 6 ซอยพหลโยธิน 52 แยก 10 แขวงคลองถนน เขตสายไหม กรุงเทพฯ

โดย พ.ต.อ.ชยุต มารยาทตร์ ผกก.สน.บางเขน กล่าวว่า สืบเนื่องมาจาก เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้รับแจ้งจากสายลับว่าผู้ต้องหาจะนำยาเสพติดไปส่งให้ กับลูกค้าที่บ้านเลขที่ดังกล่าว จึงสั่งการให้นำกำลังไปเฝ้าสังเกตุการณ์  ต่อมาช่วงเย็นวันเดียวกันได้พบผู้ต้องหากำลังเดินถือถุงผ้าสีชมพูออกจากบ้าน พักหลังดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวขอเข้าตรวจค้น พบยาเสพติดดังกล่าวอยู่ในถุงผ้า จึงทำการจับกุมพร้อมของกลางนำตัวมาสอบสวนที่สน.บางเขน

จากการสอบสวน  ผู้ต้องหา ให้การรับสารภาพว่า ได้สั่งซื้อยาไอซ์และยาบ้ากับนายบี(ไม่ทราบชื่อและนามสกุลจริง) และไม่เคยเห็นพบหน้า โดยจะสั่งยาจากทางโทรศัพท์และนัดหมายไปรับส่งของตามจุดต่างๆ และการสั่งซื้อยาแต่ละครั้งตนจะโอนเงินเข้าบัญชีนายบี ก่อนที่นายบีจะนำยามาวางไว้ข้างถนนหรือบริเวณตู้โทรศัพท์สาธารณะ ซึ่งตนเองไม่ได้ประกอบอาชีพอะไรเป็นหลักแหล่ง โดยจะนำยาไอซ์และยาบ้าไปขายให้กับวัยรุ่นในพื้นที่ของตนเองและบริเวณใกล้ เคียง
จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า มียาเสพติดประเภทที่1(ยาไอซ์และยาบ้า)ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิด กฎหมาย พร้อมนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตาม กฎหมายต่อไป

เดือนคณะช่วยเพื่อนตกน้ำตัวเองสาปสูญ


จากกรณีนายกัมปนาท กรรณสกุล นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต กระโดดลงไปช่วยเพื่อน ซึ่่งพลัดตกลงไปในแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณท่าเรือสะพานกรุงธน แขวงและเขตบางพลัด ปรากฏว่าช่วยเพื่อนเอาไว้ได้ แต่ตัวเองจมหายไปนั้น
วันนี้ ( 1 ส.ค.) ได้มีนางทัศนีย์ กรรณสกุล อายุ 48 ปี ป้าของนายกัมปนาท และนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต  ซึ่งเป็นเพื่อนๆ ของนายกัมปนาท จำนวนกว่า 40 คน เดินทางเข้ามาบริเวณท่าเรือ       สะพานกรุงธน เพื่อสังเกตุการณ์โดยหวังว่าอาจจะเจอศพของนายกัมปนาท
ทั้งนี้จาการสอบถามนายณัฐวุฒิ วิสุทธิกาญจน์ นักศึกษาชั้น ปี 1 คณะวิทยาการจัดการโปรแกรมวิชา นิเทศศาสตร์ เพื่อนของนายกัมปนาท กล่าวว่าก่อนเกิดเหตุตนกับผู้ตายพร้อมเพื่อนรวม 4 คน ไปนั่งกินข้าวที่ชุมชนสวนอ้อย ซึ่งอยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัย
จนกระทั่งเวลา 02.00 น.พวกตนทั้งหมดได้พากันเดินขึ้นมาบนสะพานกรุงธน และได้พูดคุยเรื่องเก่าๆ สมัยเรียนมัธยมด้วยกัน ระหว่างนั้น1ในเพื่อนๆ ได้ขึ้นไปนั่งบนราวสะพานเกิดพลาดท่าหงายหลังตกลงไปแม่น้ำเจ้าพระยา พวกตนจึงกระโดดลงไปช่วยเหลือเพื่อนเอาได้แล้ว จึงพากันว่ายน้ำขึ้นฝั่ง แต่นายกัมปนาท กลับถูกกระแสน้ำที่ไหลแรงพลัดหายไป จากนั้นพวกตนจึงแจ้งไปยังญาติของนายกัมปนาท และได้เดินทางไปแจ้งความไว้ที่ สน.บวรมงคล ดังกล่าว
ด้านนางทัศนีย์ กล่าวทั้งน้ำตาว่าพักอยู่ในย่าน จ.นนทบุรี กับนายกัมปนาท ซึ่งมาอาศัยอยู่ด้วย ตนทราบเรื่องจากเพื่อนของหลานชายเมื่อประมาณตีสองกว่าๆ หลายชายนั้นได้จมน้ำหายไปหลังจากที่ลงไปช่วยเพื่อนที่พลัดตกน้ำ และตนก็แจ้งเรื่องที่เกิดขึ้นให้พ่อแม่ ของนายกัมปนาททราบแล้ว โดยทั้งคู่จะออกจาก จ.ชุมพร เข้ากรุงเทพโดยเร็วที่สุดเพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์ของลูกชาย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายกัมปนาทนั้นเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาดี หลังจากที่เข้ารับการประกวดเดือนคณะ ก็สามารถคว้าตำแน่งมาครองได้สำเร็จในการประกวดที่ผ่านมา.

