วันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ตะครุบแก็งขโมยมิเตอร์น้ำ


           เมื่อวันที่ 19 ต.ค. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. พ.ต.อ.ถิร์สถัต บูรณะรัช รองผบก.น.8 แถลงข่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจสน.ราษฎร์บูรณะ นำโดยพ.ต.อ.มานพ สุคนธ์ธนพัฒน์ ผกก.  พ.ต.ท.อิทธิพร โพธิสุข รองผกก.ป.  ร่วมกันจับกุมนายเอ (นามสมมุติ) อายุ 19 ปี นายชาตรี นุวรรณโณ อายุ 42 ปี และนายเทียนทอง แสงหาชัย อายุ 48 ปี ผู้ต้องหาร่วมกันก่อเหตุขโมยมิเตอร์น้ำประปาตามบ้านเรือนของประชาชน พร้อมของกลางมิเตอร์น้ำประปา  29 อัน ชิ้นส่วน 14 ชิ้น เงินสด 700 บาท กระเป๋าผ้า 1 ใบ และรถจยย.ยามาฮ่า มีโอ สีแดงดำ ทะเบียน ฬขน 305 กรุงเทพมหานคร 1 คัน โดยจับกุมตัวได้บริเวณร้านโชคเทียนทองรับซื้อของเก่า เลขที่ 97/8 หมู่2 ถนนพุทธบูชา แขวงบางมด เขตทุ่งครุ
          พ.ต.อ.ถิร์สถัต กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้สืบทราบว่ามีคนร้ายลักมิเตอร์น้ำมาขายที่ร้านโชค เทียนทอง ซึ่งมีนายเทียนทอง เป็นเจ้าของและรับซื้อเอาไว้ จึงเดินทางไปซุ่มดูที่บริเวณร้านดังกล่าว กระทั่งพบนายเอ และนายชาตรี ขี่รถจยย.เข้ามาจอดที่หน้าร้านและหิ้วกระเป๋าสะพายเข้าไป ก่อนจะเทมิเตอร์น้ำออกมาวางกองที่พื้น โดยมีนายเทียนรับซื้อเอาไว้ในราคา 700 บาท เจ้าหน้าที่จึงเข้าจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดไว้ จากการตรวจสอบพบว่าใบอนุญาตรับซื้อของเก่าร้านดังกล่าวหมดอายุไปตั้งแต่ปี 2550 แล้ว จึงแจ้งข้อหาประกอบอาชีพขายทอดตลาดหรือค้าของเก่าโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนนายเอและนายชาตรีได้แจ้งข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยาน พาหนะ หรือรับของโจร ก่อนส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จับผลิตภัณฑ์เสริมสวยเถื่อนมูลค่ากว่า 25 ล้าน


เมื่อเวลา 10.30 น. วันนี้ (18 ต.ค. ) พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. พล.ต.ต.มานิต วงศ์สมบูรณ์ รองผบช.น. นายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ ที่ปรึกษารมว.สาธารณสุข พ.ต.อ.วิวัฒน์ คำชำนาญ ผกก.ดส. และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ร่วมกันแถลงจับกุมนายธนัญชัย ณ ลำพูน อายุ 31 ปี อยู่บ้านเลขที่ 83 หมู่15 ต.ทาสบเส้า อ.แม่ทา จ.ลำพูน น.ส.แสง อายุ 19 ปี และ    น.ส.น้อง อายุ 19 ปี สัญชาติพม่า ในข้อหาจำหน่ายยาเสริมความงามที่ไม่ได้ขออนุญาตขึ้นทะเบียนตำรับยาอย่างถูก ต้องตามกฎหมาย
โดยนำหมายค้นศาลอาญาเข้าตรวจค้นห้องพัก 4 ห้องของแมนชั่นแห่งหนึ่ง ภายในซอยรัชดาภิเษก 48  พร้อมของกลางยาเสริมความงามที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนจำนวนมาก อาทิ ยากลูต้าไธโอน ฟิลเลอร์ โบท็อกซ์ และยาเสริมความงามอื่นๆ รวมมูลค่ากว่า 25 ล้านบาท
พล.ต.ท.คำรณวิทย์ กล่าวว่า จากการสอบสวนก่อนหน้านี้สามารถจับกุมแหล่งขายยาเสริมความงามได้ 7 คดี ตามที่เคยเป็นข่าวมา กรณีดังกล่าวกระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมทำงานกับกก.ดส. บช.น. ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาและแหล่งขายยาเสริมความงามได้เพิ่มอีก 3 ราย โดยมีพยานเป็นคนขี่รถจยย.รับจ้างผู้นำยาดังกล่าวไปส่ง
นายธนัญชัย รับสารภาพว่า ได้จ้างแรงงานต่างด้าวชาวพม่า 2 คน ช่วยทำงาน ของกลางทั้งหมดเป็นของนายนิกกี้ผู้ว่าจ้าง ให้ผู้ต้องหาดูแลของกลางทั้งหมดและแพ็คของเพื่อจัดส่งของกลางไปตามที่ต่างๆ ตำรวจและเจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) มีหลักฐานทั้งของกลางและใบเสร็จการส่งอีเอ็มเอส บรรจุภัณฑ์ใส่กล่องส่งต่างจังหวัด ตัวยาเหล่านี้มีอันตรายเป็นอย่างมาก ฝากเตือนประชาชนอย่างตกเป็นเหยื่อ ทั้งนี้ชุดสืบสวนจะเร่งขยายผลผู้ที่อยู่เบื้องหลังต่อไป
นายพสิษฐ์ กล่าวว่า การทำงานดังกล่าวเป็นนโยบายของรัฐบาล ตามที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายนายวิทยา บุรณศิริ  รมว.สาธารณสุข ประสานงานกับบช.น. เพื่อร่วมกันจับกุมในครั้งนี้  ทางกระทรวงสาธารณสุขมีข้อมูลทุกอย่าง โดยของกลางทั้งหมดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้รับอนุญาตจากอย.และไม่ได้ขึ้น ทะเบียนตำหรับยาไว้ ส่วนใหญ่เป็นของปลอม มีความผิดตามกฎหมายที่นำเข้ามาในประเทศ รวมมูลค่ากว่า 25 ล้านบาท ทั้งนี้ ผู้ต้องหาทั้งหมดจะมีความผิดในข้อหาร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับ อนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท.

สืบพยานใหม่“เก่ง”ฟ้องหมิ่น"สมเกียรติ"


เมื่อวันที่ 19 ต.ค. ที่ห้องพิจารณา 703 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก  ศาลได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดี ดำ อ.2092 /51 คดีแดง อ. 2350/52   ที่นายการุณ โหสกุล  สส.กทม.พรรคเพื่อไทย เป็นโจทก์ฟ้องยื่นฟ้องนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์และแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา

กรณีเมื่อวันที่ 23 เม.ย.51 จำเลยได้แถลงข่าวที่อาคารรัฐสภาต่อสื่อมวลชน ภายหลังจากจำเลยยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลอาญาแล้ว ทำนองว่า โจทก์เป็นพวกอันธพาล มีอิทธิพลเหนือสภา  และข้อความอื่นซึ่งล้วนเป็นเท็จ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เหตุเกิดที่อาคารรัฐสภา  ถนนอู่ทอง  แขวงดุสิต  เขตดุสิต   กรุงเทพมหานคร   ขอให้ลงโทษตาม  ประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา 326,328,,332,91

คดีนี้ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 24 ก.ค.52 ให้ยกฟ้อง  ต่อมาโจทก์ยื่นอุทธรณ์ เพื่อให้สืบพยานใหม่และขอให้มีคำพิพากษาลงโทษจำเลยตามกฎหมาย อย่างไรก็ตามศาลอุทธรณ์ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีการสืบพยานครบถ้วนสมบูรณ์ จึงมีคำสั่งย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้น กลับไปสืบพยานโจทก์ –จำเลย เพื่อมีคำพิพากษาต่อไป

ศาลอาญาจึงนัดพร้อมเพื่อสอบคำให้การจำเลย และตรวจพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายใหม่ในวันที่ 28 พ.ย.นี้ เวลา 09.00 น.

แทน” รายงานตัวคดีรุกที่เขาแพง


เมื่อวันที่ 19 ต.ค. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) นายแทน  เทือกสุบรรณ  บุตรชายนายสุเทพ  เทือกสุบรรณ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์  เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.ประวุธ  วงศ์สีนิล ผบ.สำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม  ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีบุกรุกที่ดินเขาแพง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ตามหมายนัดพนักงานสอบ  โดยพ.ต.ท.ประวุธ กล่าวว่า ได้นัดนายแทนเข้ามารายงานตัวตามขั้นตอนระหว่างดำเนินคดี ซึ่งคาดว่าจะสามารถประชุมคณะพนักงานสอบสวนเพื่อสรุปสำนวนทำความเห็นส่งฟ้อง ต่ออัยการได้ภายในปีนี้  เนื่องจากคดีดังกล่าวมีความคืบหน้าใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว  โดยจะนัดนายแทนเข้ารายงานตัวอีกครั้งในวันที่ 3 ธ.ค.นี้

สำหรับก่อนหน้านี้ดีเอสไอได้แจ้งข้อกล่าวหานายแทนกับพวกกระทำความผิดร่วมกัน สร้าง แผ้วถางป่าหรือเผาป่า หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือครอบครองป่าเพื่อตนเองและผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต และเข้าไปยึดถือ ครอบครอง  หรือเผาป่าในที่ดินของรัฐโดยมิได้มีสิทธิครอบครอง หรือไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ตามพ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 มีการกระทำในลักษณะออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบต่อเนื่องกันตั้งแต่การนำส.ค.1 มาออกเป็นน.ส.3 ก. และการนำน.ส.3 ก. มาออกเป็นโฉนด ซึ่งตำแหน่งและเนื้อที่มีความคลาดเคลื่อน รวมเป็นเนื้อที่ขยายเพิ่มขึ้น  โดยนายแทนเป็นผู้ดำเนินการขอออกโฉนด จากน.ส.3 ก. เดิม 3 แปลง มารวมเป็นโฉนด 1 แปลง.

ปส. จับผู้ต้องหาพร้อมยึดยาบ้า 2.8 ล้านเม็ด-ยาไอซ์ 30 กก.


วันนี้ (19 ต.ค.) พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ โชติมา ผบช.ปส.สืบทราบว่ามีขบวนการค้ายาเสพติดรายใหญ่เคลื่อนไหวอยู่ตามแนวชายแดน ภาคเหนือ และจะมีการขนยาบ้า-ยาไอซ์ จำนวนมากเข้ามาในพื้นที่ไทย จึงสั่งการให้ พล.ต.ต.ชินภัทร สารสิน ผบก.บก.ปส. 3 นำกำลังพร้อมไปประสานขอกำลังจาก พล.ต.ต.วันชัย สุวรรณศิริเขต ผบก.ภ.จ.เชียงราย นำกำลังไปซุ่มอยู่บริเวณถนนระหว่างบ้านต้า อ.ขุนตาล-อ.พญาเม็งราย ที่เชิงสะพานข้ามแม่น้ำอิง หมู่ที่ 10 ต.บ้านต้า อ.ขุนตาล กระทั่งในเวลาต่อมา พบชายไทยภูเขาไมทราบเผ่าพร้อมคนนั่งซ้อนท้าย ขี่รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน กบม 216 จ.พะเยา ลักษณะขี่นำทางมีรถยนต์ปิกอัพ ยี่ห้อโตโยต้า ทะเบียน บษ 4678 จ.เชียงราย มีผู้โดยสารรวม 3 คนขับขี่ตามมา ชุดจับกุมจึงให้สัญญาหยุดรถขอตรวจค้น แต่รถทั้ง 2 คัน ขับหลบหนีไปยังป่าละเมาะ พร้อมกับทิ้งกระเป๋าเป้สีเขียวจำนวน 7 ใบไว้ในพงหญ้า จากนั้น ทั้ง 5 คน ได้ทิ้งรถไว้ พร้อมกับกระโดดลงแม่น้ำอิง อาศัยความมืดว่ายน้ำหลบหนีหายไป

