วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ยายฆ่าหลานถูกขังคืนแรกไม่เครียดปรับตัวได้


วันนี้( 19 ก.ค.) นางศิริพร   ชูติกุลัง  ผอ.ทัณฑสถานหญิงกลาง  กล่าวว่าช่วงค่ำวันที่ 18 ก.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจสน.พระโขนงได้ส่งตัวนางสมจิตร  จำปาดี  อายุ 55 ผู้ต้องหาคดีฆ่าน้องเบิร์ดหลานชายวัย 13 ปี ภายในคอนโดย่านประเวศน์ มาคุมขังยังทัณฑสถานหญิงกลาง ตนจึงนำตัวผู้ต้องหาไปควบคุมที่แดนแรกรับ(แดน 1) พร้อมสั่งให้เจ้าหน้าที่และเพื่อนผู้ต้องขังคอยสอดส่องดูแลความปลอดภัย แต่ถึงขณะนี้ ยังไม่มีความผิดปกติที่น่าห่วง โดยนางสมจิตรยังคงมีสภาพจิตที่ดี ไม่มีอาการเครียด เนื่องจากเคยถูกคุมขังมาก่อนหน้านี้จึงสามารถปรับตัวเข้ากับในเรือนจำได้    อย่างไรก็ตาม ในช่วงเทศกาลวันแม่แห่งชาติ ในช่วงวันที่ 6-10 ส.ค.นี้ ทัณฑสถานหญิงกลางจะจัดงานวันกอดแม่ แม่กอดลูก โดยเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังหญิงทุกคนมีส่วนร่วมและให้ญาติเข้าเยี่ยมได้ใกล้ ชิดรวมถึงนางสมจิตรด้วยทั้งนี้ ปัจจุบันทัณฑสถานหญิงกลางมีผู้ต้องขังรวมทั้งสิ้น 4,400 คน.

จำคุก 117 ปี หนุ่มติดเกมแฮกแบงก์ดัง


เมื่อเวลา 09.30 น. (วันนี้ 19 ก.ค.) ที่ห้องพิจารณาคดี 908 ศาลอาญารัชดาภิเษก  ศาลขึ้นนั่งบังลังก์อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.3713/54ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 1 เป็นโจทก์ ฟ้องนายเอกพันธ์ กุมมาน้อย อายุ 24 ปี เป็นจำเลยในความผิดฐาน เข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์และข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ลักทรัพย์ในเวลากลางคืน และใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบโดยโจทก์บรรยายฟ้องสรุปว่า ระหว่างวันที่ 26 พ.ค. -  8 ก.ค.54 จำเลยได้สุ่มรหัสผ่านของผู้เสียหายที่ 2-15 เพื่อเข้าถึงข้อมูลรายชื่อประจำตัวผู้เสียหายที่ 2-15 อันเป็นรหัสผ่านบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ ฯ ผู้เสียหายที่ 1 ออกให้โดยมิชอบและโดยทุจริต เมื่อจำเลยเข้าไปทำรายการถอนเงินจากบัญชีผู้เสียหายอีก14 ราย ผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ตของธนาคารไทยพาณิชย์ รวม 39 ครั้ง และได้เงินไป 103,050 บาท เหตุเกิดที่ แขวงและเขตจตุจักร และแขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กทม. ขอให้ลงโทษตาม  ประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา 269/5 ,269/7, 334, 335,พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3,5,7,9  ให้จำเลยคืนเงิน 103,050 บาทให้แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ ฯ
จำเลยรับสารภาพว่า เป็นนักเล่นเกมส์ออนไลน์ เข้ารหัสจากการสุ่มตัวเลขเรียงง่ายๆ หรือเลขตอง เมื่อรหัสตรงกับผู้เสียหายรายได้จะถอนเงินออกจากบัญชี ไปเล่นเกมส์ออนไลน์ และชำระค่าโทรศัพท์มือถือ ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การกระทำของจำเลยมุ่งต่อประโยชน์ส่วนตน เป็นภัยต่อสังคม แต่จำเลยได้บรรเทาผลร้ายด้วยการชดใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหาย จำนวน 103,050 บาท แล้ว  พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ อันเป็นบทลงโทษหนักสุด จำคุก 39 กระทงๆ ละ 3 ปี รวม 117 ปี ปรับกระทงละ 900 บาท  เป็นเงิน 35,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุกรวม 58 ปี 5 เดือน ปรับ 17,550 บาท แต่คงให้จำคุกสูงสุดเป็นเวลา 20 ปี ตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้จากรายงานการสืบเสาะ ประวัติ การศึกษา สถานครอบครัว  มาประกอบการพิจารณา เห็นว่าจำเลย ไม่เคยกระทำผิดหรือรับโทษทางอาญามาก่อน ทั้งมีบิดา มารดา และบุตร ต้องดูแล เห็นสมควรให้กลับตัวเป็นพลเมืองดี  โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี ให้คุมประพฤติเป็นเวลา 2 ปี โดยให้รายงานตัวกับเจ้าพนักงานคุมประพฤติมีกำหนด 8 ครั้ง และให้บำเพ็ญประโยชน์เป็นเวลา 48 ชั่วโมง .