ฆ่าปาดคอเกย์หนุ่มใหญ่หมกห้องพัก


วันนี้(2 ส.ค.)ร.ต.อ.มนตรี  ไชยมล พนักงานสอบสวนสภ.เมืองตรัง  รับแจ้งมีคนถูกฆ่าตายภายในห้องเช่าเลขที่ 25/36  หลังวัดนิโครธ ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมือง จังหวัดตรัง  หลังรับแจ้งจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ  พร้อมด้วย พ.ต.ท.เมธี  จันทร์งาม รองผกก.สส.สภ.เมืองตรัง  พ.ต.ท.ภูมิ บาลทิพย์ รองผกก.ป.สภ.เมืองตรัง  พ.ต.ต.หญิง สุชาดา  กัวหา  สารวัตรพิสูจน์หลักฐานจังหวัดตรัง  แพทย์เวรโรงพยาบาลตรัง  และเจ้าหน้าที่มูลนิธิกุศลสถานตรัง รุดไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นห้องเช่าอยู่ติดกันหลายห้อง  ซึ่งตรวจพบร่างผู้เสียชีวิต  ทราบชื่อคือ  นายกษิดิฐ  หรือโกตี๋  ฐปนวัฒน์  อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 146/1 ถนนโรงเรียน ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมือง จังหวัดตรัง  ซึ่งไม่มีอาชีพแน่นอน มีลักษณะเป็นพวกชายรักชาย แต่เป็นพี่เลี้ยงร่างทรงองค์พระศักดิ์สิทธิ์ ของศาลเจ้าแห่งหนึ่งในเขตเทศบาลนครตรัง นอนเสียชีวิตอยู่ภายในห้องบริเวณหน้าประตู ในสภาพศพนอนหงายสวมเสื้อยืดมีปก สีฟ้า นุ่งกางเกงยีน   ถูกคนร้ายใช้ของมีคม กระหน่ำแทงที่บริเวณหน้าอกจำนวน 3 แผล  บริเวณด้านหลังจำนวน 1 แผล  และบริเวณลำคอถูกเชือดจนเหวอะสยดสยอง เสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า2ชม. นอกจากนี้ในที่เกิดเหตุยังพบท่อนเหล็กจำนวน 1 อันอยู่ใต้ขาผู้ตาย และยังมีโทรศัพท์มือถือแบล็กเบอรี่ ตกอยู่ 1 เครื่องในสภาพพัง มีบุหรี่พร้อมไฟแช็ค  ส่วนบริเวณด้านหน้าห้องพักมีร่องรอยกระจกแตก  รวมทั้งยังมี รถจยย.ฮอนด้า เวฟเอส ทะเบียน  ขทย 515 ตรัง ยังจอดอยู่ในสภาพปกติ

จากการสอบสวน นายมนตธร ชายภักดิ์ อายุ 32 ปี  เพื่อนผู้ตายซึ่งพักอยู่ที่ห้องติดกันเลขที่ 25/35  ให้การว่า  เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 1 ส.ค. ที่ผ่านมา  ขณะที่ตนกำลังจะออกไปงานฉลองวันเกิดเจ้าแม่กวนอิม ที่ศาลเจ้าในพื้นที่อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง  ก็ได้ยินเสียงคนทำกับข้าวอยู่หลังห้องของผู้ตาย และเห็นประตูเปิดแง้มอยู่  แต่พอกลับมาในเวลาประมาณ 23.30 น. สังเกตเห็นเศษกระจกกระจายอยู่หน้าห้องพัก และเห็นประตูห้องเปิดแง้มอยู่เหมือนเดิม  ดังนั้นจึงตัดสินใจผลักประตูเข้าไปดูก็พบเพื่อนนอนตายจมกองเลือดอยู่แล้ว  ต่อมาจึงรีบแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่มูลนิธิกุศลสถานตรังและเจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้ามาตรวจสอบ

เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ  สันนิษฐานว่า คนร้ายที่ก่อเหตุน่าจะเป็นคนรู้จักกับผู้ตายเป็นอย่างดี และเข้านอกออกในบ้านของผู้ตายเป็นประจำ และฉวยโอกาสช่วงที่ผู้ตายเผลอใช้อาวุธมีดปลายแหลมแทงผู้ตายจากทางด้านหลัง ก่อนจะลงมือเชือดคอผู้ตายจนหลอดลมขาดอย่างเลือดเย็นและหลบหนีไป ส่วนปมสังหารโหดทางเจ้าหน้าที่มุ่งประเด็นไปที่ฆ่าชิงทรัพย์ เพราะจากการตรวจสอบพบว่า กระเป๋าสตางค์ของผู้ตายได้หายไปด้วย จึงเชื่อว่าน่าจะเป็นการฆ่าชิงทรัพย์ แต่ก็ยังไม่ตัดประเด็นชู้สาวเรื่องแย่งชิงคู่นอน ซึ่งขณะนี้ทางตำรวจกำลังอยู่ในระหว่างเร่งรวบรวมพยานหลักฐาน สอบปากคำผู้เกี่ยวข้องและคนใกล้ชิด เพื่อแกะรอยติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เชื่อบ้านอาถรรพ์ต้นเหตุเพลิงไม้ชุมชนบ้านครัวใต้



วันนี้ (1ส.ค.) พ.ต.อ.เทียนชัย คามะปะโส ผกก.สน.ปทุมวัน เปิดเผยถึงความคืบหน้าเหตุเพลิงไหม้ชุมชนบ้านครัวใต้ว่า หลังเกิดเหตุ พนักงานสอบสวนได้ประสานเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ ในช่วงเช้าที่ผ่านมา พบว่าบริเวณชุมชนที่เกิดเหตุถูกเพลิงไหม้เสียหายเป็นวงกว้าง โดยทางเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานได้เริ่มเข้าตรวจสอบภายในบ้านเลขที่ 24 ซึ่งเป็นบ้านไม้ทรงไทยอายุเก่าแก่กว่า 200 ปี ที่คาดว่าจะเป็นบ้านต้นเพลิง เนื่องจากมีพยานเห็นว่า ต้นเพลิงเกิดจากบริเวณด้านหลังของบ้านหลังดังกล่าว ทั้งนี้จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า บ้านหลังดังกล่าวมีนางยะห์ ไม่ทราบชื่อจริง-นามสกุล เป็นเจ้าของบ้าน แต่เจ้าตัวป่วยเป็นอัมพาตนอนพักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาล และได้ให้นางแอ๋ว ไม่ทราบชื่อจริง-นามสกุล กับคนอื่นๆอีก 5-6 คน เป็นคนดูแลบ้าน ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังติดตามตัวมาสอบปากคำในภายหลัง เนื่องจากขณะนี้ ทางกทม.ได้เข้ามาช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยให้ชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน ไปลงทะเบียนรับความช่วยเหลือในเรื่องที่พักอาศัย
พ.ต.อ.เทียนชัย กล่าวต่อว่า สำหรับส่วนพยานที่เห็นเหตุการณ์ในช่วงเกิดเหตุนั้น มีเพียงชายวัย 28 ปี ซึ่งมีอาการป่วยทางประสาทคนเดียว โดยก่อนเกิดเหตุเจ้าตัวเป็นหนึ่งในคนที่พักอาศัยอยู่ในบ้านต้นเพลิง และเห็นประกายไฟเกิดขึ้นที่แผงสวิตช์ไฟด้านหลังบ้าน ก่อนจะเกิดเปลวไฟลุกลามไปอย่างรวดเร็ว จึงรีบวิ่งออกไปเรียกให้ชาวบ้านมาช่วยดับไฟ ทั้งนี้บ้านต้นเพลิงหลังดังกล่าวนั้นอยู่ในระหว่างประกาศขายในราคา 20 ล้านบาท แต่ยังไม่มีใครกล้าซื้อ เนื่องจากมีเสียงร่ำลือว่ามีอาถรรพ์อยู่ อย่างไรก็ตามทางพนักงานสอบสวนต้องสอบพยานแวดล้อมเพิ่มเติม รวมทั้งรอผลการตรวจสอบที่เกิดเหตุจากเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานว่าสาเหตุ ของเพลิงไหม้เกิดจากอะไร

สำหรับเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 02.00 น.ของวันเดียวกัน โดยพ.ต.ท.เจริญสิทธิ์ จงอิทธิ พนักงานสอบสวน (สบ 2) สน.ปทุมวัน ผู้รับผิดชอบคดีนี้ ได้นำกำลังรถดับเพลิงไประงับเหตุ แต่เนื่องจากพื้นที่เกิดเหตุเป็นชุมชนแออัดมีบ้านเรือนประชาชนปลูกติดกัน จำนวนหลายหลัง ทำให้การทำงานเป็นไปด้วยความยากลำบาก ต้องนำหัวฉีดน้ำเข้าสกัดกั้นทั้งทางบกด้านถนนพระราม 1 ถนนพระราม 6 และถนนบรรทัดทอง นอกจากนี้ยังต้องใช้เรือดับเพลิงช่วยฉีดน้ำจากภายในคลองแสนแสบ โดยใช้เวลานานประมาณ 50 นาที เพลิงจึงสงบ ประเมิณความเสี่ยหายไว้ที่ 15 ล้านบาท

เคาะผ่านนายพลใหญ่47ตำแหน่ง


วันนี้ ( 1 ส.ค.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ร.ต.อ.เฉลิม อยุ่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความั่นคง เดินทางมาเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ครั้งที่ 11/2555 โดยมีวาระที่สำคัญคือการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับรองผบ.ตร. - ผบช. และเห็นชอบเปิดตำแหน่ง ผช.ผบ.ตร.

ทั้งนี้ สำหรับวารการแต่งตั้ง ข้าราชการตำรวจระดับรองผบ.ตร. - ผบช. จะมีการอนุมัติจากคณะกรรมการก.ตร. ให้ดำรงตำแหน่ง ตามที่ คณะกรรมการคัดเลือกเห็นชอบแต่งตั้งโยกย้าย 47 ตำแหน่ง ประกอบด้วย 1. พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา ที่ปรึกษา (สบ10) 2. พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ที่ปรึกษา(สบ10) ดำรงแหน่งหลักคือ รองผบ.ตร. 3. พล.ต.อ.อัมรินทร์ อัครวงษ์ ที่ปรึกษา(สบ10) เป็นจตช. 4. พล.ต.ท.รชต เย็นทรวง ผู้ช่วยผบ.ตร. 5. พล.ต.ท.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ผู้ช่วยผบ.ตร. 6. พล.ต.ท.วุฒิ ลิปตพัลลภ ผู้ช่วยผบ.ตร. 7. พล.ต.ท.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน ผู้ช่วยผบ.ตร. 8. พล.ต.ท.เจตน์ มงคลหัตถี ผู้ช่วยผบ.ตร. ขึ้นเป็นที่ปรึกษา(สบ10)

9. พล.ต.ท.สมเดช ขาวขำ ผบช.สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(สทส.) 10. พล.ต.ท.เรืองศักดิ์ จริตเอก ผบช.กองบัญชาการศึกษา(ศ.) 11. พล.ต.ท.พีระพงศ์ ดามาพงศ์ ผบช.สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ(สพฐ.ตร.) 12. พล.ต.ท.เอกรัตน์ มีปรีชา จเรตำรวจ(จตร.)(สบ8) 13. พล.ต.ท.สันติ เพ็ญสูตร ผบช.ตำรวจภูธรภาค8 (ภ.8) 14. พล.ต.ท.ภัทรชัย หิรัญญะเวช ผบช.สำนักงานกฎหมายและคดี(กมค.) 15. พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบช.ภ.9 16. และพล.ต.ท.นเรศ เทียนกริม จตร.(สบ8)17. พล.ต.ท.อาจิณ โชติวงศ์ จตร. เป็นผช.ผบ.ตร. 18. และ พล.ต.ท.อรรถพร อุทยานนท์ จตร.(สบ8) ขึ้นเป็น รองจตช.(สบ 9)

19. พล.ต.ท.พงษ์สันต์ เจียมอ่อน จตร.(สบ8) ขึ้นเป็น รองจตช.(สบ9) 20. พล.ต.ต.นเรศ นันทโชติ รองผบช.น. เป็นผบช.ภ.1 21. พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผบช.ภ.1 เป็น ผบช.ภ.2 22 พล.ต.ต.เชิด ชูเวช รองผบช.ก. เป็น ผบช.ภ.3 23. พล.ต.ต.กวี สุภานันท์ รองผบช.ภ.4 เป็น ผบช.ภ.4  24. พล.ต.ท.ยงยุทธ เจริญวานิช ผบช.ประจำสง.ผบช.ตร.เป็น ผบช.ภ.8 25.พล.ต.ต. พิสิฏฐ์ พิสุทธิ์ศักดิ์ รองผบช.น. เป็นผบช.ภ.9 26. พล.ต.ต.สฤษฎ์ชัย เอนกเวียง รองผบช.ศู นย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศชต.) เป็น ผบช.สันติบาล 27. พล.ต.ท.ปัญญา มาเม่น เป็น ผบช.สพฐ.ตร.  28. พล.ต.ท.ภาณุ เกิดลาภผล ผบช.ภ.3 เป็น ผบช.สตม. 29. พล.ต.ต.สุรพงษ์ เขมะสิงคิ รองผบช.ศชต. ลูกหม้อ ตชด. ขึ้นเป็น ผบช.ตชด.