จากการตรวจค้นในกระเป๋าเป้ทั้ง 7 ใบ พบว่า พบมียาบ้าซุกซ่อนอยู่จำนวน 730,000 เม็ด และยาไอซ์ น้ำหนักรวม 30 กก. จึงตรวจยึดยาเสพติดดังกล่าวพร้อมรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ส่ง สภ.ขุนตาล จ.เชียงราย ขณะเดียวกัน ตร.บช.ปส. ร่วมกับชุด ปส. ภาค 5 จ.เชียงใหม่ จับผู้ต้องหายพร้อมตรวจยึดยาบ้าได้ที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ได้ยาบ้า 1.3 ล้านเม็ด อีกทั้งที่ กทม. ยังยึดยาบ้าได้อีก 8 แสนเม็ด รวมวันเดียวกันตร.บช.ปส. ได้มีตรวจยึดยาบ้ารวมกว่า 2.8 ล้านเม็ด ยาไอซ์ 30 กก. เป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านบาท

จับแก็งมังกรอ้างเป็นญาติมาจากเมืองจีน


เมื่อวันที่ 19 ต.ค. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ต.มานิตย์ วงศ์สมบูรณ์ พล.ต.ต.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ รองผบช.น. พ.ต.อ.ถิร์สถัต บูรณะรัช รองผบก.น.8 แถลงข่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจสน.ราษฎร์บูรณะ นำโดยพ.ต.อ.มานพ สุคนธ์ธนพัฒน์ ผกก.สน.ราษฎร์บูรณะ พ.ต.ท.ณัฐจักร จันลา และพ.ต.ต.ทรงวุฒิ เชื้อพลากิจ สว.สส.สน.ราษฎร์บูรณะ นำกำลังจับกุมตัวนายวู เชี่ยวเม่า อายุ 50 ปี นายชู ฉุนเชิน อายุ 48 ปี และนายอู๋ ยี่กวง อายุ 55 ปี ทั้งหมดสัญชาติจีน พร้อมของกลางโทรศัพท์มือถือยี่ห้อต่างๆ จำนวน 5 เครื่อง เงินสด 139,350 บาท เช็คเงินสด 50,000 บาท และยาสมุนไพรบำรุงร่างกายที่ใช้อ้างเพื่อหลอกเงินเหยื่อจำนวนหนึ่ง โดยจับกุมได้ที่อาคารเลิฟ แมนชั่น ตีกบี ย่านดินแดง

พ.ต.อ.ถิร์สถัต เปิดเผยว่า กลุ่มผู้ต้องหาได้โทรศัพท์เข้าไปที่บ้านของผู้เสียหายหลายราย โดยการสุ่มหาเบอร์จากหนังสือสมาคมคนไทยเชื้อสายจีนในประเทศไทย จากนั้นจะแอบอ้างว่าเป็นญาติเพิ่งเดินทางมาจากประเทศจีนต้องการแวะเวียนมา เยี่ยม และนำโสมรวมถึงยาสุมนไพรต่างๆที่มีราคาแพงมาฝาก เมื่อทราบที่อยู่ของผู้เสียหายแล้วก็พากันเดินทางมาที่บ้าน และออกอุบายว่าจะซื้อยาสุมนไพรมาฝากในครั้งต่อไป แต่ขอค่าตอบแทนเล็กน้อยเพื่อเป็นทุน ประกอบกับญาติที่ประเทศจีนกำลังลำบาก ทำให้ผู้เสียหายหลายรายหลงเชื่อมอบเงินทำบุญให้ กระทั่งผู้เสียหายทำการตรวจสอบกับบุคคลในครอบครัวปรากฏว่าไม่มีญาติมาจาก เมืองจีน และไม่มีใครรู้จักกลุ่มผู้ต้องหามาก่อนเลย จึงรวมตัวกันเดินทางเข้าแจ้งความ

ด้านพ.ต.อ.มานพ กล่าวว่า หลังจากที่มีผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์หลายราย ฝ่ายสืบสวนสน.ราษฎร์บูรณะ ได้ทำการสืบสวนจนสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ยกแก็ง จากการตรวจสอบพบว่ามีผู้เสียหายประมาณ 11 ราย รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 4 แสนบาท โดยเมื่อคนร้ายก่อเหตุสำเร็จแล้ว ก็จะเดินทางออกนอกประเทศแล้วค่อยกลับเข้ามาใหม่ในภายหลัง เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาร่วมกันบุกรุกเคหะสถาน และฉ้อโกง ก่อนคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป

นางนิภา วงศ์วนพันธ์ ผู้เสียหายให้การว่า ผู้ต้องหาได้โทรศัพท์เข้ามาที่บ้านและบอกว่าเพิ่งเดินทางมาจากประเทศจีนต้อง การจะพบพี่ชาย ตนจึงบอกว่าเสียชีวิตไปแล้ว แต่ผู้ต้องหาบอกว่าซื้อของจากเมืองจีนและต้องการจะนำมาฝาก  ตนหลงเชื่อเป็นเครือญาติของพี่ชายจริง จึงบอกที่อยู่ไป เมื่อผู้ต้องหาเดินทางมาก็นำสิ่งของจำพวกโสมและยาสมุนไพรมอบให้ พร้อมกับขอเงินบริจาคเพื่อไปช่วยเหลือชาวจีนด้วยกัน และจะนำไปเป็นทุนเพื่อซื้อของมาฝากอีกในครั้งต่อไป ตนจึงให้เงินไป 8,000 บาท ระหว่างที่กลุ่มผู้ต้องหาจะเดินทางกลับ ตนได้ขอถ่ายรูปเอาไว้เป็นที่ระลึก แต่ทั้งหมดพยายามก้มหน้าตลอดเวลา กระทั่งมาสืบทราบว่าไม่ใช่ญาติของคนในครอบครัว ถึงเข้าแจ้งความและมอบภาพที่ถ่ายดังกล่าวให้กับตำรวจเพื่อเป็นหลักฐานในการ ติดตามตัว.

จับอาหารเสริมปลอมตรามิราเคิลออฟไลฟ์


          เมื่อวันที่ 19 ต.ค.  ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น.  พล.ต.ต.มานิตย์ วงศ์สมบูรณ์ รองผบช.น. พ.ต.อ.สุรพงษ์ ชัยจันทร์ พ.ต.อ.พจน์ บุญมาภาคย์ รองผบก.น.1 พร้อมด้วยชุดสืบสวนกก.สส.บก.น.1 ฝ่ายสืบสวนสน.พญาไท และคณะทำงานมูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ ร่วมกันแถลงข่าวผลการจับกุม ว่าที่ร.ต.ศักดิ์ดา สังขศิลา อายุ 38 ปี นายเอกพล พิลึก อายุ 27 ปี และ นายนิรุจ น้ำใจดี อายุ 27 ปี พร้อมของกลางเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริม เจนิฟู้ด ซึ่งเป็นสินค้าปลอม  4,144 กล่อง มูลค่า 16,576,000 บาท ซองอาหารเสริมยังไม่ได้บรรจุกล่อง 700 ซอง  กล่องเปล่าสำหรับใช้บรรจุ 1,000 ชิ้น พลาสติกใสสำหรับห่อผลิตภัณฑ์ปลอม 10 ม้วน เครื่องเป่าความร้อน สำหรับเป่าพลาสติกใส 2 ตัว เครื่องซีลพลาสติกห่อหุ้มผลิตภัณฑ์ปลอม 1 ตัว สติกเกอร์เครื่องหมายการค้าปลอมสีทอง 5,000 ชิ้น โดยจับกุมตัวได้ที่บริษัท ดีวิสดอมส์ จำกัด เลขที่ 9,9/1 – 9/4 ชั้น 9 อาคาร วรสินเฮลดิ้ง ซอยยาสูบ 2 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจอมพล เขตจตุจักร กทม.
           พล.ต.ท.คำรณวิทย์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 16 ต.ค. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนสน.พญาไท ได้ร่วมกันจับกุมตัวน.ส.พิมพ์วลัชญ์ ดิษยบุตร อายุ 32 ปี และนายอนันต์ อริยศิลปิน อายุ 49 ปี ที่บริเวณห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งหลังจากทำการล่อซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริม เจนิฟู้ด ของปลอม 100 กล่อง จากนั้นได้ทำการสืบสวนขยายผลจนทราบว่าทั้งสองรายรับสินค้ามาจากนายวีระ รายะ อายุ 37 ปี จึงเข้าจับกุมตัวได้ พร้อมของกลางอาหารเสริม เจนิฟู้ด 21 กล่อง ก่อนจะนำหมายศาลเข้าตรวจค้นภายในบริษัทของนายวีระและภรรยา ที่บริษัท ดีวิสดอมส์ จำกัด พบผู้ต้องหาอีก 3 ราย ซึ่งเป็นผู้ดูแลอยู่ในบริษัทดังกล่าว พร้อมของกลางผลิตภัณฑ์อาหารเสริม เจนิฟู๊ดของปลอมอีกจำนวนมาก ซึ่งผลิตภัณฑ์ทั้งหมดเป็นสินค้าที่ทำขึ้นมาเพื่อเลียนแบบของจริง หากผู้บริโภคซื้อไปรับประทานอาจจะทำให้เกิดอันตรายได้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลเพื่อทลายโรงงานที่เป็นแหล่งผลิตแล้ว
           ด้านนายประมาณ เลืองวัฒนะวณิช  ฐานะประธานที่ปรึกษาโครงการฟื้นฟูสุขภาพกับเอนไซม์เจนิฟู้ด กล่าวว่าสินค้าเจนิฟู๊ด เป็นผลิตภัณฑ์ที่ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงมีดำริจัดตั้งขึ้น และทรงอนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์จากมูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ เพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งเป็นกองทุนช่วยเหลือเด็กผู้ยากไร้ โดยอาหารเสริมสุขภาพเจนิฟู้ด ได้นำเข้ามาจากประเทศไต้หวัน มีสารประกอบประเภทเอนไซม์ที่จะช่วยในการดูแลซ่อมแซมส่วนต่างๆ ของร่างกาย  แต่ผลิตภัณฑ์ที่ทางตำรวจจับกุมได้นั้น เป็นผลิตภัณฑ์ปลอมที่ลอกเลียนแบบขึ้นมา เชื่อว่าน่าจะมีการลักลอบผลิตขึ้นจากโรงงานใดโรงงานหนึ่งอย่างแน่นอน จึงอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยติดตามหาโรงงานดังกล่าว เพื่อทำการจับกุมต่อไป

ทายาทเครื่องดื่มชูกำลังยังล่องหน ไม่มารับทราบข้อหาเมาแล้วขับ


           จากกรณี นายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา อายุ 27 ปี ลูกชายคนเล็กของนายเฉลิม อยู่วิทยา ประธานบริษัทเรดบูล คอมปานี ลิมิเต็ด เจ้าของธุรกิจแสนล้านเครื่องดื่มกระทิงแดง ขับรถเก๋งสปอร์ตเฟอร์รารี่ พินินฟาริน่า พุ่งชนท้ายรถ จยย.สายตรวจของ ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ผบ.หมู่ ป.สน.ทองหล่อ บริเวณปากซอยสุขุมวิท 49 จนล้มคว่ำก่อน ก่อนจะขับหลบหนีไป ซึ่งภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจพบคราบน้ำมันเครื่องรั่วไหลตลอดเส้นทางที่หลบ หนี จึงตามกระทั่งไปกดดันบริเวณหน้าคฤหาสน์เลขที่ 9 ภายในซอยสุขุมวิท 53 จนกระทั่งเจ้าตัวยอมออกมามอบตัว เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหาแจ้งข้อหาขับขี่รถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสีย ชีวิต และหลบหนีไม่อยู่ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บและไม่แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ใกล้ จุดเกิดเหตุ ก่อนทนายความจะยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสด 500,000 บาทประกันตัวออกไป ซึ่งภายหลังผลการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอลล์ออกในร่างกายของนายวรยุทธ นั้นสูง 64 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด  ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