"ปชป."เรียงหน้าอุ้ม "กทม." จวกรัฐบาลจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วม


วันนี้ ( 19 ก.ค.) ที่พรรคประชาธิปัตย์ 3 ส.ส.กรุงเทพฯ พร้อมด้วย 2 อดีตผู้สมัครส.ส.กรุงเทพฯ ในเขตพื้นที่น้ำท่วม ร่วมแถลงข่าวเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาจ่ายเงินชดเชยน้ำท่วมให้กับคน กทม.อย่างเป็นธรรม โดยนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กล่าวว่า ในวันที่ 20 ก.ค.ที่จะถึงนี้ นายกรณ์ จาติกวนิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะนำทีมส.ส.กรุงเทพฯ เข้ายื่นหนังสือต่อน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องขอให้เพิ่มอำนาจผู้ว่าฯกทม.ในการจ่ายเงินชดเชยน้ำท่วม ที่ผู้ว่าฯกทม.ไม่มีอำนาจอนุมัติใน 3 รายการ คือค่าเครื่องนุ่งห่ม เครื่องครัว และเครื่องนอน ซึ่งทำให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วมในเขตกทม. ได้รับเงินชดเชยไม่เท่ากับจังหวัดอื่น ๆ และ ขอให้ใช้ระบบเหมาจ่ายค่าชดเชยในวงเงินไม่เกิน 2 หมื่นบาทต่อครัวเรือน และไม่ควรที่จะนำเรื่องนี้มาเป็นเกมการเมือง

นายเอกณัฏ พร้อมพันธุ์ ส.ส.กรุงเทพฯ เขตทวีวัฒนา-หนองแขม  กล่าวว่า ที่ผ่านมาเกิดปัญหาความล่าช้าและไม่เป็นธรรมในการจ่ายเงินมีความพยายามโยน ให้เป็นความรับผิดชอบของกทม. ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะอำนาจการอนุมัติอยู่กรมป้องกันและบรรเทาสาธาณภัย (ปภ.) ทำให้ประชาชนเกิดความสับสน ซึ่งตนเคยทวงถามมาตลอด แต่ไม่คืบหน้าดังนั้นหากยังไม่แก้ปัญหาพวกตนในฐานะส.ส.จะแสดงจุดยืน และประกาศให้ทราบว่าประชาชนพร้อมที่จะต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม หากยังพยายามโยงเรื่องนี้เข้าสู่การเมือง
ขณะที่ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก ส.ส.กรุงเทพฯ เขตบางพลัด พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเกิดปัญหาเกี่ยวกับการลอกท่อเตรียมรับมือน้ำท่วม โดยได้ประสานไปยังกรมราชทัณฑ์ในการส่งเจ้าหน้าที่มาลอกท่อในเขตบางพลัด จำนวน 45 ซอย แต่ลอกได้แค่ 4 ซอย แล้วไม่มาลอกอีก อ้างว่าลอกท่อครบ 300 กิโลเมตรทั่วกทม.แล้ว แต่จากการตรวจสอบพบว่ากรมราชทัณฑ์ไปลอกท่อในพื้นที่ของส.ส.พรรครัฐบาล เช่นเขตดอนเมือง
ส่วนนายแทนคุณ จิตต์อิสระ อดีตผู้สมัครส.ส.กรุงเทพฯ เขตดอนเมือง กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาลจ่ายเงินชดเชยตามที่เคยรับปากไว้กับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มชาวบ้านแนวบิ๊กแบ๊ค ที่เคยประกาศว่าจะจ่ายให้ครัวเรือนละ 4.5 หมื่นบาท แต่จนบัดนี้ยังไม่ได้รับเงินดังกล่าวเลย นอกจากนี้อยากให้รัฐบาลจัดการกลุ่มผู้ปลุกระดมใส่ร้ายว่าเป็นความผิดของ กทม.ที่จ่ายเงินเยียวยาล่าช้า เพราะไม่เป็นความจริง จึงอยากให้รัฐบาลตรวจสอบว่าใครอยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวครั้งนี้.

"ยิ่งลักษณ์" ขอใช้ความเป็นผู้หญิง แก้ปัญหาประเทศด้วยความประนีประนอม


ภารกิจนายกฯปูเยือนเยอรมันวันที่ 3 ก่อนบินต่อไปฝรั่งเศส ย้ำต่อหน้ามูลนิธิการเมืองเยอรมัน รัฐบาลมุ่งมั่นสร้างความปรองดองในประเทศ ยันใช้ความเป็นผู้หญิงแก้ปัญหาและหาทางออกให้ประเทศอย่างรอบคอบ-ประนีประนอม

ผู้สื่อข่าวรายงานภารกิจของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในการเดินทางเยือนสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 17-19 ก.ค. ว่า ในวันนี้ (19 ก.ค. )เวลา 08.15 น. (ตามเวลาท้องถิ่นซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง) นายกรัฐมนตรี มีกำหนดการเปิดงานสัมมนาอบรมผู้ประกอบการอาหารไทยในเยอรมนี พบชุมชนคนไทยที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน และเวลา 10.00 น. เดินทางไปเมืองมิวนิค รัฐบาวาเรีย เพื่อหารือกับคณะนักธุรกิจเยอรมนี และพบชุมชนไทยในรัฐบาวาเรียในช่วงเย็น จากนั้นเวลา 19.00 น. นายกรัฐมนตรี และคณะจะออกเดินทางจากท่าอากาศยานมิวนิค โดยเครื่องบินการบินไทยจำกัด (มหาชน) ไปยังกรุงปารีส เพื่อเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการในระหว่างวันที่ 19-21 ก.ค.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้เมื่อเวลา 17.00 น. ของวันที่ 18 ก.ค.  ที่โรงแรม Adlon Kempinski  สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี นายกรัฐมนตรี ได้พบหารือกับผู้แทนมูลนิธิการเมืองเยอรมันที่มีกิจกรรมในไทย ซึ่งปัจจุบันมี 6 มูลนิธิ เน้นการเผยแพร่หลักการด้านประชาธิปไตย และระบบนิติรัฐ โดย นายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งว่า รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะสร้างความปรองดอง เพื่อให้เกิดเสถียรภาพ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนชาวไทยและชาวต่างประเทศ ทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพและสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างเต็มที่ และจะได้ใช้ความเป็นสตรี ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความสงบ แก้ปัญหาและหาทางออกให้ประเทศอย่างรอบคอบและประนีประนอม
ขณะที่ผู้แทนจากมูลนิธิต่างๆ ได้แสดงความเชื่อมั่นต่อบทบาทของนายกรัฐมนตรี และนโยบายของรัฐบาลในการแก้ปัญหาและสร้างความปรองดอง พร้อมทั้ง ยืนยันที่จะสนับสนุนการพัฒนาทางการเมืองของไทย และสร้างประโยชน์ต่อสังคมไทยต่อไป