30. พล.ต.ต.สุวิระ ทรงเมตตา รอง ผบช.รร.นรต. เป็น ผบช.ศ. 31. พล.ต.ต.ชัยยง กีรติขจร จตร. (สบ8) เป็น ผบช.กตร. 32. พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รองผบช.สกพ.  เป็นผบช.สกพ. 33. พล.ต.ต.วัฒนา สักวัตร รองผบช.ภ.5 เป็น ผบช.สำนักงานกฎหมายและคดี 34. พล.ต.ต.ประวุฒิ ถาวรศิริ รองผบช.สทส. ขึ้นผบช.สทส. 35. พล.ต.ต.สุชีพ หนูนาง รองผบช.7 เป็น ผบช.สำนักงานตรวจสอบภายใน 36. พล.ต.ต.โสภณ พิสุทธิวงศ์ รองผบช.ภ.7 เป็น ผบช.ประจำสำนักงานผบ.ตร.ทำหน้าที่ที่ปรึกษาประสานบก.สส. 37. พล.ต.ต.สุรพล ธนโกเศศ รองผบช.สตม. ขึ้นผบช.ประจำ ประสานสง.ผบ.ตร.ทำหน้าที่ประสานสำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทย

38.พล.ต.ต.ธีระศักดิ์ กลิ่นพงษา รองผบช.ภ.4 เป็น ผบช.ประจำสง.ผบ.ตร.ทำหน้าที่บริหารด้านป้องกันปราบปราม  39. พล.ต.ต. จิตต์เจริญ เวลาดีวงณ์ รองผบช.สยศ.ตร. ขึ้นเป็น ผบช.ประจำสภาความมั่นคงแห่งชาติ  40. พล.ต.ต.พิสัณห์ จุลดิลก รองผบช.ภ.8 ขึ้นเป็น ผบช.ประจำด้านนโยบายและแผน  41. พล.ต.ต.จุติ ธรรมโนวานิช รองผบช.ภ.7 ขึ้นเป็น ผบช.ประจำ ทำหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสืบสวน 42. พล.ต.ท.ยงยศ นาคเฉลิม ผบช.สกพ. เป็น หัวหน้าจตร.(สบ8)  43. พล.ต.ต. วรเทพ เมธาวัธน์ รองผบช.สตม.เป็นจตร.(สบ 8) 44. พล.ต.ต.สมโชค เจริญพร รองผบช.สกพ. เป็น จตร.(สบ8) 45. พล.ต.ต.คำรบ ปัญญาแก้ว รองผบช.ภ.7 เป็นจตร.(สบ 8)  46. พล.ต.ต.พจน์ ไทยกล้า รองผบช.ภ.6 เป็น จตร.(สบ8) 47. พล.ต.ต.ณรงค์ กาญจนะ รองจตร(สบ7) ขึ้นเป็น จตร.(สบ8)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการเปิดตำแหน่งผช.ผบ.ตร. คาดว่า คณะกรรมการก.ตร.จะมีการสอบถามถึงหน้าที่ความรับผิดชอบเท่านั้นและเห็นชอบการ เปิดตำแหน่งเพื่อส่งเรืองให้ คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ เปิดตำแหน่งต่อไป

ยิงอุกอาจช่างกลปทุมวันดับ 1 สาหัส 1 เซ่นสถาปนา 80 ปี


วันนี้ (2 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อกลางดึกคืนที่ผ่านมา  พ.ต.ท.ประชา  บรรณาธิการ  พนักงานสอบสวน สภ.เมืองนนทบุรีรับแจ้งเหตุมีนักศึกษาช่างกลปทุมวันถูกยิงเสียชีวิต 1 รายได้รับบาดเจ็บอาการสาหัส 1 ราย เหตุเกิดริมถนนพิบูลสงคราม  ต.สวนใหญ่ อ.เมือง จ.นนทบุรี จึงรายงานพ.ต.อ.ชาญศิริ  สุขรวย  ผกก.สภ.เมืองนนทบุรี  พ.ต.ท.ปัณณพัฒน์  เดชโชติพิสิฐ์  รอง.ผกก.สส.  พ.ต.ท.ศิริวัฒน์  ดีพอ  รอง.ผกก.ปป.  ทราบก่อนรีบไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วยแพทย์จากรพ.ตำรวจและเจ้าหน้าที่ มูลนิธิร่วมกตัญญู

เมื่อไปถึงพบว่า ที่เกิดเหตุอยู่บริเวณ หน้าวัดปากน้ำนนทบุรี เจ้าหน้าที่พบศพ นายอภิชาติ  คุ้มเกรง  อายุ 25 ปี นักศึกษาวิทยาลัยช่างกลปทุมวัน  สภาพศพสวมเสื้อช็อปสีเทากระเป๋าเสื้อสกรีนรูปพระวิษณุ ใต้รูปปักคำว่าช่างกลปทุมวัน ถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด 9 มม.เข้าที่บริเวณใต้ราวนมซ้าย 1 นัด กลางหลัง 2 นัดนอนหงายจมกองเลือดเสียชีวิต  ใกล้กันพบรถจยย.ยี่ห้อคาวาซากิ  รุ่นบอร์ส  150 ซีซี  สีดำ ทะเบียน  นบม 485 กทม. พลิกคว่ำอยู่ส่วนผู้บาดเจ็บถูกพบเมืองดีนำส่งรพ.พระนั่งเกล้าไปก่อนหน้านี้ แล้วทราบชื่อต่อมาคือ นายณัฐพล  ประกาศเกตุการ  อายุ 22 ปี  นักศึกษาวิทยาลัยช่างกลปทุมวัน ถูกยิงที่ท้ายทอย 1 นัด หัวไหล่ขวา 1 นัด ศีรษะได้รับการกระทบกระเทือนแพทย์ต้องรีบนำเข้าห้องไอซียูเพื่อช่วยชีวิต อย่างเร่งด่วน
จากการสอบปากคำนายมนตรี  ไชยบรรดาลโยธิน  อายุ 48 ปี อาชีพขับรถแท็กซี่ผู้เห็นเหตุการณ์ให้การว่าขณะที่ตนจอดรถเพื่อที่จะเข้า บ้านซึ่งอยู่ตรงข้ามกับที่เกิดเหตุได้ยินเสียงปืนดังขึ้นจำนวน 2 นัด  โดยมีรถจยย.ของผู้ตายกับเพื่อนกำลังขับหนีรถจยย.ของคนร้ายซึ่งขับรถจยย.ยี่ ห้อฮอนด้า  รุ่นซีบีอาร์  สีดำไม่ทราบหมายเลขทะเบียน  ซ้อน 2 สวมหมวกกันน๊อคเต็มใบทั้ง 2 คน  ขับยิงไล่หลังมาจนกระทั่งรถจยย.ของคนร้ายเร่งเครื่องแซงขึ้นมาประกบคู่ก่อน ยิงซ้ำใส่รถของผู้ตายอีกหลายนัดจนล้มคว่ำ  ส่วนรถคนร้ายได้เลยไปจอดที่บริเวณหน้าโรงเรียนสตรีนนทบุรีเพื่อดูผลงานก่อน จะขับหลบหนีมุ่งหน้าสี่แยกถนนนครอินทร์
เวลาต่อมาได้มีเพื่อนของผู้ตายกว่า 10 คนเดินทางมาที่เกิดเหตุโดยไม่ให้ยอมให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและรีบขับรถ ออกไปทันที่  ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิฐานว่าผู้ตายและเพื่อนเพิ่งเลิกจากงานเลี้ยง  และถูกคนร้ายขับรถตามประกบมาตลอดทางเมื่อถึงที่เกิดเหตุคนร้ายจึงใช้อาวุธ ปืนที่เตรียมมากระหน่ำยิงใส่ผู้ตายและเพื่อน  ซึ่งวันนี้ตรงกับวันสถาปนาวิทยาลับช่างกลปทุมวันครบ 80 ปีของผู้ตาย คาดอาจมีการเปิดศึกล้างแค้นระหว่างสถาบัน  เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้เร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดในบริเวณดังกล่าวเพื่อหา ตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