            เมื่อวันที่ 19 ต.ค. พ.ต.ท.อัครวินต์ สุคนธวิท รอง ผกก.สส.สน.ทองหล่อ รักษาการ ผกก.สน.ทองหล่อ เปิดเผยความคืบหน้าคดีนี้ว่า ก่อนหน้านี้ทนายความของนายวรยุทธ ได้ทำหนังสือขอเลื่อนนัดว่าจะมาพบพนักงานสอบสวนในช่วงบ่ายวันนี้ (19 ต.ค.) ในช่วงบ่าย เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ขับขี่รถขณะมึนเมาสุรา เนื่องจากผลการตรวจเลือดนั้นพบว่าปริมาณแอลกอฮอล์สูงเกินกว่า 64 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ แต่ทางนายวรยุทธและทนายความก็ยังไม่ได้ติดต่อเข้ามาว่าจะเดินทางมาพบพนักงาน สอบสวนหรือไม่ หากไม่เดินทางมาตามนัด เจ้าตัวก็ต้องชี้แจงเหตุผลให้พนักงานสอบสวนทราบว่าเพราะอะไร เนื่องจากมีการเลื่อนนัดมาหลายครั้งแล้ว โดยหากวันนี้ไม่มา พนักงานสอบสวนจะออกหมายเรียกให้มารับทราบข้อกล่าวหาภายหลัง หากยังไม่มาอีกก็จะพิจารณายึดเงินประกันและขออนุมัติหมายจับตามขั้นตอนของ กฏหมายต่อไป

           ผู้สื่อข่าวรายงานงานบรรยากาศที่ สน.ทองหล่อ ว่ามีสื่อมวลชนจากทุกสำนักทั้งไทยและต่างประเทศ เดินทางมารอทำข่าวนายวรยุทธมาเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา เพิ่มเติม ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมาจนถึงเวลา 16.00 น. แต่ก็ยังไม่มีวี่แววของนายวรยุทธ ว่าจะเดินทางมาที่สน.ทองหล่อ แต่อย่างใด

ฟ้องแพ่ง"ธาริต– รองปลัดยธ."ย้ายไม่เป็นธรรม


         เมื่อวันที่ 19 ต.ค. ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ อดีต ผบ.สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา  กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ พร้อมด้วย นายสงกรานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ทนายความโจทก์ ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ และนายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม  เป็นจำเลยที่ 1 -  2  เรื่องละเมิด เรียกค่าเสียหาย จำนวน 10 ล้านบาท
        กรณีที่จำเลยทั้งสอง กลั่นแกล้งโยกย้ายโจทก์ไปดำรงตำแหน่ง ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษประเภทวิชาการ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ต่ำกว่า โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าตัว ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง เกียรติคุณ ที่โจทก์สะสมคุณงามความดีและปฏิบัติราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริตมาโดยตลอด นอกจากนี้โจทก์ยังเสียหายต่อทางทำมาหาได้ในการประกอบอาชีพนักกฎหมายในอนาคต  ซึ่งศาลรับคำฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำที่ 4308/2555  พร้อมนัดพิจารณาในวันที่ 17 ธ.ค.เวลา 13.30 น.
        ต่อมา พ.อ.ปิยะวัฒก์  พร้อมทนายความมายื่นคำร้องแจ้งความประสงค์ไม่ขอไกล่เกลี่ยหรือประนีประนอม  คดีที่ได้ยื่นฟ้องนายธาริต เพ็งดิษฐ์ และนายชาญเชาน์ ไชยานุกิจ เป็นจำเลย ต่อศาลอาญา ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ตาม ป.อาญา มาตรา 157   โดยอ้างในคำร้องสรุปว่า  การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่ยำเกรงต่อกฎหมาย และโจทก์ต้องการให้จำเลยได้รับโทษตามกฎหมาย  ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันและป้องปรามมิให้ผู้บังคับบัญชากระทำต่อผู้ใต้ บังคับบัญชา ในการโยกย้ายในระดับต่ำกว่าเดิม โดยคดีนี้ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์วันที่ 19 พ.ย. นี้ เวลา 09.00 น .
        ด้านนายสงกรานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ทนายความ กล่าวว่า ในวันไต่สวนมูลฟ้องโจทก์จะนำเสนอหลักฐานเกี่ยวกับคดีสำคัญ ซึ่งเป็นมูลเหตุที่ทำให้โจทก์โดนโยกย้ายจึงอยากให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง กับการตรวจสอบการทุจริต เช่น ปปช. ปปท. พรรคร่วมรัฐบาล หรือพรรคฝ่ายค้าน ได้มาฟังการพิจารณาคดี เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ  และคาดว่า วันดังกล่าวจะมีข้าราชการทั้งในดีเอสไอและหน่วยงานอื่นๆ ซึ่งถูกโยกย้ายไม่เป็นธรรมเดินทางมาให้กำลังใจด้วย .

“เฉลิม” แถลงจับยาบิ๊กล๊อต


วันนี้ (19 ต.ค.)ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รองผบ.ตร. พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ เลขาธิการ ป.ป.ส. พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ โชติมา ผบช.ปส. แถลงผลการจับกุมนายอาจิน คำเพิ่ม อายุ 21 ปี นายเสรี เสรีรัตน์ อายุ 34 ปี นายพล เสรีรัตน์ อายุ 35 ปี และนายทรงภพ แซ่ฉิน อายุ 36 ปี ทั้งหมดเป็น ชาว จ.เชียงใหม่ พร้อมของกลางยาบ้า 1.3 ล้านเม็ด รถกระบะยี่ห้ออิซูซุ ทะเบียน ผท-2321 เชียงใหม่ จำนวน 1 คัน โดยจับกุมนายอาจิน ได้ที่บ้านอรุโณทัย ต.นาหวาย อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ส่วนผู้ต้องหาที่เหลือจับกุมได้ที่ด่านตรวจผาหงส์ อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่
การจับกุมครั้งนี้เนื่องจากเจ้าหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูล ศูนย์สกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติด บช.ปส.สืบสวนทราบว่าขบวนการค้ายาเสพติดจะลำเลียงยาเสพติดผ่านมาเข้ามาบริเวณ แนวชายแดน อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ จึงได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจบก.ภ.จ.เชียงใหม่ สภ.เชียงดาว และบก.ตม.5 สตม.จัดกำลังเฝ้าสังเกตการณ์ กระทั่งพบรถกระบะยี่ห้ออิซูซุ ซึ่งมีนายอาจิน เป็นคนขับมีการบรรทุกถุงบรรจุเมล็ดข้าวโพดไว้เต็มท้ายรถกระบะเพื่อตบตาเจ้า หน้าที่ จากการตรวจค้นพบยาบ้าของกลางซุกซ่อนอยู่ ขณะเดียวกันทราบว่ายังมีรถกระบะอีก 2 คันหลบหนีไปได้ จึงได้สั่งการให้ทุกด่านมีการสกัดจับ ต่อมาเจ้าหน้าที่ด่านผาหงส์ จับกุมรถกระบะยี่ห้อนิสสัน รุ่นนาวาร่า ทะเบียน นง-3522 เชียงใหม่ ซึ่งมีนายเสรีกับพวก จึงได้แสดงตัวเข้าจับกุม

รายที่ 2  พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ โชติมา ผบช.ปส. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.ทนัย อภิชาตเสนีย์ ผบก.ประจำ บช.ปส. พล.ต.ต.วันชัย สุวรรณศิริเขต ผบก.ภ.จ.เชียงราย พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจบช.ปส. และตำรวจบก.ภ.จ.เชียงราย ทำการสืบสวน หลังสืบทราบว่าขบวนการค้ายาเสพติดจะมีการลำเลียงยาเสพติดเข้ามาผ่านทางชาย แดน อ.แม่สาย จ.เชียงราย  จึงได้ส่งชุดเคลื่อนที่เร็วออกติดตาม พร้อมตั้งด่านสกัดกั้น  เป็นเหตุให้กลุ่มผู้ลำเลียงยาเสพติดนำยาเสพติด มาซุกซ่อนไว้ข้างทางระหว่าง อ.พญาเม็งราย กับ อ.ขุนตาล บริเวณหลักกม.ที่ 5  เจ้าหน้าที่จึงได้วางกำลังไว้เฝ้าสังเกตการณ์

กระทั่งเวลา 19.00 น.วันที่ 18 ต.ค.ที่ผ่านมา  เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้พบกลุ่มผู้ลำเลียงยาเสพติดออกมาจากที่ซุกซ่อน  เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวเข้าจับกุม แต่ถูกกลุ่มผู้ลำเลียงยาเสพติดยิงต่อสู้ และได้กระโดดลงไปในแม่น้ำอิงและสามารถหลบหนีไปได้  แต่สามารถยึดยาบ้าจำนวน 730,000 เม็ด ยาไอซ์ 30 กก.บรรจุอยู่ในถุงปุ๋ย รถกระบะยี่ห้อโตโยต้าวีโก้ ทะเบียน บษ-4678 เชียงราย และรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าเวฟ ทะเบียน กบม-216 พะเยาอย่างไรก็ตามตำรวจทราบชื่อหนึ่งในขบวนการลำเลียงยาเสพติดรายนี้ คือ  นายซะ แซ่ท้อ ชาว จ.เชียงราย อยู่ระหว่างเตรียมเสนอศาลออกหมายจับต่อไป

รายที่ 3 พ.ต.อ.ศิวพงษ์ พัฒน์พงศ์พานิช ผกก.2 บก.ปส.1 พ.ต.ท.ผดุงศิลป์ แห่งหน พ.ต.ท.อุดมรัตน์ อิทธิโสภาพันธุ์ รองผกก.2 บก.ป.ส.1 นำกำลังเข้า จับกุมนายแบรี่ อกีบัว หรือมีชี่ อายุ 34 ปี สัญชาติกีนี พร้อมของกลางยาไอซ์ 1 กก. โทรศัพท์มือถือยี่ห้อโนเกีย 2 เครื่อง โดยจับกุมได้ที่ห้องเลขที่ 1812  รร.เซ็นเตอร์พอยท์ เลขที่ 6 ซ.เพชรบุรี 15 แขวงพญาไท เขตราชเทวี กทม.เมื่อเวลา 15.30 น.วันที่ 17 ต.ค.ที่ผ่านมา

รายที่ 4 พล.ต.ต.อาชวันต์ โชติกเสถียร ผบก.ปส.4 พ.ต.ท.บุญเลิศ ปานโต สว.กก.1 บก.ปส.4  นำกำลังเข้าจับกุม นายศรศักดิ์ จุ้ยเจริญ อายุ 33 ปี ชาวจ.นครปฐม นายทรงพล ปู่กล่ำ อายุ 19 ปี ชาวจ.นครปฐม นายวันชัย สวนจันทร์ อายุ 23 ปี ชาวจ.นครปฐม  นายเจริญสุข โสภณวิมลกิจ อายุ 30 ปี ชาวจ.สมุทรสาคร และน.ส.เสาวลักษณ์ สร้อยอำภา อายุ 23 ปี ชาวจ.สมุทรสาคร  พร้อมของกลางยาบ้าจำนวน 10,000 เม็ด ยาไอซ์ 27.75 กรัม โทรศัพท์มือถือ 6 เครื่อง รถกระบะยี่ห้อโตโยต้า วีโก้ สีขาว ทะเบียนป้ายแดง 1-1192 สมุทรสาคร รถจักรยานยนต์ 2 คัน เครื่องชังดิจิตอล 1 เครื่อง และเงินสดจำนวน 10,000 บาท  โดยจับกุมนายศรศักดิ์ นายทรงพล และนายวันชัย ได้ที่ร้านอ่าหารไก่ย่างสุภาพร ต.ท่าตลาด อ.สามพราน จ.นครปฐม ส่วนนายเจริญสุข และน.ส.เสาวลักษณ์ จับกุมได้ภายในซอยไม่มีชื่อ ถ.สหกรณ์-โคกขาม ต.บางหญ้าแพรก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ทั้งนี้ ผู้ต้องหาทั้งหมดเป็นเครือข่ายเรือนจำสมุทรสาคร ซึ่งตำรวจจะทำการขยายผลถึงตัวผู้ต้องหาที่เหลือต่อไป

รายที่ 5 พล.ต.ต.ณรงคศักดิ์ ขันธวิจารณ์ ผบก.ขส.บช.ปส.  นำกำลังเข้าจับกุม นายนิคม ไสยนนท์ อายุ 43 ปี ชาว จ.สงขลา  นายสมหมาย หรือจ่าหมาย ขุนเศษเกื้อ อายุ 39 ปี พร้อมของกลางยาบ้า 397 มัด จำนวน 794,000 เม็ด บรรจุอยู่ในกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ 3 ใบ รถเก๋งยี่ห้อโตโยต้าวิช สีเทา ทะเบียน ฆว-3854 กทม. จำนวน  1 คัน รถกระบะโตโยต้า วีโก้ สีขาว ทะเบียน ชป-8349 จำนวน 1 คันโทรศัพท์มือถือยี่ห้อโนเกีย จำนวน 3 เครื่อง  โดยสามารถจับกุม นายนิคม ได้บริเวณปากซอยนวลจันทร์ 4 แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กทม. เวลา 22.00 น. วันที่ 17 ต.ค.2555  ก่อนที่ในเวลา 07.40 น.วันที่ 18 ต.ค. จะสามารถขยายผลจับกุมนายสมหมาย ได้บริเวณหน้าห้อง 103 รร.เลิฟเฮาส์ ถ.นวลจันทร์ แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กทม.