จากนั้นเวลา 19.00 น. นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกล่าวเปิดงานเลี้ยงรับรองเพื่อฉลองวาระครบรอบ 150 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต และกิจกรรมสัมมนานักธุรกิจไทย-เยอรมนี โดยนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงโอกาสและประโยชน์ที่จำนวนมากที่นักธุรกิจเยอรมนีจะเข้ามาลงทุนใน ประเทศไทย และอาเซียน เพราะรัฐบาลมีโครงการลงทุน 73 พันล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งด้านสาธารณูปโภคต่างๆ รถไฟความเร็วสูง และการขยายสนามบินสุวรรณภูมิ เป็นต้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการค้า การลงทุน และรองรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นจากเยอรมนี รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์เพื่อขยายการเชื่อมโยงในภูมิภาคอาเซียน และประเทศต่างๆ ต่อไป

รวบนักเรียนนักเลง18คนอาวุธเพียบ


เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 18 ก.ค. ร.ต.ท.ยุทธภูมิ อภิรมยานนท์ หัวหน้าชุดจู่โจม บก.น.9 รับแจ้งมีกลุ่มนักเรียนช่างกลรวมตัวกันคล้ายจะก่อเหตุบริเวณป้ายรถประจำทาง แยกวัดหัวกระบือ แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ จึงนำกำลังรุดไปตรวจสอบ พบกลุ่มนักเรียนโรงเรียนพาณิชยการชื่อดัง  และกลุ่มนักเรียนโรงเรียนเทคโนโลยีแห่งหนึ่ง รวมตัวกันอยู่ประมาณ 20 คน จึงแสดงตัวเข้าขอตรวจค้นปรากฏว่ากลุ่มนักเรียนทั้ง 2 ฝ่าย แยกย้ายวิ่งหนีตำรวจกระเจิดกระเจิง
แต่สามารถจับกุมได้ทั้งสิ้น 18 คน เป็นนักเรียนระดับชั้น ปวช.ปีที่ 1 และ ปวช.ปีที่ 2 อายุระหว่าง 15-17 ปี ของทั้งสองสถาบัน จากการตรวจค้นอาวุธในตัวทั้ง 2 ฝ่าย พบมีดดาบ 5 เล่ม และขวาน 2 เล่ม จึงควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ท่าข้าม ทำการเปรียบเทียบปรับคนละ 100 บาท ฐานพกพาอาวุธมีดและขวานไปในที่สาธารณะ พร้อมประสานอาจารย์และผู้ปกครองของเด็กทั้งหมดมารับทราบพฤติกรรมก่อนอนุญาต ให้รับตัวกลับบ้านพัก

จีที200-อัลฟ่า6 ส่อฮั้วประมูล


เมื่อวันที่ 18  ก.ค. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)   นายธาริต  เพ็งดิษฐ์  อธิบดีดีเอสไอ  เปิดเผยว่าดีเอสไอได้สรุปผลการสืบสวนสอบสวนกรณีทุจริตการจัดซื้อเครื่องตรวจ วัตถุต้องสงสัย จีที 200 และอัลฟ่า 6 แล้วพบว่ากรณีดังกล่าวมีมูลความผิด 2 ประเด็นคือ การจัดซื้อราคาแพงและความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (ฮั้วประมูล)  ซึ่งดีเอสไอได้ส่งสำนวนการสอบสวนไปให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการ ทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) แล้ว เนื่องจากผู้เกี่ยวข้องเป็นข้าราชการระดับสูงอยู่ในอำนาจการตรวจสอบของ ป.ป.ช.
ส่วนดีเอสไอในวันนี้(18 ก.ค.) ตนทำหนังสือแจ้งไปยัง 13 หน่วยงาน  ที่ได้จัดซื้อเครื่องมือดังกล่าวเพื่อให้ตรวจสอบภายในหน่วยงานว่าถูกหลอกลวง หรือฉ้อโกงจากบริษัท ผู้ขายและผู้ผลิตในต่างประเทศหรือไม่ เช่น กองทัพอากาศ  กรมสรรพาวุธ  กองทัพบก  กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กรมราชองครักษ์  สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดน  สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.) หากพบว่าหน่วยงานของตัวเองถูกฉ้อโกงหลอกลวง ขอให้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อดีเอสไอโดยเร็ว  เนื่องจากขณะนี้เจ้าของบริษัทผู้ผลิตเครื่องมือดังกล่าวถูกทางการประเทศ อังกฤษจับกุมดำเนินคดีฐานฉ้อโกงแล้ว

สำหรับรายละเอียดผลการสอบสวนกรณีทุจริตจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุต้องสงสัย จีที 200  และอัลฟ่า  6  มีการสรุปผลสอบไว้ 2 ประเด็น คือ หน่วยงานจัดซื้อในราคาที่สูงแพงเกินความจำเป็นหรือไม่  กรณีดังกล่าว พบว่าการจัดซื้อของหน่วยงานเป็นไปตามขั้นตอนระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่า ด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535  ที่กำหนดว่า “ เจ้าหน้าที่พัสดุจะต้องจัดทำรายงานการขอซื้อ ราคามาตรฐาน หรือราคากลางของทางราชการ หรือราคาที่เคยซื้อหรือจ้างครั้งหลังสุดภายในระยะเวลา 2 ปีงบประมาณ” โดยมีการจัดทำรายงานการจัดซื้อแต่ไม่มีการจัดทำราคากลางไว้  เนื่องจากเครื่องตรวจวัตถุต้องสงสัยไม่มีการกำหนดราคากลางไว้ตามระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุฯ
อย่างไรก็ตาม ได้มีข้อสงสัยกรณีที่จัดซื้อแต่ละส่วนราชการมีราคาแตกต่างกันมาก  อีกทั้งเมื่อตรวจสอบประสิทธิภาพจากการทดลองของกระทรวงวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีพบข้อบกพร่องหลายส่วน  เช่น ไม่พบว่ามีการแผ่สนามไฟฟ้า  ไม่พบประจุไฟฟ้าสถิตย์สะสมบนพื้นผิวเครื่อง  ไม่พบว่ามีการแผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า  ไม่พบการเคลื่อนที่ของเข็มชี้ทิศทางและ ไม่พบการเคลื่อนที่บอกทิศทาง ดังนั้น จึงเชื่อได้ว่าการจัดซื้อเครื่องมือดังกล่าวมีการจัดซื้อในราคาแพงเกินความ จำเป็น  ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ เข้าข่ายความผิด  ข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งดีเอสไอได้ส่งสำนวนป.ป.ช.รับไปดำเนินการตั้งแต่วันที่ 30 มี.ค. 2554