“นายกฯ ปู”เรียกดูข้อมูลรื้อรีสอร์ตใหญ่ “บ้านทะเลหมอก”


วันนี้ (30 ก.ค.)นายดำรงค์ พิเดช อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)  ให้สัมภาษณ์กรณีถึงกรณีเจ้าของบ้านทะเลหมอกรีสอร์ต เตรียมยี่นเรื่องฟ้องร้องตนและเจ้าหน้าที่ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการรื้อถอน บ้านทะเลหมอกรีสอร์ต พร้อมทั้งเรียกร้องให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเข้ามาจัดการเรื่องนี้มาว่า นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ ได้ประสานมายังตนว่านายกรัฐมนตรีต้องการดูเอกสารหลักฐาน ในเรื่องคำตัดสินของศาลกรณีบ้านทะเลหมอกรีสอร์ตว่ามีความเป็นมาอย่างไรบ้าง ตนก็ได้ส่งข้อมูลความเป็นมาของคดีทั้งหมดให้กับนายปรีชาเพื่อชี้แจงต่อ ครม.แล้ว  โดยเฉพาะหลักฐานสำเนาคำพิพากษาของศาลจังหวัดกบินทร์บุรี ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 52/2554 หมายเลขแดงที่ 40/2544 ระหว่างพนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดกบินทร์บุรี ฝ่ายโจทก์ และ นางวไลลักษณ์ วิชชาบุญศิริ เป็นจำเลยที่ 1 ห้างหุ้นส่วนจำกัดบ้านทะเลหมอก จำเลยที่ 2  ในเรื่องความผิดต่อ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ร.บ.ป่าไม้ และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ  พร้อมทั้งสำเนาเอกสารผลการตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกาในเรื่องการรับมอบ อาคารสิ่งปลูกสร้างเพื่อนำไปหาประโยชน์ในกิจการของกรมอุทยานฯ ลงวันที่ 23 ก.ค. 2553  ซึ่งมีใจความสำคัญว่ากรมอุทยานฯ ไม่สามารถรับมอบอาคาร สิ่งปลูกสร้างที่บุกรุกพื้นที่อุทยานฯ เพื่อนำมาหาประโยชน์หรือให้เช่าได้

นายดำรงค์ กล่าวว่า กรณีของรีสอร์ตบ้านทะเลหมอกนั้น โดยสรุปในส่วนของคำพิพากษาของศาลจังหวัดกบินทร์บุรี  จำเลยให้การรับสารภาพว่าเมื่อประมาณกลางปี 2541-ก.ค.2543 จำเลยได้ร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินประโยชน์และอยู่อาศัยใน ที่ดิน ด้วยการแผ้วถางและก่นสร้าง ปลูกสร้างอาคารโรงแรม บ้านพัก จำนวน 11 หลัง และสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ เพื่อประกอบกิจการให้บริการสถานที่พักตากอากาศรีสอร์ต  ซึ่งอยู่ในบริเวณป่าแก่งดินสอ ป่าแก่งใหญ่ และป่าเขาสะโตน อันเป็นเขตป่าสงวนฯ และอุทยานฯ ทับลาน คิดเป็นเนื้อที่ 67 ไร่ โดยศาลพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ. อุทยานฯ 2504 พ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 และพ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ 2507  มีบทลงโทษตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว  ทั้งนี้ให้จำเลยและบริวารออกจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ และคดีถึงที่สุดโดยไม่มีการอุทธรณ์

นายดำรงค์ กล่าวอีกว่า  อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นทางผู้ประกอบการได้ขอให้งดการบังคับคดีโดยไม่มีการ บังคับคดีชั่วคราว โดยมีเหตุผลว่าได้ขอเช่าพื้นที่จากกรมป่าไม้ในขณะนั้น  และอยู่ระหว่างการพิจารณาของกรมป่าไม้ มีสิ่งก่อสร้างเต็มพื้นที่มูลค่า 60 ล้านบาท จึงต้องดูแลทรัพย์สินไม่ให้เกิดความเสียหาย ช่วยเหลือคนในท้องถิ่นให้มีงานทำ  หากออกจากพื้นที่จะผิดสัญญา ซึ่งศาลได้มีคำสั่งให้ให้งดการบังคับคดีชั่วคราว 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 24 ม.ค. 2545  ต่อมากรมป่าไม้ได้จัดประชุมหารือแนวทางปฏิบัติ เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2545 โดยมีหนังสือจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขณะนั้นแจ้งไปยังนางวไลลักษณ์ เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2545 ว่าพื้นที่ของรีสอร์ตอยู่ในเขตอุทยานฯ ทับลาน ซึ่งตามบทบัญญัติของ พ.ร.บ.อุทยานฯ 2504 ไม่มีบทบัญญัติให้อำนาจอธิบดีกรมป่าไม้หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เช่า พื้นที่อุทยานฯ ได้ ดังนั้นการที่ผู้ประกอบการรีสอร์ตขอเช่าพื้นที่อุทยานฯ ทับลาน จึงต้องยกอาคารและสิ่งปลูกสร้างให้กับกรมป่าไม้ แล้วกรมป่าไม้จะพิจารณาให้ผู้ประกอบการได้เช่าอาคารสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ตามระเบียบกรมป่าไม้ว่าด้วยการอนุญาตให้เข้าไปดำเนินกิจการท่องเที่ยวและพัก อาศัยในอุทยานฯ 2536 ซึ่งผู้ประกอบการได้แจ้งความประสงค์ที่จะยกอาคารและสิ่งปลูกสร้างให้กับกรม ป่าไม้ เมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2545