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า  การที่มีบางคนพูดว่า ทำไมยาเสพติดยิ่งจับยิ่งเพิ่มขึ้นนั้น ตรงนี้ตนอยากจะชี้แจงว่า ได้เข้าไปหารือกับผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง จึงได้ทราบว่าเขตพม่ามียาบ้าตกค้างอยู่กว่า 500 ล้านเม็ด และได้หารือเรื่องการสกัดกั้นตามแนวชายแดนแล้ว โดยผมขอยืนยันว่าเราทำได้ สกัดกั้นยาได้ ซึ่งที่ผ่านมาในเรื่องของสารตั้งต้นที่บอกว่ามากจากประเทศไทยนั้น จริงๆ แล้วมีปริมาณลดน้อยลง โดยสารตั้งส่วนใหญ่มาจากเวียดนามแล้ว ไม่ได้มาจากไทย โดยบางเรื่องอย่าไปเชื่อฝ่ายค้าน
สำหรับการบูรณาการแก้ปัญหายาเสพติด จะมีการกำชับไปกับทางผู้ว่าจังหวัด และผู้กำกับการ (ผกก.) ในพื้นที่ โดยผู้ว่าฯ จะต้องทำงานร่วมกับนายอำเภอและ ผกก.โดยดีมานด์ความต้องการเสพยาเสพติดนั้น จะเพิ่มขึ้นอีกไม่ได้ สถานบริการห้ามเปิดเพิ่มอีก ฉะนั้นใน 90 วันหลังจากนี้ ตนจะรอดูผลอย่างต่อเนื่อง
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวถึงกระแสข่าวที่ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ อดีต ผบ.ตร.จะไปดำรงตำแหน่งรองนายกฯ หรือลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามพรรคเพื่อไทย (พท.) ว่า เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับนายกฯ แต่การขับเคลื่อนดูแลงานด้านยาเสพติด ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญของรัฐบาล ฉะนั้น พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ถือว่ามีความเหมาะสมมาก ทั้งนี้สำหรับการปราบปรามยาเสพติดนั้น ในวันที่ 28 ต.ค.นี้ ตนจะลงพื้นที่ จ.นครราชสีมา เพื่อร่วมงานประชาเสวนาหาทางออกประเทศไทย ที่มีหัวหน้าส่วนราชการและข้าราชการในพื้นที่มาร่วมรับฟังนั้น จะมีการพูดในหลายประเด็น ทั้งเรื่องการปรองดองของคนในประเทศ เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และยาเสพติดด้วย
ด้าน พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ เลขาธิการป.ป.ส. กล่าวว่า ในส่วนของการดำเนินการลดความต้องการยาเสพติดนั้น ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.เป็นต้นไป ป.ป.ส.จะลงพื้นที่ปิดล้อมชุมชนเชิงรุก เพื่อค้นหาตัวผู้เสพยาเสพติดเข้ารับการบำบัด ตามโครงการ “ชุมชนอุ่นใจได้ลูกหลานกลับคืน” โดยจะขยายการปฏิบัติออกไปในพื้นที่เสี่ยงเพิ่มขึ้นอีก 928 แห่งทั่วประเทศ โดยเป็นชุมชนเสี่ยงในระดับอำเภอ 878 แห่ง ทั้งนี้ ในวันที่ 20 ต.ค. เวลา 09.00 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเดินทาง เปิด “บ้านอุ่นใจ“ ตามโครงการ “ชุมชนอุ่นใจได้ลูกหลานกลับคืน” ที่ศูนย์ประสานงานชุมชนคลองเตย ร.ร.ชุมชนหมู่บ้านพัฒนา

“ป๋าเปรม” วอนเสื้อเหลือง-แดงกลับมารักกัน


วันนี้ (18 ต.ค.) ที่สโมสรทหารบก เทเวศร์ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป็นประธานเปิดโครงการ "สายใจไทย สู่ใจใต้” รุ่นที่ 18 เป็นเยาวชนที่นับถือศาสนาอิสลามจาก 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้  241 คน มีพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร รอง ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (รอง ผบ.สส.) พร้อมด้วยนายทหารระดับสูง และภาคเอกชนเข้าร่วม
พล.อ.เปรม กล่าวให้โอวาทว่า ตนจะพูดเสมอว่าพวกเราดีใจที่ได้พบกับลูกหลานของเราที่มาจากต่างจังหัด โดยเฉพาะจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เราทำโครงการนี้ขึ้นมาเพราะคิดว่าโครงการนี้จะมีส่วนช่วยให้เกิดความรัก ความสามัคคี ระหว่างคนไทยในชาติของเรา ตนอยากจะขอให้เด็กๆทั้งหลายที่มาจากจังหวัดชายแดนภาคใต้กรุณาฟังและทำความ เข้าใจในสิ่งที่จะพูด ตนพูดเสมอว่าพวกเราที่เป็นผู้ใหญ่ในประเทศไทยในชาติของเรามีหน้าที่ที่ต้อง ดูแลเยาวชนเด็กๆคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะนับถือศาสนาอะไรต้องให้เขาเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่เป็นประโยชน์ต่อ ชาติของเรา
เรื่องนี้ไม่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่เราต้องสำนึกว่าเป็นหน้าที่  โดยตรงก็ไม่เชิงจากโดยอ้อมก็ไม่ใช่ แต่เรากำลังทำหน้าที่สำคัญคือดูแลเด็กๆให้เขาเป็นเด็กดีต่อไป อย่างไรก็ตาม  วันนี้นอกจากเจ้าหน้าที่โครงการยังมี ผบ.ทบ. ผบ.ทร. ผบ.ทอ. ผบ.ตร. และ รอง ผบ.สส.มาร่วมงานด้วย และหน่วยงานอื่นก็พร้อมมาร่วมงานกับเรา เขามีงานมากแต่วันนี้ก็ยังมาร่วมงานด้วยตนเอง แสดงให้เห็นว่าท่านให้ความสำคัญต่อเด็กๆเยาวชนจังหวัดภาคแดนใต้ทั้ง 5 จังหวัด
"ผมคิดว่าสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งที่เราต้องทำให้เกิดในชาติบ้านเมืองของเรา คือความรักความสามัคคีของคนในชาติ ผมคิดว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนนอกจากโครงการสานใจไทยสู่ใจใต้แล้วผบ.เหล่าทัพ ส่วนราชการที่มา เขารักลูกหลานที่มา นั้นคือสิ่งที่แสดงออกชัดเจนเพราะความรักคือสิ่งสำคัญ ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างมีความสงบ ราบรื่น มีความสุข มีความสำเร็จ เพราะฉะนั้น ผมขอร้องให้ทุกคนได้โปรดรักเด็กๆและทำให้เขาเป็นเด็กดี และขอร้องทุกคนช่วยบอกให้เด็กๆรักกัน รักบิดามารดา รักชุมชน รักอาชีพของตน และในที่สุดขอให้รักชาติของเรา ชาตินี้เป็นชาติของเรา ไม่ใช่ชาติของใคร เป็นของคนไทยทุกคนที่เราต้องให้ความรักแก่ชาติของเรา เพื่อให้ชาติของเราร่มเย็นเป็นสุข ชาติของเราจะแข็งแรงและมั่นคงเจริญเติบโต" พล.อ.เปรม กล่าว

พล.อ.เปรม กล่าวต่อว่า ตนยืนยันว่าทุกฝ่ายโดยเฉพาะเหล่าทัพต่างๆมีความรักต่อพวกเธอทุกคน และพยายามอย่างยิ่งจะนำความรักไปยังจังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกแห่งที่มีความรัก ความสามัคคี ตนมั่นใจว่าทุกคนจะทำประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง ดังนั้น ความรักชาติของเราที่จะต้องสร้างให้เกิดขึ้นให้ได้ โดยวิธีใดวิธีหนึ่ง อย่างที่พวกเรากำลังดำเนินการ

จากนั้น พล.อ.เปรม  ให้สัมภาษณ์ถึงการสร้างความรักความสามัคคีของคนในชาติว่า  อยากให้คนในชาติมารักกันเหมือนเดิม ส่วนที่มีการแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย เป็นเสื้อสีต่างๆนั้นก็ให้ทุกคนเอาชาติเป็นที่ตั้ง โดยการจัดโครงการเพื่อเสริมสร้างความสามัคคีนั้น ดำเนินการกันทั่วประเทศ เพียงแต่เราอาจจะรู้บ้างไม่รู้บ้าง เรื่องความรักชาติเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกภาคส่วนตั้งใจทำอยู่

ปชป. ยื่นญัตติกมธ.ป.ป.ช. สอบทุจริต งบกลาง 1.2 แสนล้าน


วันนี้ (19 ต.ค.) ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายนคร มาฉิม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร แถลงว่า ตนได้ยื่นญัตติต่อพล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการฯ เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการทุจริตงบประมาณในการใช้จ่ายงบกลางของ รัฐบาล เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม และภัยแล้งจำนวน 1.2 แสนล้านบาท เพราะจากการลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่า มีถึง 42โครงการ ที่ส่อไปในทางทุจริตในงบดังกล่าว และเชื่อว่ายังมีอีกหลายโครงการทั่วประเทศที่มีปัญหาส่อไปในทางทุจริตด้วย โดยการทุจริตจะเริ่มตั้งแต่การซอยโครงการให้เป็นโครงการย่อย ใช้งบไม่ถึง 2ล้านบาท หวังหลีกเลี่ยงการจัดซื้อจัดจ้างผ่านระบบอีอ๊อคชั่น ที่ง่ายต่อการตรวจสอบการทุจริต นอกจากนี้ยังพบว่า มีหลายโครงการไม่เป็นไปตามที่ประมาการวัสดุ หรือบีโอคิว และไม่ควบคุมงานให้เป็นไปตามสัญญาจ้าง

“การจัดสรรงบดังกล่าวพบว่า มีเปอร์เซ็นต์คอร์รัปชั่นสูงถึง 30-40 เปอร์เซ็นต์ และในบางพื้นที่สูงถึง 50เปอร์เซ็นต์ ซึ่งข้อมูลที่ได้สอดคล้องกับข้อมูลของอดีตเลขาป.ป.ท. ทุกจังหวัดมีการทุจริตเป็นกระบวนการใช้งบกลางของจังหวัดที่ได้จังหวัดละ 50ล้าน จัดสรรไปยังอำเภอ และมีเงินทอนตามเปอร์เซ็นต์ที่กำหนดไว้ ว่าจะแบ่งกันอย่างไร ทั้งในระดับอำเภอ ระดับจังหวัด ระดับกรม และระดับนโยบาย เพราะจะมีการลดทอนเปอร์เซ็นต์เป็นระดับ ดังนั้นต่อให้รัฐบาลจะทุ่มงบ มากขนาดไหน หากปล่อยให้มีการทุจริต ประเทศไทยจะจมอยู่ในวิกฤติตลอดกาล และอยากให้รัฐบาลกำกับดูแลทุกจังหวัดทั่วประเทศไม่ใช่จ้องแต่ประกาศเป็นเขต ภัยพิบัติ โดย เพียงเพื่อที่จะเลี่ยงการจัดซื้อจัดจ้างผ่านระบบอีอ๊อคชั่น” นายนคร กล่าว

นายนคร กล่าวอีกว่า ในวันที่ 25 ต.ค. เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา ทางคณะกรรมาธิการฯ ได้เชิญ ผู้ว่าราชการทั้ง 10 จังหวัด อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และปภ.จังหวัด 10 จังหวัด และพ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ อดีตเลขาป.ป.ท. เข้าชี้แจง ทั้งนี้เราต้องการเอาทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการทุจริตมาลงโทษตามกฎหมาย บ้านเมือง เพื่อป้องปรามไม่ให้รัฐบาล รัฐมนตรี และข้าราชการบางฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการอนุมัติงบประมาณที่จะมีต่อไปใน อนาคต เพื่อไม่ให้เกิดการคอร์รัปชั่น.