ส่วนประเด็นพฤติการณ์ของกลุ่มบริษัทที่เสนอขายและขายเครื่องตรวจวัตถุ ต้องสงสัยมีพฤติการณ์ที่ไม่น่าจะสุจริตในการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (ฮั้วประมูล)  พบว่าเครื่องมือดังกล่าวผลิตและจัดจำหน่ายโดยบริษัท คอมส์แทร็ค จำกัด (Comstrac Co., Ltd)  ซึ่งเป็นบริษัทของประเทศอังกฤษ  โดยบริษัทดังกล่าวได้แต่งตั้ง 2 บริษัทเอกชน เป็นตัวแทนและผู้แทนจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ  ต่อมาบริษัท ทั้ง 2 ดังกล่าว ได้แต่งตั้งบริษัท เอกชนในประเทศไทยอีก 3 บริษัท  เป็นผู้แทนจำหน่ายช่วงอีกทอดหนึ่ง
เมื่อพิจารณาจากพยานหลักฐานต่างๆ  ประกอบข้อมูลการยื่นเสนอราคา และข้อมูลการจัดซื้อของหน่วยงานต่างๆ พบความผิดปกติเกี่ยวกับการให้บริษัทเสนอราคาเข้ามาแข่งขันเป็นคู่เทียบทำให้ ราคาที่นำมาประกอบการพิจารณาแพงกว่าปกติ  จากข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงมีข้อพิจารณาถึงพฤติการณ์ที่อาจเข้าข่ายความผิด ตาม มาตรา 4 ของ พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ มูลความเสียหายไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท

น้องคลั่งฆ่ายกครัวพี่สาวพี่เขยกับหลานรวม 3 ศพ


เมื่อเวลา 17.00 น. วันนี้ (18 ก.ค.) พ.ต.ท.จำนงค์ รวมจิตร พงส.(สบ.3) สภ.จุน จ.พะเยา รับแจ้งมีเหตุฆ่ากันตายที่บ้านเลขที่ 74/1 หมู่ 11 ต.ลอ บ้านของนายมนัส เวียงลอ อายุ 54 ปี ผญบ.หมู่ 11 รุดไปตรวจสอบพร้อมด้วยชุดกู้ชีพกู้ภัยเทศบาลตำบลลอ ชุดกู้ภัยนรสิงห์ และแพทย์นิติเวช รพ.จุน ที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้ชั้นเดียวยกสูง บริเวณใต้ถุนบ้านพบศพ น.ส.วนิดา เดนนูน อายุ 17 ปี ถูกยิงที่ไหปลาร้าซ้าย 1 นัด หลัง 3  นัด ท้อง1 นัด อก 2  นัด รวม 7 นัด ใกล้กันพบศพนายออโต เดนนูน อายุ 67 ปี เยอรมันนี โดนยิงที่ลำตัว 5 นัด ถักไปพบศพนางนิตยา เดลนูน อายุ 47 ปี ถูกยิงที่ลำตัว 2 นัด ลำคอ 2 นัด รวม 4 นัด ทั้งหมดเป็นพ่อแม่ลูกัน ส่วนมือปืนโหดรายนี้คือนายมิตร ไข่ทา อายุ 42 ปี  อดีต ผญบ.บ้านหมู่ 11 เป็นน้องชายของนางนิตยา หลังก่อเหตุสยองขวัญฆ่ายกครัวพี่สาว ได้ถือปืนพก.22 ไปมอบตัวกับตำรวจที่ตู้ยามตำรวจศรีเมืองชุม ต.ลอ ห่างจากที่เกิดเหตุ 1 กม. จึงคุมตัวพร้อมอาวุธไปสอบปากคำ  
จากการสอบสวนทราบว่าก่อนเกิดเหตุทั้ง 2 ฝ่าย ได้พากันเดินทางมาหารือที่บ้านของนายมนัส ผู้ใหญ่บ้านเพื่อให้ช่วยไกล่เกลี่ย กรณีนายมิตรไปปลูกบ้านอยู่บนที่ดินของนางนิตยาพี่สาวที่มีเนื้อที่ 6 ไร่ ต่อมานายออโตกับ น.ส.วนิดาได้กลับมาเที่ยวเมืองไทย พร้อมกับต้องการให้นายมิตรย้ายออกไปอยู่ที่อื่น นายมิตรเลยขอซื้อที่ดินส่วนที่ตนปลูกบ้านไว้ แต่ตกลงกันไม่ได้ ทั้งหมดเลยมาหานายมนัสเพื่อให้เป็นคนกลางตัดสิน แต่สุดท้ายหาข้อยุติไม่ได้ ทำให้นายมิตรเลือดขึ้นหน้าชักปืนที่พกติดตัวมา กระหนำยิงใส่นายออโตพี่เขย นางนิตยาพี่สาวและ น.ส.วนิดาหลานสาวจนเสียชีวิตทั้ง 3 คน จากนั้นถือปืนไปมอบตัวกับตำรวจดังกล่าว.