นายดำรงค์ กล่าวต่อว่า จากนั้นเมื่อกรมป่าไม้เปลี่ยนมาเป็นกรมอุทยานฯ และได้รับมอบอาคารสิ่งก่อสร้างของบ้านทะเลหมอกรีสอร์ต โดยอาศัยระเบียบกรมอุทยานฯ ว่าด้วยการอนุญาตให้เข้าไปดำเนินกิจการท่องเที่ยวและพักอาศัยในอุทยานฯ ปี 2547  ซึ่งจะต้องนำสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดขึ้นทะเบียนเป็นทรัพย์สินที่ราชพัสดุ ของกรมธนารักษ์  กระทรวงการคลัง ตามระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แต่ยังมีข้อโต้แย้งว่าสามารถดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายได้หรือไม่ เพราะตามบทบัญญัติของมาตรา 22 พ.ร.บ.อุทยานฯ ต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่บุกรุกพื้นที่อุทยานฯ ออกไปทั้งหมด  ทั้งนี้กรมอุทยานฯ ได้มีหนังสือหารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกา เมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2552 และคณะกรรมการกฤษฎีกามีหนังสือตอบกลับมาเมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2553 แจ้งผลการพิจารณาเรื่องการรับมอบอาคารสิ่งปลูกสร้าง เพื่อนำไปหาประโยชน์ในกรณีของกรมอุทยานฯ สรุปได้ว่าการก่อสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างของห้างหุ้นส่วน จำกัด บ้านทะเลหมอกรีสอร์ต เป็นการดำเนินการฝ่าฝืนบทบัญญัติกฎหมายว่าด้วยอุทยานฯ พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย เพื่อให้เอกชนรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างออกจากพื้นที่อุทยานฯ และกรมอุทยานฯ ไม่มีอำนาจรับมอบอาคารสิ่งปลูกสร้างของห้างหุ้นส่วนจำกัด บ้านทะเลหมอกรีสอร์ต พนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างออกจากพื้นที่อุทยานฯ ตามมาตรา 22 พ.ร.บ.อุทยานฯ และกรมธนารักษ์ได้ขอยกเลิกการรับมอบทรัพย์สินดังกล่าวขึ้นทะเบียนเป็นที่ราช พัสดุแล้ว

อธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้อุทยานฯ ทับลาน ได้มีหนังสือคำสั่งลงวันที่ 11 พ.ค. 2555 เรื่องให้นางวไลลักษณ์ ทำลายรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือสิ่งอื่นใดที่ผิดไปจากสภาพเดิมออกไปให้พ้น อุทยานฯ ทับลาน โดยใช้อำนาจหัวหน้าอุทยานฯ ตามมาตรา 22 พ.ร.บ.อุทยานฯ 2504 โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 27 มิ.ย. 2555 โดยนางวไลลักษณ์ได้ขออุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวใน 7 ประเด็น อ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม และเป็นคำสั่งที่ไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย ซึ่งสำนักอุทยานฯ กรมอุทยานฯ  พิจารณาแล้วไม่เห็นด้วยกับคำอุทธรณ์เพราะที่ดินแปลงที่เกิดเหตุไม่มีหนังสือ แสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองตามกฎหมายที่ดิน และศาลจังหวัดกบินทร์บุรีได้มีคำพิพากษาปรับและให้จำเลยและบริวารออกจากป่า สงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุแล้ว พร้อมทั้งคณะกรรมการกฤษฎีกาได้วินิจฉัยเรื่องนี้ไว้ชัดเจนแล้ว  อย่างไรก็ตามอุทยานฯ ทับลานได้มีหนังสือแจ้งเตือนอีกครั้งให้นางวไลลักษณ์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ออกจากพื้นที่อุทยานฯ ภายในวันที่ 10 ก.ค. 2555 หากพ้นกำหนดระยะเวลาพนักงานเจ้าหน้าที่จะดำเนินการทำลายรื้อถอนสิ่งปลูก สร้างตั้งแต่วันที่ 11 ก.ค. 2555 เป็นต้นไป โดยนางวไลลักษณ์จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนทั้งหมดด้วย

“การที่เจ้าของบ้านทะเลหมอกรีสอร์ตอ้างว่าไม่มีการแจ้งเตือนและบุกเข้าไป ดำเนินการยามวิกาลนั้น เป็นสิ่งที่ฟังไม่ขึ้น เพราะอุทยานฯ ทับลานได้ดำเนินการติดประกาศเพื่อแจ้งเตือนให้ประชาชนทั่วไปทราบว่าเจ้า หน้าที่จะดำเนินการทำลายรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่บ้านทะเลหมอกรีสอร์ต และขอให้ระงับการมาใช้บริการโดยใช้ป้ายขนาดใหญ่ กว้าง 2 ม.ยาว 4ม.  ปิดไว้ที่บริเวณหน้าที่ทำการของบ้านทะเลหมอกรีสอร์ตแล้ว เพื่อให้นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปได้พบเห็นและทราบข้อเท็จจริง ดังนั้นการมาอ้างว่าไม่มีการแจ้งเตือนก่อนจึงเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เพราะเราต้องแจ้งเตือนไปแล้วถึง 2 ครั้ง แต่ผู้ประกอบการยังฝ่าฝืนและเปิดบริการให้นักท่องเที่ยวเข้าพักอยู่ ” นายดำรงค์ กล่าว

นายดำรงค์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ตนกำลังหารือกับผู้บริหารกรมอุทยานฯ ถึงการดำเนินการรื้อถอน รีสอร์ต บ้านพักตากอากาศจำนวน 418 แห่งที่เหลือทั้งในส่วนที่คดีสิ้นสุดแล้วและที่ได้จับกุมดำเนินคดีเพิ่มเติม โดยวางแผนว่าจะเข้าไปดำเนินการรื้อถอนให้หมด อาศัยอำนาจตามมาตรา 22 ของ พ.ร.บ.อุทยานฯ 2504 ที่ให้อำนาจอธิบดีและหัวหน้าอุทยานฯ ดำเนินการรื้อถอน สิ่งปลูกสร้างที่บุกรุกพื้นที่อุทยานฯ ได้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องรอศาล เพราะท้ายที่สุดเชื่อว่าศาลน่าจะพิจารณาให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเหล่านั้น ออกจากพื้นที่เหมือนกับกรณีที่ได้รื้อถอนไปแล้ว  โดยจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย. ก่อนตนเกษียณอายุราชการ เพราะไม่อยากให้เป็นภาระกับคนที่จะมาเป็นอธิบดีต่อจากตน ทั้งนี้หลังการหารือและเตรียมความพร้อม ร่วมกับ ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ทั้ง 16 สำนักทั่วประเทศแล้วจะทยอยดำเนินการโดยจะใช้กำลังคนทั้งหมดจำนวน 5,000 นายขึ้นไป  เข้าไปดำเนินการจุดละ 50 คน  ทยอยดำเนินการไปเรื่อยๆ คาดว่าก่อนตนเกษียณอายุราชการจะดำเนินการแล้วเสร็จแน่นอน