“เทพไท” ปูด มวลชนเกษตรกร เตรียมบุกยื่นหนังสือถึง “ปู” ระหว่างประชุมครม.สัญจรที่สมุย



วันนี้ (19 ต.ค.)ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายเทพไท เสนพงศ์ ส.. พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จัดครม.สัญจร ลงพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช และจ.สุราษฎร์ธานี ว่า ยินดีที่นายกฯ ให้ความสำคัญกับปัญหาในพื้นที่ชายฝั่งอ่าวไทย แต่โครงการหลายโครงการที่นายกฯ นำเสนอนั้นเป็นแผนงานเดิมๆ เกรงว่า จะเป็นแค่ยาหอม เหมือนที่เคยประกาศจะสร้างศูนย์ประชุมแห่งชาติที่จ.ภูเก็ต และโครงการที่จะนำลงไป เช่น การสร้างสนามบินนานาชาติดอนสัก ก็ไม่สมเหตุผล เพราะมีสนามบินที่จ.นครศรีธรรมราช และจ.สุราษฎร์ธานี แล้ว  ดังนั้นรัฐบาลควรหันมาสนใจปัญหาที่แท้จริงของประชาชน เช่น  แผนการป้องกันน้ำท่วม แหล่งน้ำดิบที่จะใช้เป็นน้ำอุปโภคบริโภค แต่ดูในวาระครม.แล้วกลับไม่มีเรื่องเหล่านี้เลย
นาย เทพไท กล่าวอีกว่า รัฐบาลไม่ต้องหวั่นวิตกเรื่องการต่อต้านจากประชาชน เพราะคนพื้นที่ภาคใต้ ตระหนักดีในภาระหน้าที่ของรัฐบาล และจะไม่ต่อต้านเหมือนมวลชนบางกลุ่มที่ทำต่อรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน แต่อาจจะมีกลุ่มมวลชนไปยื่นหนังสือให้รัฐบาลแก้ปัญหาราคาปาล์ม ยางพารา มะพร้าว และกลุ่มประมง ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องปกติ ไม่มีการทำผิดกฎหมายอย่างแน่นอน เพราะกลุ่มมวลชนเหล่านี้เคยมายื่นหนังสือที่ทำเนียบรัฐบาลแต่กลับถูกปิด ประตูใส่

อนุสรณ์ จวกมงคลกิตติ์ ซัดตั้งโต๊ะรอข้อมูลจากภตช.ทั้งวันก็เบี้ยวไม่มาให้ข้อมูล


วันนี้ (19 ต.ค.)นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ได้ตั้งโต๊ะรอรับเรื่องไซฟ่อนเงินที่ฮ่องกงจากนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เลขาธิการคณะกรรมการภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ (ภตช.) เมื่อวันที่ 18 ต.ค.ที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ตนได้ตั้งโต๊ะรอนายมงคลกิตติ์กับพวกทั้งวัน ตั้งแต่เช้าจรดเย็น ก็ไม่ได้รับการติดต่อเพื่อมายื่นเรื่องดังกล่าวกับรัฐบาลแต่อย่างใด ทราบจากสื่อเพียงแต่ว่าไปเข้าชี้แจงและมอบเอกสารรายชื่อนักการเมือง 30 รายชื่อ กับคณะอนุกรรมาธิการตรวจสอบการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล โดยมี น.ส.สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ส.ว.เพชรบุรี เป็นประธาน แถมมีเรื่องทุจริตงอกระหว่างทาง ทั้งงบทุจริตภัยพิบัติน้ำท่วม รับจำนำข้าว นำเข้ารถหรู งบประมาณครุภัณฑ์อาชีวศึกษา ทั้งหมดนั้นอ้างว่าได้ข้อมูลมาจากประชาชนของฮ่องกง ทั้งที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) ฮ่องกงให้ข้อมูลกลับมาว่าไม่พบข้อมูล

“บุญยอด”ขวาง 3 จี งัดกม.ชี้ กสทช.มีอำนาจออกใบอนุญาต ไม่ใช่บอร์ดเล็ก อย่าง กทค.


วันนี้ (19 ต.ค.)ที่พรรคประชาธิปัตย์  นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.บัญชีรายชื่อ แถลงถึงกรณีที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม( กทค.) จะออกใบอนุญาตสัญญาสัมปทานคลื่น 3 จี ให้ 3 บริษัทที่ประมูลได้ว่า ในฐานะที่ตนเคยเป็นกรรมาธิการยกร่างพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับ การประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2552 เห็นว่าการประมูลคลื่น 3 จี ที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม( กทค.) ซึ่งเป็นเพียงคณะกรรมการชุดเล็กในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ไม่มีอำนาจในการลงมติออกใบอนุญาตการให้สัมปทานดังกล่าว เพราะในรัฐธรรมนูญปี 50 มาตรา 47  วรรค 2 ระบุว่า ให้มีองค์กรของรัฐ ที่เป็นอิสระองค์กรหนึ่ง ทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ ตามวรรค 1 และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมทั้งนี้ตามที่กฏหมายกำหนด   อีกทั้งเมื่อดูตามพ.ร.บ.ดังกล่าวในมาตรา 24 ที่กำหนดอำนาจหน้าที่ของบอร์ดชุดใหญ่ที่มี 11  คนคือ กสทช. และบอร์ดชุดเล็กคือ กสท.และ กทค. ชุดละ 5 คน ที่แยกเป็นสองขาตามภารกิจหน้าที่ในกิจการทั้งสองด้านคือ บอร์ด กสท.ที่ดูแลกิจการด้านวิทยุและโทรทัศน์   ส่วนบอร์ด กทค. ที่ดูแลงานด้านกิจการโทรคมนาคม  โดยม.24 ระบุให้ การปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช.  กสท.และกทค.ในเรื่องใดที่เกี่ยวข้องและมีผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ ต้องทำโดยมติของที่ประชุมและต้องเปิดเผยรายงานการประชุมและการลงมติทั้งราย บุคคลและทั้งคณะให้สาธารณชนทราบ
นายบุญยอด กล่าวต่อว่า เมื่อดูเจตนารมณ์และข้อกฏหมายที่เกี่ยวข้องแล้วจะเห็นว่า  การประมูลคลื่น 3 จี เป็นเรื่องใหญ่ที่มีผลประโยชน์ของชาตินับแสนล้านบาทการที่จะให้บอร์ดชุดเล็ก อย่าง กทค.พิจารณาเพียงหน่วยงานเดียวคงไม่เพียงพอ อีกทั้งม. 27 ของพ.ร.บ.เดียวกันนี้ยังกำหนดภารกิจ อำนาจหน้าที่ ของบอร์ด กสทช.ไว้ถึง 25 กรณีซึ่งรวมถึงการอนุญาตและกำกับดูแลการใช้คลื่นความถี่ทั้งวิทยุ โทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมที่ระบุชัดเจนใน ( 4) ของมาตรานี้  ดังนั้นการที่บอร์ด กทค.มีมติออกมาจึงไม่เพียงพอกับการพิจารณาในผลประโยชน์ที่รัฐควรจะได้   จึงควรที่ต้องกลับไปขอมติจาก บอร์ด กสทช.ทั้งคณะในการอนุญาตจึงจะตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและพ.ร.บ.นี้ ซึ่งคณะกรรมการกสทช.ทุกคนจะปฏิเสธอำนาจหน้าที่ในกรณีนี้ไม่ได้   และหากไม่มีการทบทวนหรือจัดการประมูลที่โปร่งใส ไร้ข้อครหาที่สาธารณชนเคลือบแคลงได้ ตนจะรวบรวมรายชื่อส.ส.หรือส.ว.ให้ได้ ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4ของสมาชิกแต่ละสภาเพื่อร้องต่อประธานวุฒิสภาเพื่อให้มีมติให้กสทช.พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะต่อไป
อดีตผู้ยกร่างพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ กล่าวต่อว่า  หากกสทช. เปิดตาเปิดหูรับฟังเสียงวิจารณ์และข้อสงสัยของสังคมในเวลานี้ก็จะพบว่า มีการตั้งคำถามว่ามีการฮั้วกันหรือไม่  เพราะผู้ประมูลมีจำนวนน้อยกว่าจำนวนสินค้า มีคำถามมากมายว่าเหตุใด กสทช.จึงจัดการประมูลคลื่น 3 จี ที่มี 9 ช่องสัญญาณ เหตุใด กสทช.จึงไม่จัดการประมูลแบ่งซอยที่ละช่องสัญญาณให้กับผู้ประมูล 3 ค่าย เพราะคลื่น 3 จี เป็นที่ต้องการและใครได้ไปก่อนก็สามารถทำการตลาดให้บริการประชาชนได้ อีกทั้งสามารถสร้างรายได้เข้ารัฐได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในเวลานี้ ดีกว่าขายประมูลขายสินค้าดีๆแบบเหมายกเข่งเหมือนการประเคนให้ จึงเรียกร้องให้ทบทวนหรือยกเลิกการประมูลในครั้งนี้เพราะภาควิชาการหลาย ฝ่ายต่างระบุว่าอาจเข้าข่ายพ.ร.บ.ฮั้วประมูลและผิดหลักการประมูลทั่วไปที่ทำ กัน

รักษาการ ประธาน ภตช. ปัดไม่รู้รายละเอียดไซฟ่อนเงิน


วันนี้ (19 ต.ค.) นายธีรพัฒน์ คำคูบอน รักษาการประธานกรรมการ ภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่นของชาติ (ภตช.) ได้ให้สัมภาษณ์ผ่าน รายการเฉาะข่าวการเมือง ทางสถานีโทรทัศน์ เดลินิวส์ทีวี เกี่ยวกับการตรวจสอบเรื่องไซฟ่อนเงิน ของ ภตช. ว่า เรื่องนี้ตนไม่ทราบในรายละเอียด เพราะทำหน้าที่รักษาการประธาน ภตช. ระหว่างหาประธานคนใหม่ คนที่รู้รายละเอียดดีที่สุดคือนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เลขาธิการ ภตช. ที่เป็นผู้ตรวจสอบในเรื่องนี้ และเมื่อเรื่องนี้กลายมาเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองตนคงจะไม่ทำหน้าที่ รักษาการประธาน ภตช. ต่อไป จะลาออกจากหน้าที่นี้ ทั้งนี้เหตุที่ตนเข้ามาร่วมกับ ภตช. เนื่องจากได้ทำการตรวจสอบการทุจริตเกี่ยวกับคุรุภัณท์ ของกระทรวงศึกษาเพราะตนเป็นอาจารย์อยู่