ซิวทอมอำมหิตจ้างยิงพี่ชายของแฟนสาว


เมื่อเวลา 14.00 น. วันนี้ (18 ก.ค.) ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7  พล.ต.ต.พูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ รอง ผบช.ภ.7 พร้อมพวกร่วมกันจับกุมนายศักดิ์ชัย สวยงาม อายุ 31 ปี นายมงคลวุฒิ เอี่ยมลออ  อายุ 22 ปี และ น.ส.สุภาพรรณ จันทรคาธ ผู้จ้างวานพร้อมปืนสั้น ขนาด 357 รถจยย. 1 คัน และโทรศัพท์ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 19 เม.ย.ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 20.00 น. ขณะที่นายเล็ก พูลสวัสดิ์ รปภ.โครงการชลประทาน หมู่ 9 ต.คลองตาคต อ.โพธาราม จ.ราชบุรี มีคนร้าย 2 คนขี่รถ จยย.ยิงนายเล็กเสียชีวิตก่อนหลบหนีไป  จากการสืบสวนทราบว่าเป็นการยิงผิดตัวโดยเป้าสังหารคือนายปั่น ซื่อสัตย์ พี่ชายของ น.ส.จำนงค์ ซื่อสัตย์ ซึ่งมีแฟนเป็นทอมคือ น.ส.สุภาพรรณผู้ต้องหา
สาเหตุการสังหารมาจาก น.ส.จำนงค์โดนพี่ชายคือนายปั่นทุบตีเป็นประจำ น.ส.จำนงค์เลยมาเล่าให้ น.ส.สุภาพรรณฟัง ทำให้ทอมแฟนของ น.ส.จำนงค์ไม่พอใจนายปั่่น จึงไปจ้างนายศักดิ์ชัยกับนายมงคลวุฒิไปยิงนายปั่นในราคา 30,000 บาทเพื่อเอาใจแฟนสาว แต่วันเกิดเหตุนายปั่นไม่ได้แต่งเครื่องรปภ. มีเพียงนายเล็กผู้ตายคู่กะที่เข้าเวรพร้อมกันนั่งอยู่ในป้อมยาม ทำให้คนร้ายเข้าใจผิดคิดว่านายเล็กคือนายปั่น เลยชักปืนยิงจนเสียชีวิตก่อนหลบหนีไป สุดท้ายไม่รอดโดนจับได้ยกแก๊ง.

หนุ่มพม่าเมาโหดกะซวกเพื่อนดับสยอง


เมื่อเวลา 00.05 น.วันนี้ (19 ก.ค.) ร.ต.ท.ธวัชชัย เกริกสกุลทรัพย์ ร้อยเวร สภ.เมืองสมุทรปราการ รับแจ้งมีเหตุแทงกันตายภายในห้องเช่าห้องที่ 402 ชั้น 4 หอพักไม่มีชื่อเลขที่ 88/276 หมู่ 1 ซอยภานุวงศ์ 21 ต.บางเมืองใหม่ รุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพบศพนายเอามินทู ไม่มีนามสกลุ อายุ 24 ปี ชาวพม่า นอนจมกองเลือดเสียชีวิต สภาพศพตามลำตัวโดนแทงนับสิบแผล นอกจากนี้ที่ลำคอมีดปลายแหลมยาว 7 นิ้วยังปักคาอยู่ ภายในห้องมีร่องรอยการต่อสู้
จากการสอบสวนนางจูจูรัย ภรรยาผู้ตาย ชาวพม่าให้การว่า ตนกับสามีพักอยู่ห้อง 404 ระหว่างนั้นเรานั่งกินข้าวกันอยู่ได้มีนายกาก้าเพื่อนชาติเดียวกันพักอยู่ ห้อง 611 ได้มาเรียกให้สามีไปดื่มเหล้ากับเพื่อนในห้อง สักพักได้ยินเสียงคนวิ่งไล่กวดกันมาจากชั้นบนก่อนจะเข้าไปต่อสู้กันในห้อง เกิดเหตุ ซึ่งไม่ทราบเป็นห้องใคร จากนั้นได้ยินเสียงสามีร้องตะโกนขอความช่วยเหลือมาจากในห้อง ตนเลยเข้าไปดูเห็นสามีนอนจมกองเลือด จึงแจ้งตำรวจทราบดังกล่าว ขณะที่พยานระบุว่า เห็นนายกาก้า นายมินวินกับเพื่อนชาวพม่ารวม 5 คน ถือมีดวิ่งไล่ทำร้ายผู้ตาย จากนั้นทั้งหมดแยกย้ายกันหลบหนีไป คาดขณะนั่งดื่มเหล้าผู้ตายคงมีปากเสียงทะเลาะกับเพื่อนในกลุ่ม เลยโดนรุมทำร้ายจนเสียชีวิต ซึ่งจะติดตามคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป.

สน.ทองหล่อโชว์เก๋เปิดร้านกาแฟบริการประชาชน


เมื่อเวลา 11.00 น. วันนี้ ( 19 ก.ค.)  ที่ สน.ทองหล่อ พ.ต.อ. ชุมพล  พุ่มพวง ผกก.สน.ทองหล่อ พ.ต.ท. โชติวัฒน์  เหลืองวิลัย รอง ผกก.ป.สน.ทองหล่อ ร่วมกันเป็นประธานเปิดร้านกาแฟคอฟฟี่ คอป (Coffee Cop) โดยมีนายภาสภณ เหตระกูล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายการตลาดหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ นายนนท์ รุจิรวงศ์ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายการตลาดหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ นายสมชาย เอื้ออมรสุข กต.ตร. นายกิตติ เอื้ออมรสุข กต.ตร. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทองหล่อ เข้าร่วมงานด้วย