ขณะที่นายนุวรรต ลีลาพตะ ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานฯ ทับลาน กล่าวว่า กรณีที่เจ้าของรีสอร์ตระบุว่าได้ฟ้องร้องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้มีการไต่สวน ฉุกเฉินเมื่อวันที่ 23 ก.ค.ที่ผ่านมา และศาลนัดจะไต่สวนคำร้องในวันที่ 24 ส.ค.นั้น ที่ผ่านมาอุทยานฯ ทับลานไม่เคยทราบเรื่องนี้มาก่อน และยังไม่มีเอกสารหรือคำสั่งใดๆ จากศาลปกครองเลยว่ามีการยื่นคำร้องต่อศาลปกครองจริงหรือให้อุทยานฯ ทับลานดำเนินการใดๆ ในกรณีนี้ ซึ่งคงต้องติดตามข้อเท็จจริงของเรื่องนี้ต่อไป

สภากาชาดมอบโล่สดุดีศรีอาสา



วันนี้ ( 1 ส.ค.) ที่อาคารแพทยพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายแผน วรรณเมธี เลขาธิการสภากาชาดไทย เป็นประธานในพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลถวายแด่องค์อุปถัมภ์ และให้แก่ผู้อุปถัมภ์ อดีตผู้บริหารอาสากาชาด และผู้มีอุปการคุณต่อสำนักงานอาสากาชาดที่ล่วงลับไปแล้ว เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานอาสากาชาด ครบรอบ 72 ปี

จากนั้นนายแผน ได้มอบโล่สดุดีศรีอาสาให้กับอาสากาชาด จำนวน 163 ราย เพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติในฐานะอาสากาชาดผู้ทำคุณประโยชน์ โดยมี นางประพีร์ ปุ้ยพันธวงศ์ ประธานอาสากาชาดกิตติมศักดิ์ เข้ารับโล่สดุดีด้วย นอกจากนี้ยังมีการมอบประกาศนียบัตรให้กับอาสาอาชาดที่ผ่านการอบรมในปี 2554-2555 จำนวน 98 ราย และเข็มเครื่องหมายประสิทธิภาพให้แก่อาสากาชาดที่ปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง ครบตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ จำนวน 275 ราย

“พร้อมพงศ์”บอกผิดหวัง ปชป.เล่นเกมในสภาตั้งแต่เปิดประชุมวันแรก


วันนี้ ( 1 ส.ค.) นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องให้รัฐบาลถอนร่างพ.ร.บ.ปรองดองออก จากสภา ว่า ตนมองว่าพรรคประชาธิปัตย์เล่นเกมการเมืองมากจนเกินไป พยายามจุดพลุโจมตีร่างพ.ร.บ.ปรองดอง แล้วโยนบาปให้รัฐบาลต้องรับผิดชอบ ทั้งๆ ที่เมื่อมีการเลื่อนการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ปรองดอง ออกไปนั้นประชาชนก็จะเกิดความสบายใจและบรรยากาศทางการเมืองก็ย่อมจะดีขึ้น อยู่แล้ว พรรคประชาธิปัตย์พยายามจุดกระแสเรื่องนี้เพื่อหวังจะกลบกระแสเรื่องอื่นใช่ หรือไม่ เช่น เรื่องที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ น่าจะใช้เอกสารเท็จในการสมัครเข้ารับราชการในโรงเรียนนายร้อย จปร. ซึ่งกระทรวงกลาโหมก็ยืนยันว่าหลักฐานน่าจะไม่ถูกต้อง
ทั้งนี้มองว่าบรรยากาศการประชุมสภาสมัยสามัญทั่วไปวันแรกนั้นน่าจะดีกว่า นี้ ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ทำการเมืองในลักษณะที่เสนอแนะอย่างสร้างสรรค์ รวมทั้งช่วยสร้างบรรยากาศให้เกิดความปรองดอง ไม่เล่นการเมืองโดยใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล ตนจึงรู้สึกผิดหวังในการทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ตั้งแต่วันแรกของการเปิด ประชุมสภาและเชื่อว่าประชาชนก็น่าจะผิดหวังด้วยเช่นกัน

วอนนายกฯแก้ปัญหาขึ้นเงินเดือนขรก.


วันนี้ ( 1 ส.ค.)  ที่ทำเนียบรัฐบาล  พล.อ.พิศาล  วัฒนวงษ์คีรี  ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการบริหาร และประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารสมาคม องค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย  ได้นำคณะกรรมาธิการบริหารสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย  เข้าพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อชี้แจงปัญหาผลกระทบตามนโยบายรัฐบาลในการเพิ่มเงินเดือนและเงินค่าครอง ชีพชั่วคราวแก่ข้าราชการและลูกจ้างประจำของส่วนราชการ ที่ให้ข้าราชการที่มีวุฒิปริญญาตรี ได้รับค่าตอบแทนขั้นต่ำ  15,000 บาท  และวุฒิต่ำกว่าปริญญาตรีได้รับขั้นต่ำ 9,000 บาท นั้น
โดยจากนโยบายดังกล่าวทำให้เทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล มีภาระที่ต้องจ่ายเพิ่มจำนวนมาก และทำให้ประสบปัญหาเรื่องงบประมาณที่จะใช้บริหารและพัฒนาท้องถิ่น รวมทั้งดูแลทุกข์สุขของประชาชน  จึงขอให้รัฐบาลได้ช่วยแก้ปัญหาดังกล่าว เพื่อให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน
ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด  โดยเฉพาะการทำงานที่ต้องใกล้ชิดกับประชาชน  รัฐบาลพร้อมที่จะลงไปในพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นร่วมกัน สำหรับปัญหาความเดือดร้อนเร่งด่วนของเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบลนั้น ก็จะส่งเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดูในรายละเอียดต่อไป