บัวแก้ว เชื่อกรณีฐปนีย์ ไม่บานปลาย


วันนี้ (19 ต.ค.)ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายดำรง ใคร่ครวญ รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ แถลงถึงกรณีการตอบโต้ในสื่อโซเซียลมีเดียเกี่ยวข้องกับน.ส.ฐปนีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวช่อง 3 โดยจะมีประท้วงของกลุ่มนักศึกษากัมพูชาเนื่องจากหมิ่นพระมหากษัตริย์กัมพูชา ว่า กระทรวงการต่างประเทศ ขอบคุณรัฐบาลกัมพูชาที่ได้ออกแถลงการณ์โต้ตอบการกระทำของกลุ่มบุคคลบางฝ่าย ที่หยิบยกกรณี นส.ฐาปนีย์มาเป็นประเด็นให้เกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศ  รัฐบาลไทย และประชาชนคนไทย รวมถึงผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง3 เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ และเสียใจต่อการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระนโนรดม สีหนุ พระวรราชบิดา ของกัมพูชา
นายดำรงกล่าวต่อว่า ตั้งแต่วันแรกที่ นส.ฐาปนีย์ทราบเรื่องก็แสดงความเสียใจและขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนากระทำการมิบังควรต่อกษัตริย์ของกัมพูชา ขณะเดียว กัน ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง3 ได้เดินทางไปยังสถานทูตกัมพูชา ประจำประเทศไทย และกล่าวขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่ออุปทูตฯ ก่อนออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง
นายดำรง กล่าวต่อว่า ตนเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศกัมพูชาและประชาชนชาวไทย ที่ติดตามเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้นคงทราบว่า ประเด็นดังกล่าวเกิดจากสาเหตุใด และเชื่อว่าเป็นธรรมดาของความเห็นต่าง ที่ทุกประเทศมีเหมือนกันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ โดยหน้าที่ของรัฐบาลไทยต้องหาทางแก้ไขโดยเร็วที่สุดคือการตัดไฟแต่ต้นลม มั่นใจว่าเมื่อน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและคณะของรัฐบาลไทยเดินทางไปเคารพพระศพและหารือในเรื่องนี้จะ สามารถกลับสู่ปกติไม่มีเหตุการณ์บานปลาย เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้เหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นมาอีกหลังจากที่พระบาท สมเด็จพระนโรดมสีหนุสวรรคตแล้ว
ทั้งนี้ในช่วงบ่ายวันนี้ นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะ จะเดินทางไปยังประเทศกัมพูชา เพื่อเคารพพระศพพระบาทสมเด็จพระนโนรดม สีหนุ พระวรราชบิดา รวมทั้งเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระบรมนาทนโรดมสีหมุนีแห่งกัมพูชาและพระราช มารดา โดยเชื่อว่า การเดินทางของนายกฯในครั้งนี้ ก็เพื่อทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเมื่อนายกรัฐมนตรีของไทย ไปด้วยตนเองทำให้เหตุการณ์คลี่คลายโดยเร็วเพราะรัฐบาลชุดนี้ต้องการรักษา ความสัมพันธ์อันดีกับกัมพูชาไว้อย่างแน่นแฟ้นและกว้างขวางต่อไป ดังนั้นช่องทางไหนที่พร้อมจะทำให้ความสัมพันธ์สองประเทศไม่กระทบกระเทือนก็ พร้อมทำทันที
อย่างไรก็ตามกระทรวงการต่างประเทศ จะได้มีการประสานไปยังกระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศ หรือ ไอซีที และหน่วยงานด้านความมั่นคงของไทย ให้ดูแลและตรวจสอบกรณีที่สื่อโซเชียลมีเดียของกัมพูชาโพสรูปพระมหากษัตริย์ ไทยในลักษณะหมิ่นเหม่ว่าจะสามารถดำเนินคดีกับผู้ที่โพสรูปดังกล่าวได้หรือ ไม่อีกด้วย
นายดำรง กล่าวอีกว่าที่ผ่านมากระทรวงการต่างประเทศได้ออกแถลงการณ์ขอโทษพร้อมให้ ข้อมูลรายละเอียดกับทางการกัมพูชา ขอชี้แจงการดำเนินการของบุคคลที่เกี่ยวข้อง กับการดำเนินการของ น.ส. ฐปนีย์ ได้เดินทางขอพระราชอภัยโทษต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จนโรดมสีหนุ เมื่อค่ำวันที่ 16 ต.ค. เพื่อแสดงเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่สถานทูตกัมพูชาประจำ ประเทศไทยและ ในวันที่ 18 ต.ค. ได้มีจดหมายส่วนตัวแสดงความเสียใจอีกครั้ง ในส่วนสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 เดินทางไยังสถาทูตกัมพูชา ขอโทษเหตุการณ์เกิดขึ้นและกล่าวขอโทษต่ออุปทูตกัมพูชา ต่อมาได้ออกแถลวการณ์อย่างเป็นทางการอีกครั้ง
"กระทรวงการต่างประเทศได้ทราบเรื่องนี้เมื่อค่ำวันที่ 16 ต.ค.สถานทูตไทยประจำกรุงพนมเปญแนะนำให้น.ส.ฐปนีย์ เดินทางไปสักการะพระบรมศพบริเวณด้านหน้าบรมมหาราชวังกัมพูชาและเดินทางกลับ ประเทศไทย เรามีความเสียใจพระองค์ท่านสวรรคต ได้ย้ำถึงความไม่ตั้งใจของ น.ส. ฐปนีย์ ในวันที่ที่ 18 ต.ค. เอกอัครราชทูตไทยได้พบกับรมต.ต่างประเทศกัมพูชา และนายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศของไทยได้โทรศัพท์พูดคุยกับรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชาเพื่อ แสดงถึงความจริงใจของรัฐบาลไทยในการแก้ไขสถานการณ์ ทั้งหมดเกิดขึ้นความไม่ตั้งในความพลั้งเผลอของคนเพียง 1 คนอยากให้คนกัมพูชาเข้าใจเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล และเป็นความไม่ตั้งใจ
ผู้สื่อข่าวถามอีกว่าจะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวหรือไม่ นายดำรง กล่าวว่าต้องเร่ง ทำความเข้าใจ ชี้ให้เห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่เข้าใจกันเท่านั้นระหว่างเจตนาและบริบทสิ่ง ที่ผู้สื่อข่าวช่อง 3 กระทำ พยายามทำความเข้าใจส่วนนั้นและกับทุกคนกัมพูชา โอกาสที่นายกรัฐมนตรีไทย ไปเข้าเฝ้ากษัตริย์กัมพูชานี่คือหัวใจสำคัญของการแก้ไขสถานการณ์ทำให้เห็น ว่าดำเนินการผู้เกี่ยวข้องในฝั่งไทย ได้ช่วยๆกันเพื่อสร้างบรรยากาศที่ดี และ ทุกคนมีความเศร้าเสียใจต่อการนี้คงไม่มีเหตุการณ์ไม่บังควรเกิดขึ้นอีก
ด้าน พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า  นายกรัฐมนตรี นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และตนจะเดินทางไปประเทศกัมพูชาเพื่อเคารพศพพระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ หลังจากนั้นจะเข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์ของกัมพูชา อย่างไรก็ตามขณะนี้ทางกัมพูชาเองก็ได้แถลงการณ์ออกมาแล้วว่า ให้รักษาสัมพันธภาพของทั้งสองประเทศเอาไว้ อย่าให้มีบางส่วนที่ต้องการให้ทั้งสองประเทศแตกแยกกันมาใช้กรณีนี้เป็น เรื่องของความบาดหมางใจ โดยกลุ่มคนดังกล่าวเป็นของฝ่ายกัมพูชาที่พยายามต้องการเห็นความแตกแยก ซึ่งทางรัฐบาลกัมพูชาก็ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น ทั้งนี้ ทราบว่านายกฯเองก็ได้คุยกับทางสมเด็จ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชาแล้ว ส่วนการเดินทางไปกัมพูชาครั้งนี้ ตนและพล.อ.เตีย บันห์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมกัมพูชา ก็คงจะได้คุยกันเพราะเป็นเพื่อนกันอยู่แล้ว เรื่องนี้ไม่มีปัญหา

"ปราโมทย์"จวกรัฐบาลบริหารน้ำพลาด-พร่องเขื่อนแห้งปีนี้แล้งวิกฤติหนัก


วันนี้ (18 ต.ค.) นายปราโมทย์ ไม้กลัด คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ(กยน.)และอดีต อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์ภัยแล้งปีนี้ว่ามาเร็วกว่าทุกปีโดยมีปรากฏการณ์เอญนิโย่ ชัดเจนตั้งแต่ต้นเดือนก.ย.แล้ว ตนเตือนแล้วว่าธรรมชาติปีนี้ฝนน้อยก็ไม่ฟังตั้งหน้าตั้งตาเร่งพร่องน้ำ ระบายน้ำเขื่อนกัน เวลานี้ยังไม่ถึงสิ้นเดือนต.ค.เรื่องสำคัญมากที่แล้งตั้งแต่หน้าฝน บอกให้ระวังจับตาดูรัฐบาลก็ไม่เชื่อ หลังจากนี้ภาคเหนือ ภาคอีสาน จะโดนภัยแล้งหนัก คงจะแน่ชัดว่าเกิดวิกฤติน้ำขาดแคลนทั่วไป โดยเฉพาะนอกเขตชลประทานสำคัญที่สุด นอกเขตอ่างเก็บน้ำ แล้งแห้งชัดเจน  ปริมาณน้ำในเขื่อนไม่พอ ในเขื่อนแต่แห่งน้ำน้อยเหลือเกินที่พูดน้ำพอใช้ ถามว่ารัฐบาลเอาข้อมูลที่ไหน

ยกตัวอย่างเขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ สิ้นเดือนพ.ย.นี้ หากได้น้ำร้อยละ 67 จะนำมาใช้ไม่ได้ทั้งหมด ต้องมีปริมาณน้ำตายร้อยละ 30 ของความจุ  อีกทั้งตอนนี้เขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ ต้องปล่อยระบายน้ำเลี้ยงพื้นที่ด้านล่าง ส่วนนาข้าวที่ยังไม่ตั้งท้องออกร่วงด้วย ทำให้น้ำน้อยลงทุกกวัน  จะให้พอต้องจำกัดพื้นทำนาปรังแทนที่ปลูกได้ 8-9 ล้านไร่ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา จำกัดเหลือพื้นที่ 4-5 ล้านไร่ แต่ในภาคอีสานไม่พอทุกแห่ง เขื่อนห้วยหลวง จ.อุดรธานี เขื่อนอุบลรัตน์ จ.อุลบราชธานี เขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ เหลือร้อยละ 20 ต้องประกาศงดส่งน้ำให้พื้นที่เกษตรแล้ว อย่างนี้ไม่ไหว แย่ไปหมด

บางแห่งก็สั่งให้ระบายมากเพราะกลัวน้ำท่วม ไม่มีเขื่อนไหนน้ำล้นอ่างเก็บน้ำ  มีแต่สั่งระบายน้ำจากเขื่อน จนพื้นที่ชลประทานน้ำไม่พอ ถ้าบอกว่าพอและความพอคืออะไร ต้องมาจำกัดพื้นที่ ปลูกพืช หลายๆพื้นที่ต้องการเยอะลุ่มน้ำเจ้าพระยามีน้ำเต็มที่รับประโยชน์ ปลูกได้ถึง 10 ล้านไร่ต้องมาจำกัด ชาวนาไม่เชื่อฟังทำอย่างไร เตรียมป้องกันชาวนาเดือดร้อนแย่งน้ำกันใช้ไว้อย่างไร เช่น จ.กาฬสินธุ์ ประกาศไม่มีน้ำให้ทำนาปรัง แต่เอาไว้ส่งเข้าเมืองกันหมดหรืออย่างไร

นายปราโมทย์ กล่าวต่อว่า  คณะกรรมการ กบอ.ไม่ได้เอาตัวเลขข้อมูลน้ำชัดๆมาบอก ความจริงต้องพูดกันเป็นแห่งๆเช่น ภาคอีสาน มีน้ำ 30 ภาคเหนือ 60 แต่กลับเอาค่าเฉลี่ยทั้งประเทศหลอกประชาชน และยังไม่ยอมพูดถึงน้ำใช้การได้มีเท่าไหร่ เพราะไม่กล้ารับผิดที่สั่งการให้ระบายมาเยอะแยะเกินขอบเขตสองเขื่อนรวมกัน 100 กว่าล้านเป็นเดือนๆ ระบายทิ้งระบายขวางด้วยความกลัวน้ำท่วม  น.ส.ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยังบอกบริหารถูกไม่ผิดพลาด  ไปดูได้ว่าสั่งให้เหลือน้ำในเขื่อนร้อยละ 45 ปลายเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ตอนนี้แบะ ๆไม่มีทางแก้กันแล้ว บริหารน้ำไม่ถูกไม่เอาความจริงมาพูดกัน ปริมาณน้ำสำรองยิ่งน้อยลงรัฐบาลก็ยังหาทางไม่เจอปีหน้ายุ่งอีก เพาะไม่มียุทธศาสตร์ชาติมีแต่ยุทธศาสตร์ทางการเมือง ใช้งบประมาณมากแต่ไม่มีทางได้อันตรายสำหรับประเทศไทย อย่างนี้ประเทศพัง