พ.ต.อ. ชุมพล  เปิดเผยว่า ทางโรงพักมีนโยบายปรับภูมิทัศน์ภายใน.ซึ่งบริเวณด้านหน้าของโรงพัก เป็นพื้นที่รกร้างไม่ได้ใช้สอยอาจทำให้เกิดเหตุร้ายได้ จึงอยากที่จะปรับเปลี่ยนให้ทัศนียภาพดีขึ้น โดยได้ทำบริเวณดังกล่าวเป็นร้านกาแฟคอฟฟี่ คอป เพื่อเป็นร้านสวัสดิการของเจ้าหน้าที่ตำรวจสน.ทองหล่อ และเป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจให้กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจรวมถึงประชาชนที่ เข้ามาใช้บริการที่โรงพัก ได้ใช้พื้นที่ดังกล่าวให้เกิดประโยชน์ ทั้งนี้ร้านจะเปิดตั้งแต่ 06.00น.ถึง 21.00 น.จึงอยากขอเรียนเชิญทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและประชาชนเข้ามาใช้บริการได้

โจรใจบาปฉกพระพุทธรูปกว่า 100 องค์


วันนี้ ( 19 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากพระอธิการละเอียด ปัญญาปชโต เจ้าอาวาสวัดใหม่ชุมพล หมู่3 ต.วัดตูม อ.พระนครศรีอยุธยา ว่าพระพุทธรูปที่อยู่ภายในศาลาของวัดถูกแก๊งมิจฉาชีพบุกเข้าไปโจรกรรมไปแล้ว พบว่า ภายในศาลาการเปรียญซึ่งมีพระพุทธรูปปรางค์ต่างๆจำนวนหลายร้อยองค์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเหลือเพียงพระพุทธรูปที่ทำจากเนื้อปูนและเรซิน ส่วนพระพุทธรูปเนื้อทองเหลืองที่มีขนาดหน้าตักตั้งแต่ 5 นิ้วไปจนถึง 9 นิ้ว หายไปจนเกลี้ยง จะเหลือเพียงพระพุทธรูปทองเหลืองขนาดใหญ่ที่คนร้ายไม่สามารถนำไปได้ โดยภายในศาลามีการติดตั้งวงจรปิดไว้รอบด้าน
พระอธิการละเอียด กล่าวว่า หลังจากถูกน้ำท่วมอย่างหนักเมื่อปลาย54  ทางวัดได้เริ่มบูรณะทำความสะอาดบริเวณวัดและ พระพุทธรูปที่อยู่ในศาลาจำนวนมากซึ่งญาติโยมนำมาถวายเพื่อใช้ในพิธีต่ออายุ และเสริมดวงชะตา  ทุกวันจะมีญาติโยมนำพระมาถวายเป็นประจำ จนกระทั่งเพิ่มขึ้นเป็น เรื่อยๆ กระทั่งช่วงเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา พบว่าพระที่ชาวบ้านนำมาถวายเริ่มหายไปครั้งละ 4-5 องค์ จนถึงขณะนี้รวมแล้วประมาณ 100 กว่าองค์ หลังทราบว่าพระถูกขโมยทางวัดได้หาวิธีป้องกันโดยการติดกล้องวงจรปิดแต่แก๊ง มิจฉาชีพก็รู้ทันและกดกล้องลงหรือปรับหน้ากล้องหันไปทางอื่น อาตมาเชื่อว่าคนร้ายต้องเป็นคนในวัดเพราะรู้ว่าทางวัดติดกล้องและรู้มุม กล้องที่จะจับภาพเป็นอย่างดี
ที่ผ่านมาทางวัดไม่ได้เข้าแจ้งความกับตำรวจเพราะเห็นว่าพระพุทธรูปที่หาย ไม่ได้เก่าแก่และมีคุณค่าแต่อย่างใด แต่คนร้ายเหมือนได้ใจเข้ามาโจรกรรมจนนับครั้งไม่ถ้วน จึงอยากขอวอนผ่านสื่อไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ช่วยจัดเจ้าหน้าที่สายตรวจ เข้ามาดูแลความเรียบร้อยให้ถี่ขึ้น อาตมาและพระลูกวัดอีก 2 รูปเคยพบคนร้ายขณะกำลังขนพระออกจากศาลาการเปรียญเพื่อหลบหนีแต่ไม่กล้า ติดตาม เพราะเกรงจะเกิดอันตราย.

อุทธรณ์ยืนคุก 5 ปี ตำรวจหญิง บก.น.5 อมเงินค่าธรรมเนียม 7 พัน


ที่ห้องพิจารณา 910 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันนี้ (19 ก.ค.)  ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีดำ อ.3500/51 ที่ พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 2 เป็นโจทก์ฟ้อง ส.ต.ท.หญิง รัตน์ติยา หรือวริศรา มูลศรีสุข อายุ 38 ปี อดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจการเงิน สังกัดกองบังคับการตำรวจนครบาล 5 เป็นจำเลยในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต ,เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
โดยอัยการโจทก์ระบุฟ้องสรุปว่าเมื่อระหว่างวันที่ 2 พ.ย.– 26 พ.ย.51 วันเวลาใด ไม่ปรากฏชัด จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ธุรการด้านการเงิน ได้รับเงินค่าธรรมเนียมจาก โครงการบัณฑิตอาสา ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมกับทบวงมหาวิทยาลัยจัดขึ้น ซึ่งเป็นเงินที่เรียกเก็บจากบัณฑิตที่เข้าโครงการคนละ 10 บาท รวม 7,300 บาท ซึ่งจำเลยต้องออกใบเสร็จและส่งธนาคารกรุงไทยฯ เป็นการนำเงินเข้าหลวงตาม ระเบียบ แต่จำเลยกลับกระทำผิดยักยอกเงินจำนวนดังกล่าวไว้โดยทุจริต สร้างความเสียหายแก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และประชาชน เหตุเกิดที่ แขวง ใดไม่ปรากฏชัด เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147,157 จำเลยให้การปฏิเสธ
คดีนี้ศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  147   จำคุก  5   ปี  ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาบ้าง  จึงให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78  คงจำคุกจำเลย ไว้ 3 ปี 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์อ้างว่าไม่ได้กระทำผิด เพราะรับเงินจำนวนดังกล่าวไว้จริง แต่หลงลืมส่งเข้าหลวงเพราะต้องไปซ้อมสวนสนาม  โดยมีนายตำรวจหลายนายเป็นพยาน ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า จำเลยเป็นเจ้าหน้าที่ธุรการฝ่ายการเงินต้องมีความชำนาญในการเก็บ รับ ส่ง รวบรวม  เอกสารด้านการเงิน เมื่อรับเงินมาแล้วต้องส่งผู้บังคับบัญชา ที่จำเลยอ้างว่าหลงลืมโดยเก็บใส่ซองไว้ในลิ้นชักโต๊ะส่วนตัวเป็นเวลานาน จึงฟังไม่ขึ้นอีกทั้งนายตำรวจที่เป็นพยานขณะพบเงินก็ไม่เบิกความยืนยัน เชื่อว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องจริง ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์จำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน .

“ยงยุทธ” ปัดตอบถูกเขี่ยพ้นครม.


วันนี้ (19 ก.ค.) เวลา 12.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวที่ว่านายยงยุทธจะถูกปรับออกจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) โดยจะให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ไปเป็นรมว.มหาดไทย ว่า ถ้าถามเรื่องนี้ ตนจะเป็นใบ้  เมื่อถามต่อว่าข่าวที่ออกมาเช่นนี้ทำให้รู้สึกท้อใจหรือไม่ นายยงยุทธ กล่าวย้อนว่า “เป็นใบ้ไง ถ้าถาม ก็จะไม่ตอบและจะยืนแช่อยู่อย่างนี้”

ต่อข้อถามว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้หารือถึงการปรับครม.หรือไม่ นายยงยุทธ กล่าวว่า มติคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย มอบเรื่องนี้ให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาเพียงคนเดียว  เมื่อถามถึงข่าวที่ว่าจะให้พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผบ.ตร. เป็นรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง หลังเกษียณอายุราชการ นายยงยุทธ กล่าวว่า พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ เป็นคนเก่ง มีความรู้ความสามารถ ถ้าไม่เก่งจะเป็นผบ.ตร.ได้อย่างไร เมื่อถามต่อว่าเกรงว่าจะถูกวิจารณ์ว่าเป็นรัฐบาลครอบครัวหรือไม่ นายยงยุทธ กล่าวว่า ไม่มีความเห็น.

“ยงยุทธ” โต้จ่ายเงินน้ำท่วมกรุงช้า เพราะเป็นฐานเสียง "ปชป."


วันนี้ (19 ก.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีที่มีกลุ่มประชาชนในหลายของพื้นที่กทม.รวมตัวปิดถนน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วมเท่ากันหมด โดยกรุงเทพมหานคร (กทม.) ระบุว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะพิจารณาจ่ายเงินชดเชย ว่า หลักเกณฑ์ในการจ่ายเงินนั้น จะยึดหลักจ่ายตามความจริงและระเบียบของราชการ
เมื่อถามว่าแสดงว่าในพื้นที่กทม.จะไม่ได้รับเงินชดเชย 20,000 บาทเท่ากันทั้งหมดใช่หรือไม่ นายยงยุทธ กล่าวว่า ตนพูดในรายละเอียดไม่ได้ แต่หลักการคือจ่ายตามสภาพเสียหายจริง แต่เมื่อเวลาล่วงเลยมานาน บางครั้งไปดูข้อเท็จจริงอีกครั้งคงลำบาก ต้องถือเอาสภาพความเสียหายเดิมที่ทางกทม.เคยสำรวจมาแล้ว อาจล่าช้าบ้างแต่จะรีบทยอยจ่ายให้เสร็จโดยเร็ว
ต่อข้อถามว่าพรรคประชาธิปัตย์อ้างว่าพื้นที่น้ำท่วมส่วนใหญ่ในกทม. เป็นฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้การช่วยเหลือล่าช้า นายยงยุทธตอบว่า ไม่มีและในหลายโครงการรัฐบาลได้สนับสนุนงบประมาณจำนวนมาก ไม่ได้ไปคิดเรื่องการเมืองแต่อย่างใด.