ศาลรธน.มีมติไม่รับคำร้องสรรหาสว.ไม่ชอบ


วันนี้ ( 1 ส.ค.) ศาลรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่เอกสารข่าวระบุว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีมติไม่รับคำร้องที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตส.ว.สรรหา ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ว่า คณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา 6 คน และสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา 31 คนกระทำการเกี่ยวกับการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการ ปกครองประเทศโดยวิธีการที่มิได้ไปเป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐ ธรรมนูญ เนื่องจากเห็นว่า การร้องเป็นเพียงการร้องว่ากระบวนการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาที่ประกาศการสรรหาไป เมื่อวันที่12 เม.ย. 54 ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
ตามหลักเกณฑ์ในการพิจารณาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ต้องเป็นกรณีที่มีข้อเท็จจริงเพียงพอโดยปรากฏขั้นตอนการกระทำที่เป็นรูปธรรม มิใช่กล่าวอ้างหรือคาดการณ์ล่วงหน้าซึ่งยังไม่ปรากฏผลประการใด ทั้งเมื่อพิจารณาคำร้องไม่พบว่ามีคำร้องส่วนใดแสดงถึงการใช้สิทธิของนาย เรืองไกรในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญตามมาตรา 68 อันมีหลักการสำคัญที่จะมุ่งหมายให้ชนชาวไทยทุกคนมีส่วนร่วมในการปกป้อง พิทักษ์ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กรณีจึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68
 รวมถึงยังมีมติไม่รับคำร้องกรณีที่นายเรืองไกร ร้องขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ว่า นายวิรัตน์ กัลยาศิริและพรรคประชาธิปัตย์ใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 โดยการยื่นคำร้องหรือเป็นพยานในคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เข้าข่ายเป็นการล้มล้างการปกครองตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่  เนื่องจากเห็นว่า การยื่นคำร้องของนายวิรัตน์  เป็นการใช้สิทธิทางศาลฯ โดยสุจริต และเรื่องดังกล่าวศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยไปแล้ว กรณีจึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68
นอกจากนี้ศาลรัฐธรรมนูญยังมีมติไม่รับคำร้องกรณีนายศรีสุข รุ่งวิสัย อดีตส.ว.สรรหา ยื่นคำร้องตรงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 212 ต่อศาลรัฐธรรมนูญขอให้เพิกถอนการกระทำของกกต.ที่มีมติเสนอศาลฎีกาเลือกตั้ง เพิกถอนการเป็นส.ว.สรรหาของนายศรีสุข เนื่องจากกกต.ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย และขอให้นายศรีสุข ยังเป็นส.ว.สรรหาต่อไป 
โดยศาลฯเห็นว่า คำขอของนายศรีสุข เป็นการขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับการกระทำตามอำนาจหน้าที่ขององค์กร อิสระตามรัฐธรรมนูญ และเป็นการขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับคำสั่งซึ่งมิใช่บทบัญญัติแห่ง กฎหมาย จึงไม่ใช่กรณีที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยบทบัญญัติใดของกฎหมายใดขัดหรือ แย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือเป็นกรณีที่มิอาจใช้สิทธิโดยวิธีการอื่นได้แล้วตามรัฐ ธรรมนูญมาตรา 212 ประกอบข้อกำหนดวิธีพิจารณาคดีและการทำคำวินิจฉัยคดี 2550 ข้อ 21
   

แท็กซี่คลั่งฝ่าตร.บุกทำเนียบถึงประตูกระจกตึกไทยคู่ฟ้า


วันนี้ (1 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเวลาที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี อยู่ระหว่างการปฏิบัติภารกิจเฝ้าฯ รับเสด็จฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงานวันสตรีไทย ประจำปี 2555 ที่ห้องแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม ชั้น 2 ศูนย์การประชุมอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี นั้น  ปรากฎว่าได้เกิดเหตุระทึกขวัญเมื่อมีรถแท็กซี่มิเตอร์ สีชมพู เลขทะเบียน ทย 9522 ซึ่งมีนายพงศ์พิชาญ ธนาถิรพงศ์ เป็นคนขับ ได้ขับรถด้วยความเร็วสูงฝ่ารั้วเหล็กบริเวณประตู 1 สะพานชมัยมรุเชษฐ ถนนพิษณุโลก บุกเข้ามาถึงหน้าประตูกระจกตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พร้อมกับบีบแตรเสียงดังลั่น โดยมีการติดเอกสารร้องเรียนขอรับเงินเยียวยาจากการได้รับผลกระทบจากการ ชุมนุมทางการเมืองไว้ที่กระจกด้านข้างรถฝั่งซ้าย 2 บาน และฝั่งขวาด้านหลัง 1 บาน ขณะที่ภายในรถ มีหญิงสาวผิวคล้ำรูปร่างอวบคนหนึ่งใช้ถุงกระดาษปิดบังใบหน้า นั่งโดยสารที่เบาะหน้า
ทันทีที่รถจอด ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาล 3 นาย ประกบด้านข้างรถทั้ง 2 ฝั่งและพยายามเคาะกระจกเรียกนายพงศ์พิชาญ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ขณะเดียวกันได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนหนึ่งทยอยมาสมทบ แต่ก็ไม่ทันการณ์ เพราะหลังจากที่นายพงศ์พิชาญ บีบแตรรถนาน 5 นาที ก็ได้ขับรถออกจากทำเนียบรัฐบาลไปอย่างรวดเร็วผ่านทางประตู 1 อีกครั้ง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลที่รักษาความปลอดภัยทำเนียบรัฐบาล ไม่ได้ปิดประตูกั้นขวางแต่อย่างใด
ก่อนหน้านี้ นายพงศ์พิชาญได้ขับรถแท็กซี่ไปร้องเรียนเรื่องเงินเยียวยา ที่รัฐสภามาแล้วเมื่อเวลา 14.45 น. อย่างไรก็ตาม การที่นายพงศ์พิชาญได้ขับรถแท็กซี่บุกเข้าทำเนียบรัฐบาลในวันนี้(1 ส.ค.) เกิดขึ้นในเส้นทางเดิมเป็นครั้งที่ 3 แล้ว แต่ครั้งนี้ถือว่าอุกอาจที่สุดเพราะเป็นการบุกมาถึงหน้าประตูตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานของนายกรัฐมนตรี ซึ่งบรรดาข้าราชการและสื่อมวลชนต่างวิพากษ์วิจารณ์ถึงการรักษาความปลอดภัย ที่หละหลวมอย่างมาก

Blog Archive

Design Downloaded from ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ รามคำแหง บางกะปิ | Free Textures | Web Design Resources