คณะกรรมการ กยน.กล่าวด้วยว่า  ปีนี้ที่น้ำไม่ท่วมไม่ใช่เพราะ คณะกรรมการ กบอ.แต่ธรรมชาติจัดมาไม่มากก็ไม่ท่วม ก็แค่นั้น ไม่ใช่จัดการเก่ง  ธรรมชาติไม่มี อย่างพายุแกมีวาดภาพจนไม่รู้เรื่อง ยังสั่งพร่องน้ำ ระบายน้ำจากเขื่อน ข้อมูลจากทุกประเทศบอกตรงกันว่าถึงกัมพูชา สลายตัวเป็นความกดอากาศต่ำ ไม่ดูข้อมูลวิทยาศาสตร์แท้จริง แย่มากใช้เดามัว บริหารอย่างนี้ไม่ไหว การสู้รับตบมือกับภัยแล้งทำอย่างไร เวลานี้ทำฝนหลวงไม่ได้เพราะความชื้นในบรรยากาศไม่มีทำอย่างไรก็ไม่ตก ทำได้อีกทีปลายเดือนเม.ย. พ.ค.ปีหน้า ตอนนั้นตายยังเขียด เจาะบ่อบาดาลในภาคอีสานไม่มีแหล่งน้ำใต้ดินใช้ได้เลย น้ำบาดาลเป็นน้ำเค็ม เจาะได้เป็นบางย่อม ใกล้แนวแม่น้ำชี มูล แต่ปีนี้ระดับน้ำชี มูล มีระดับน้อยวิฤกติแล้วอีกเดือนเดียวเดินข้ามได้ ไม่มีน้ำให้ผันไปช่วยที่อื่น

ขณะนี้ปริมาณน้ำสองเขื่อนมีเพียง 8 พันกว่าล้านลบม.ต้องเก็บสำรองไว้ต้นหน้าฝนอีก 2 พันล้านลบม.เหลือปลูกข้าว 6 พันล้านลบม. อาจสร้างวิกฤติการณ์เขื่อนไม่มีผลิตไฟฟ้า หน้าแล้งอันตรายมาก คนใช้น้ำจากสองเขื่อนเยอะทั้ง คนกรุงเทพ นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา มีน้ำจากเขื่อนแควบำรุงแดน เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มาช่วยได้นิดหน่อยเพราะพื้นที่นาปรังทั่วประเทศ 13 ล้านไร่ เห็นแล้งน่าเป็นห่วงจริงๆ.

เจ้าวัดร้องดีเอสไอ"อาจารย์หนู"อมเงินบริจาคกว่า300ล้าน


วันนี้ (18 ต.ค.) ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) พระใบฎีกาเทียนชัย สุภัทโท เจ้าอาวาสวัดแม่ตะไคร้ ต.ทาเหนือ อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ขอให้ตรวจสอบพฤติกรรมนายสมพงษ์ กันภัย หรืออาจารย์หนู กันภัย และบุคคลใกล้ชิด เนื่องจากตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีความไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับเงินบริจาคของ ประชาชนที่ได้ร่วมบริจาคเพื่อบูชาวัตถุมงคลต่างๆ เพื่อนำเงินดังกล่าวไปสร้างหลวงปู่ทวดสูง 45 เมตร องค์ใหญ่และสูงที่สุดในโลกของวัดแม่ตะไคร้
ที่ผ่านมามีการประชาสัมพันธ์เพื่อจำหน่ายวัตถุมงคลต่างๆ ได้แก่ เหรียญยันต์ 5 แถวหนุนดวง เหรียญดวงพระประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน  และเหรียญพระพุทธเจ้าชนะมาร  ผ่านทางช่องเคเบิ้ลทีวีหลายช่อง  ตั้งแต่ปี 2551 ทำให้มีผู้สนใจร่วมบริจาคจำนวนมาก  โดยรายได้ทั้งหมด วัดมอบให้อาจารย์หนูซึ่งเป็นประธานในการจัดสร้างเป็นผู้ดูแลโดยวัดไม่มี โอกาสเข้าไปรับรู้เรื่องรายได้
พระใบฎีกาเทียนชัย กล่าวต่อว่า ต่อมาพบความผิดปกติเพราะทราบว่ามีการนำเงินบริจาคที่รวบรวมได้นำไปซื้อ ที่ดินถวายวัด เป็นที่ธรณีสงฆ์ แล้วนำไปก่อสร้างอุทยานหลวงปู่ทวด แต่กลับใส่ชื่อ น.ส.อรวรรณ วิลาทอง ภรรยาอาจารย์หนู เป็นเจ้าของในโฉนดที่ดิน อ้างว่าจะโอนให้ภายหลัง แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่โอนคืนวัด อีกทั้งหลังการสร้างอุทยานหลวงปู่ทวดตั้งแต่ปี 2551 ถึงปัจจุบัน อาจารย์หนูนำเงินมาให้ทางวัดรวมประมาณ 15 ล้านบาทเท่านั้น ทำให้การก่อสร้างไม่คืบหน้าเท่าที่ควร สร้างได้แค่ฐานรากงานก็ต้องหยุดชะงัก ทั้งที่มีเงินบริจาคเข้ามาจำนวนมาก
จากการสอบถามผู้เกี่ยวข้อง คือนายภุชงค์ สิริธัญผล ประธานบริษัท โอมมหารวย จำกัด ผู้จัดทำรายการประชาสัมพันธ์ ทราบว่าบริษัทนำเงินที่จะนำไปสร้างหลวงปู่ทวดจ่ายให้อาจารย์หนูทุกเดือน อย่างต่อเนื่องคาดว่าจะเป็นเงินไม่ต่ำกว่า 100  ล้านบาท
เจ้าอาวาสวัดแม่ตะไคร้ กล่าวต่อว่า ขณะนี้มีพยานหลักฐานที่ค่อนข้างชัดเจนว่าอาจารย์หนูมีเจตนาหลอกลวงวัด และประชาชนที่ศรัทธา ด้วยการสร้างวัตถุมงคล แต่กลับนำรายได้จากการบูชาวัตถุมงคลเหล่านี้ไปจัดซื้อและสร้างอสังหาริม ทรัพย์ และสังหาริมทรัพย์หลายรายการ รวมถึงมีการขึ้นราคาค่าสักยันต์โดยอ้างจะนำเงินสมทบทุนสร้างหลวงปู่ทวดด้วย
จากการรวบรวมข้อมูลพบว่าเงินที่ได้จากความศรัทธาร่วมบูชาวัตถุมงคลมีไม่ ต่ำกว่า 300 ล้านบาท  อย่างไรก็ตาม วัดได้ร้องขอความร่วมมือไปยังคนสนิทของอาจารย์หนูเพื่อขอให้ช่วยสืบที่มาที่ ไปของเงิน ก็พบว่ามีการนำเงินจำนวนดังกล่าวไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ และสังหาริมทรัพย์หลายรายการ ทั้งรถยนต์ ประกันชีวิต ที่ดิน บ้านเดี่ยว แมนชั่น  คอนโดมิเนียมหรูหลายแห่ง อาทิ บ้านเดี่ยว 2 ชั้น ย่านปากเกร็ด จ.นนทบุรี มีการใส่ชื่อลูกชายเป็นเจ้าของ  รถยนต์ 18 คันซึ่งซื้อด้วยเงินสดในชื่ออาจารย์หนู  ภรรยา และญาติ รวมมูลค่ากว่า 25 ล้านบาท รีสอร์ตบ้านสวนอรรวินท์ การ์เด้นท์ จ.สระบุรี  เนื้อที่ 32 ไร่ มีบ้านในรีสอร์ต 10 หลังพร้อมสระว่ายน้ำและคลับเฮ้าส์ มูลค่ากว่า 120 ล้านบาท  พร้อมที่ดินข้างเคียงอีก 3 แปลง เป็นชื่อภรรยาอาจารย์หนู
พระใบฎีกาเทียนชัย  กล่าวด้วยว่า  จากหลักฐานที่พบเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นที่รวบรวมได้ว่าอาจารย์หนูซื้อสิ่ง เหล่านี้มาด้วยเงินสด และจดทะเบียนชื่อนิติกรรมของตนเอง และคนใกล้ชิด  ส่อเจตนาซ่อนเร้นเงินรายได้ที่ได้จากการบูชาวัตถุมงคลที่อ้างว่าจะนำมามอบ ให้วัดไปสร้างหลวงปู่ทวดสูง 45 เมตร ดังนั้น ขอให้เบื้องต้นขอให้ดีเอสไอส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบทรัพย์สินทั้งหมดของ อาจารย์หนู และคนใกล้ชิด เพื่อสืบหาข้อเท็จจริงที่มาของทรัพย์สินจำนวนมหาศาลว่ามีที่มาถูกต้องหรือ ไม่
ด้านนายธาริต ที่มารับหนังสือร้องเรียนด้วยตนเอง กล่าวว่า เบื้องต้นนั้นได้รับหนังสือไว้แล้ว และจะได้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร็ว ต้องให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ และประสานข้อมูลกับเจ้าอาวาสวัดแม่ตะไคร้ เพื่อตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้ง
ต่อมาผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้านเลขที่ 95/5 หมู่บ้านพูลศรี หมู่ 1 ต.บางขะแยง อ.เมือง จ.ปทุมธานี บ้านของอาจารย์หนู กันภัย เพื่อสอบถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น อาจารย์หนูเปิดเผยว่า ไม่คิดว่าพระใบฎีกาเทียนชัยจะมาทำเรื่องแบบนี้ เพราะที่ผ่านมา ตนทำแต่คุณงามความดี ช่วยเหลือบูรณะปฏิสังขรณ์พุทธศาสนามาโดยตลอด การที่พระใบฎีกาเทียนชัยมาร้องเรียนครั้งนี้ถือเป็นสิทธิของท่าน แต่สิ่งที่ตนทำอยู่ทุกวันนี้ก็เป็นสิ่งถูกต้องเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสร้างหลวงปู่ทวด ที่วัดแม่ตะไคร้ ได้จ่ายเงินไปแล้วครบทุกบาททุกสตางค์ มีหนังสือยืนยันจากช่าง แม้โรงหล่อก็รับเงินไปเรียบร้อยแล้วเช่นกัน จึงไม่ทราบว่าพระใบฎีกาเทียนชัยจะมาร้องเรียนเพื่ออะไร
สำหรับเรื่องเงินที่กล่าวหาว่าใช้ชื่อวัดแม่ตะไคร้หาเงินนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะก่อนที่พระใบฎีกาเทียนชัยจะมาสักยันต์กับตน วัดแม่ตะไคร้ และพระใบฎีกาเทียนชัยแทบจะไม่มีผู้ใดรู้จักเลย แต่พอไม่นาน ตนได้อุทิศภาวนาไว้ว่าจะสร้างหลวงปู่ทวดองค์ใหญ่ที่สุดเพื่อไว้ให้ประชาชน ทั่วสารทิศได้มากราบไหว้บูชา พระใบฎีกาเทียนชัยจึงขอให้มาสร้างที่วัดแห่งนี้ ตนและคณะกรรมการจึงลงความเห็นว่าจะสร้าง โดยจะหาเงินด้วยการสักยันต์ และให้เช่าวัตถุมงคลตามแต่กำลังจะหาได้
อาจารย์หนู กล่าวต่อว่า เมื่อเริ่มสร้าง ได้จ่ายเงินให้กับพระใบฎีกาเทียนชัยไปแล้วหลายล้านบาท แต่ช่างหล่อพระก็มาทวงว่ายังไม่ได้รับเงิน ตนจึงสอบถามทางวัดก็ได้รับคำตอบไม่ชัดเจนนัก จึงตัดสินใจนำเงินที่สร้างหลวงปู่ทวดไปจ่ายให้กับทางช่างหล่อพระด้วยตนเอง ครบทุกบาททุกสตางค์ พร้อมกับมีหนังสือใบเสร็จรับเงินด้วย เรื่องทั้งหมด ตนอาจจะไม่เข้าใจอะไรบางอย่าง หรือพระใบฎีกาเทียนชัย คงจะเข้าใจผิดที่คิดว่าเงินที่อาจารย์สักยันต์นั้นจะต้องไปให้ทางวัดทั้งหมด คงไม่ถูกต้อง ซึ่งที่ผ่านมามีแต่เมตตา ช่วยเหลือทุกคนแม้แต่บรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายที่ได้รับความเดือดร้อน จึงไม่คิดว่าสิ่งที่เราสร้างจะมาทำลายเราเอง.

มะกันรวบ32คนไทยปลอมกรีนการ์ด


วันนี้ (18 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวเดลินิวส์ประจำประเทศสหรัฐอเมริกา รายงานว่าหนังสือพิมพ์ปาล์ม บีช โพสต์ ประจำวันที่ 15 ต.ค.รายงานข่าวว่า เจ้าของร้านอาหารไทยและเพื่อน 4 คน  รวมทั้งพนักงานร้านอาหาร คนไทยอีก 28 คน ถูกจับข้อหาจ้างวานทำกรีนการ์ด (บัตรเขียว-ใบอนุญาตสำหรับผู้อพยพถาวรในสหรัฐอเมริกา)ปลอม
จากการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรเมืองเวโร บีช รัฐฟลอริด้า แจ้งว่าเมื่อวันที่ 11 ต.ค. เจ้าหน้าที่ได้บุกเข้าจับนางทิพย์ฝัน (ไม่ทราบนามสกุล) เจ้าของร้านอาหารซาร่าห์ ทิพย์ฝัน บางกอก เรสเตอรองท์ ตั้งอยู่บนถนนโฟร์ตี้ อเวนิว พร้อมเพื่อนอีก 3 คน ในข้อหาได้จ่ายสินบนให้แก่สายลับซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักงานตรวจคนเข้า เมือง และศุลกากร ของกลางเงินสด 3.13 แสนดอลลาร์ หรือประมาณ 9.39 ล้านบาท เพื่อแลกกับการทำกรีนการ์ดปลอมให้แก่คนงาน 28 คนจากประเทศไทย
จากบันทึกเอกสารของศาลแจ้งว่า ร้านอาหารซาร่าห์ ทิพย์ฝัน บางกอก เรสเตอรองท์ ถูกปิดเมื่อเร็วๆ นี้ เนื่องมาจากการสืบสวนทางลับของสายสืบในช่วง  11 เดือนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สายลับได้แสดงตนเป็นบุคคลผู้สามารถจะทำกรีนการ์ดปลอมให้แก่ พนักงานได้ ในราคา 2 หมื่นดอลลาร์ต่อคน โดยให้จ่ายเงินล่วงหน้าคนละ 1 หมื่นดอลลาร์ ส่วนที่เหลือจะจ่ายในวันรับกรีนการ์ดปลอม
ทั้งนี้เอกสารของศาลระบุว่านางทิพย์ฝัน(Tipfun) เจ้าของร้าน เป็นผู้ริเริ่มขบวนการนี้ โดยศาลกล่าวว่า นางทิพย์ฝัน ได้กระทำผิดกฎหมายมาตั้งแต่วันที่ 22 ธ.ค.2554 ถึง ต.ค.2555 นอกจากนางทิพย์ฝันแล้ว ยังมีผู้ร่วมขบวนการชื่อนายสถาพร พนมวัน ณ อยุธยา เจ้าของร้านไก่ทอดที่เมืองกิ๊ฟฟอร์ด นายฉัตรชัย  นครไพร เจ้าของห้องอาหารไทยที่เมืองเมลเบิร์น พร้อมทั้งน้องสะใภ้ของฉัตรชัย  คือนางบัวติ่ง น่วมปะโทน โดยเอกสารของศาลไม่ได้ระบุชื่อร้านอาหารทั้ง 2 แห่งไว้ในบันทึก
เอกสารของศาลเปิดเผยต่อไปว่า นางทิพย์ฝันผู้จ้างวานทำกรีนการ์ดปลอมนี้ ได้มอบเงินให้แก่สายลับ  และได้เป็นผู้ประสานงานให้สายลับพบกับพนักงานที่ต้องการกรีนการ์ดปลอมที่ บ้านของเธอ หรือที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งที่เมืองฟอร์ดเพี๊ยซ ซึ่งเธอเคยเป็นเจ้าของมาก่อน  ในการพบกันระหว่างพนักงานที่อยู่อย่างผิดกฎหมายหลายคนกับสายลับครั้งหนึ่ง นางทิพย์ฝัน ได้บอกแก่สายลับว่าอย่านับเงินสดต่อหน้าพนักงานที่ต้องการกรีนการ์ดปลอม เพราะทางผู้ประสานงานได้เรียกร้องเงินจากผู้ต้องการมากเกินกว่าที่ทางสายลับ เรียกร้อง   อย่างไรก็ตาม พนักงานหลายคนได้ไปหานางทิพย์ฝัน เพื่อนัดหมายให้ได้พบกับสายลับ และในการพบกับสายลับครั้งแรก นางทิพย์ฝันตกลงจะจ่ายค่าทำกรีนการ์ดปลอมในราคา  2 หมื่นดอลลาร์ต่อคน   
นอกจากนี้เอกสารของศาลยังระบุอีกว่า นางทิพย์ฝันอาสาจะแนะนำเจ้าของห้องอาหารไทยคนอื่นๆ ให้แก่สายสืบลับได้รู้จัก เพื่อทำกรีนการ์ดปลอมให้แก่พนักงานอื่นๆ ด้วย.

ก.คลังติงประมูล 3จี กสทช.อาจอยู่ในข่ายฮั้ว!


วันนี้ (19 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีทางการอิเล็กทรอนิกส์ กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ได้มีหนังสือด่วนที่สุดถึงประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เรื่องการจัดประมูลคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิร์ตซ เพื่อให้บริการ 3จี ของกสทช.เมื่อวันที่ 16 ต.ค.55 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประมูล 3 ราย ประกอบด้วย บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค ประมูลคลื่นความถี่ได้ในราคา 14,625 ล้านบาท บริษัท ดีแทค เนควอร์ค และ บริษัท เรียล ฟิวเจอร์ ประมูลคลื่นความถี่ไปในราคา 13,500 ล้านบาทเท่ากัน รวมทั้งสามรายประมูลคลื่นความถี่ไปในมูลค่า 41,625 ล้านบาท
ทั้งนี้ ใจความสำคัญของหนังสือดังกล่าวระบุว่า คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ (กวพ.อ.) พิจารณาแล้วเห็นเมื่อนำการประมูล 3จี ของสำนักงาน กสทช. มาพิจารณาในหลักการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการ ทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2549 พบว่า การดำเนินการจัดประมูล 3จี เมื่อวันที่ 16 ต.ค.55 มีผู้ประมูล 3ราย โดยมีการเสนอราคาเพิ่มขึ้นน้อยครั้งเมื่อเทียบกับระยะเวลาที่กำหนดให้มีการ ประมูล และคลื่นความถี่ที่ประมูลมีจำนวนพอดีกับผู้เสนอราคาที่สามารถจัดสรรได้รายละ 3 สล๊อต กรณีนี้จึงถือได้ว่าการประมูลดังกล่าวไม่มีการแข่งขันราคาอย่างแท้จริงตาม เจตนาของการประมูลด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ประกอบกับผู้ชนะการประมูลจะได้รับประโยชน์จากการให้บริการอย่างต่อเนื่อง เป็นเวลานาน เนื่องจากคลื่นความถี่เป็นทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ดังนั้นหากการจัดสรรทรัพยากรคลื่นความถี่กรณีนี้เป็นไปอย่างไม่เหมาะสม หรืออาจมีลักษณะการสมยอมราคาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการ เสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 (พ.ร.บ.ฮั้ว) จะส่งผลให้รัฐเสียรายได้อย่างมหาศาล และคณะกรรมการ กสทช.อาจอยู่ในข่ายต้องรับผิดตามกฎหมายดังกล่าว
สำหรับวันนี้เวลา 10.00-12.00 น. สำนักงานกสทช.ได้ออกหมายเชิญผู้สื่อข่าวร่วมทำข่าว “การชำระเงินค่าประมูลคลื่นความถี่ ไอเอ็มที ย่าน 2.1 กิกะเฮิร์ตซ งวดแรก จากผู้เข้าประมูลใบอนุญาตให้ใช้คลื่น” ณ อาคารหอประชุม ชั้น 1 สำนักงาน กสทช. ซอยสายลม  ถนนพหลโยธิน  กรุงเทพฯ

ผงะ!ตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญอันตราย


         เมื่อวันที่ 19 ต.ค. นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รมช.สาธารณสุข กล่าวว่า สำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร และศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ทั้ง 14 แห่งทั่วประเทศ ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ร่วมกับ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ดำเนินโครงการสำรวจสถานการณ์ความปลอดภัยของน้ำดื่มจากตู้น้ำหยอดเหรียญใน ปี 2555 เพื่อประเมินคุณภาพและความปลอดภัยของน้ำดื่มจากตู้น้ำหยอดเหรียญทั่วประเทศ โดยการเก็บตัวอย่างน้ำตรวจวิเคราะห์จำนวน 1,871 ตัวอย่าง พบว่า ไม่ผ่านมาตรฐานจำนวน 633 ตัวอย่าง คิดเป็น 33.8 % โดยมีตัวอย่างที่ไม่ผ่านมาตรฐานทางด้านเคมี  487 ตัวอย่าง คิดเป็น 26 %  ซึ่งได้แก่ ค่าความเป็นกรดเป็นด่าง ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ค่าความกระด้างหรือมีปริมาณสิ่งแปลกปลอมสูงเกินมาตรฐาน
         รมช.สาธารณสุข กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ในบางพื้นที่ ยังตรวจพบสารปนเปื้อนที่คาดว่าอาจเป็นปัญหา โดยตรวจพบ ไนเตรท มากที่สุด  1.5 % รองลงมา ได้แก่ แมงกานีส  0.5 % ฟลูออไรด์  0.3 % สังกะสี  0.2 %  เหล็กและตะกั่ว 0.1% และในการทดสอบความปลอดภัยจากเชื้อจุลินทรีย์ พบตัวอย่างที่ไม่ผ่านมาตรฐาน  303 ตัวอย่าง คิดเป็น 16.2%  โดย พบเชื้อโคลิฟอร์มมากที่สุด ซึ่งคิดเป็นจำนวนกว่า 80 % ของตัวอย่างที่ผิดมาตรฐานในด้านนี้ เชื้อจุลินทรีย์อื่นๆ ที่ตรวจพบ รองลงมาได้แก่ อี.โคไล  และเชื้อโรคอาหารเป็นพิษ เช่น แซลโมเนลล่า และแสตปฟิโลค็อกคัส ออเรียส  นอกจากนี้ในบางพื้นที่ยังตรวจพบเชื้อก่อโรคอื่นๆ เช่น บาซิลลัส ซีเรียส   และ คลอสตริเดียม เพอร์ฟริงเจนส์ อีกด้วย
         ด้าน นพ.นิพนธ์ โพธิ์พัฒนชัย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า  การสำรวจน้ำดื่มจากตู้น้ำหยอดเหรียญ แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการหรือผู้รับผิดชอบน้ำดื่มตู้หยอดเหรียญบางรายขาด การดูแลบำรุงรักษาเครื่องกรองน้ำ ซึ่งเป็นอุปกรณ์หลักของตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญ ทำให้ประสิทธิภาพการกรองต่ำลง และ เกิดการสะสมของจุลินทรีย์ ทำให้ตรวจพบสารปนเปื้อนซึ่งแสดงว่าน้ำดื่มไม่ได้มาตรฐาน และการตรวจพบการปนเปื้อนเชื้อโคลิฟอร์ม อี.โคไล และเชื้อโรคอาหารเป็นพิษก็แสดงว่าน้ำไม่สะอาดไม่ควรบริโภค เพราะเชื้อโคลิฟอร์ม อี. โคไล นั้นเป็นจุลินทรีย์ที่บ่งบอกสุขลักษณะความสะอาดของน้ำดื่ม นอกจากนี้ในกรณีที่ผู้บริโภคได้รับเชื้อโรคอาหารเป็นพิษจะทำให้เกิดอาการทาง เดินอาหารได้ภายใน 2 - 24 ชั่วโมง ผู้ที่ได้รับเชื้อดังกล่าวอาจมีอาการท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะและเกิดตะคริวที่ท้องได้ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงควรให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการที่ติดตั้งตู้น้ำดื่ม หยอดเหรียญให้ดูแลและบำรุงรักษาตู้หลังการติดตั้งอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งกำหนดเกณฑ์หรือมาตรฐานการผลิตที่เหมาะสม เพื่อใช้กำกับและควบคุมธุรกิจการผลิตน้ำดื่มตู้หยอดเหรียญให้ได้คุณภาพและ ปลอดภัย โดยผู้ประกอบการและผู้รับผิดชอบดูแลตู้ควรมีความรับผิดชอบใส่ใจในคุณภาพความ ปลอดภัยของผู้บริโภคด้วย.

Blog Archive

Design Downloaded from ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ รามคำแหง บางกะปิ | Free Textures | Web Design Resources