แจกแผนที่เช็คข้อมูลน้ำแจ้งเตือนภัยธรรมชาติ





วันนี้ (19 ก.ค.) นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วยนายพรชัย รุจิประภา ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  นายรอยล จิตรดอน ผอ.สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือสสนก. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และคณะผู้บริหารจากส่วนราชการต่าง ๆ เข้าร่วมพิธีมอบแผนที่น้ำระดับตำบลและอุปกรณ์ติดตามสถานการณ์น้ำอัตโนมัติ (มีเดีย บ็อกซ์) ที่ได้รับการวิจัยและพัฒนาขึ้นโดยสสนก. ให้แก่เทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ในพื้นที่นำร่อง 130 แห่งในโครงการพัฒนาภูมิสารสนเทศน้ำระดับตำบล เพื่อสำหรับใช้ติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำที่เป็นประโยชน์ต่อการเกษตรของ และสนับสนุนการตัดสินใจสั่งการเตือนภัยจากระดับชุมชนสู่ระดับประเทศ
สำหรับอุปกรณ์นี้มีต้นทุนการจัดซื้อเฉลี่ยเครื่องละ 2,500-3000 บาท และเป็นการนำเข้ามาจากประเทศจีน โดยเป็นอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับระบบอินเตอร์เน็ต ควบคุมด้วยรีโมท และเชื่อมต่อกับจอโทรทัศน์หรือเครื่องฉายโปรเจกเตอร์ด้วยสายแบบอาร์ซีเอ สายคอมโปเนนท์ หรือสายเอชดีเอ็มไอ ซึ่งสามารถแสดงผลข้อมูลผ่านหน้าจอทั้งสภาพอากาศ สถานการณ์ทั่วไทย การคาดการณ์ปริมาณฝน 7 วันล่วงหน้า ปริมาณฝนสะสม 24 ชั่วโมง พายุ ข่าวสารล่าสุดที่เกี่ยวข้อง และข้อมูลสนับสนุนอื่นๆ
นายพรชัยกล่าวว่า มีเดีย บ็อกซ์ เป็นอุปกรณ์เพื่อใช้ติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศ ซึ่งใช้ติดตามข้อมูลอย่างง่ายและมีข้อมูลเพียงพอสำหรับชุมชนในการประเมิน สถานการณ์ปริมาณน้ำฝนเพื่อการเกษตรในภาวะปกติ และใช้ประเมินสถานการณ์ภัยช่วงวิกฤติ เพื่อเป็นการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยให้กับประชาชนตามแผนการบริหารจัดการ ทรัพยากรน้ำของรัฐบาล โดยจะมีการลดความผิดพลาดของอุปกรณ์ในการประเมินข้อมูลให้น้อยที่สุด
ด้านนายรอยล กล่าวว่า อุปกรณ์ดังกล่าวจะใช้ควบคู่กับแผนที่ระดับตำบลในการรายงานข้อมูลสภาพอากาศ ที่เกิดขึ้น ทั้งพายุ การคาดการณ์ฝนล่วงหน้า ระดับน้ำทะเล ระดับน้ำในลำน้ำต่างๆทั่วประเทศ และปริมาณน้ำในเขื่อน ซึ่งอุปกรณ์ตัวนี้ยังสามารถวางแผนด้านการเกษตร โดยเฉพาะระยะเวลาการเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าว และประเมินราคาข้าวในตลาดโลกได้ว่าประเทศผู้ผลิตข้าวแต่ละประเทศจะโดยพายุ กี่ลูกและจะเกิดน้ำท่วมขึ้นหรือไม่
  จากนั้น นายรอยล ให้สัมภาษณ์ถึงการแจกจ่ายมีเดีย บ็อกซ์ ที่ตั้งเป้าว่าจะแจกให้กับองค์กรปกครองท้องถิ่น 500 แห่ง ว่า เราได้นำอุปกรณ์ดังกล่าวไปแสดงให้เขาได้เห็นการทำงานจริง ซึ่งเมื่อเขาได้เห็นข้อมูลที่แสดงผล ก็สะท้อนว่าเขาสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ในการจัดการน้ำได้ว่าจะทำอย่างไร ให้ระบายน้ำได้ทัน หรืออพยพหลบไปอย่างไรให้ทันเวลา เพราะที่ผ่านมา เรามักเคยชินกับแนวคิดที่ว่าถ้าจะแก้ปัญหาน้ำท่วมก็ต้องสร้างฝายชะลอน้ำหรือ ขุดสระ แต่ลืมไปว่าถ้าเรารู้สถานการณ์น้ำล่วงหน้าหลายวัน ก็จะเริ่มสื่อได้ว่าข้อมูลดังกล่าวมีส่วนช่วยได้ในการจัดการที่ถือเป็นหัวใจ สำคัญอย่างหนึ่ง ทั้งนี้จะมีการประเมินผลประสิทธิภาพการทำงานของอุปกรณ์นี้ในเดือนส.ค. ซึ่งจะตรงกับช่วงเวลาในการประเมินแผนที่น้ำในระดับตอนบน นอกจากนี้กำลังมีการพัฒนาระบบให้ท้องถิ่นส่งข้อมูลเกี่ยวกับน้ำกลับมาที่ ส่วนกลาง เพราะเราต้องการให้เขาทำแผนที่น้ำระดับตำบลเองได้ด้วย ตอนนี้อบต.ส่วนใหญ่มีแผนที่น้ำของเขาเองอยู่แล้วว่าแหล่งน้ำมีสภาพเป็นอย่าง ไร และต้องดูแลอย่างไร รวมถึงมีข้อมูลเชื่อมโยงกับอบต.พื้นที่ใกล้เคียงในการบริหารจัดการน้ำร่วม กัน
ต่อข้อถามถึงระดับความแม่นยำของข้อมูล นายรอยล กล่าวว่า อยู่ที่ร้อยละ 85 ในกรณีของแผนที่ฝน ทั้งนี้ต้องรออีกขั้นหนึ่ง ซึ่งถ้าเราได้เริ่มความร่วมมือกับกรมอุตุนิยมวิทยา กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และถ้าขยายโมเดลการพยากรณ์อากาศของเราให้ทำงานควบคู่กับโมเดลทะเล จะมีความแม่นยำมากขึ้น
ต่อข้อถามถึงการประเมินสถานการณ์น้ำที่อาจจะท่วมในปีนี้ นายรอยล กล่าวว่า ฝนในปีนี้น่าจะน้อยกว่าปีที่แล้ว ร้อยละ 20 และการระบายน้ำทำได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม พื้นที่ที่มีความเสี่ยง เช่น บริเวณริมตลิ่งที่มีการบุกรุก และพื้นที่ต่ำ อาทิ อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ลุ่มน้ำยมในพื้นที่อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ยังมีโอกาสที่จะเกิดน้ำท่วมอยู่บ้าง แต่จะน้อยกว่าปีที่แล้วมาก เมื่อถามว่าการที่คาดการณ์น้ำได้นั้น ยังจำเป็นต้องสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นและเขื่อนแม่วงก์หรือไม่ นายรอยล กล่าวว่า ตรงนี้มีปัญหาตาม เพราะการคาดการณ์นั้น การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศทำให้เราต้องการเหลือพื้นที่ไว้ไม่ให้เสี่ยง แม้ตอนนี้ความเสี่ยงลดลง แต่ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ และสิ่งที่ยังเห็นในพื้นที่พอไม่มีแหล่งน้ำ ส่วนสิ่งที่ตามมาคือเวลาน้ำมา น้ำจะท่วมมากกว่าเดิม ทำให้ประชาชนหันมาปลูกพืชฤดูแล้ง มีการทำบ่อบาดาล ทำให้พื้นดินทรุด ป่าก็แล้ง กลายเป็นงูกินหาง จึงต้องหาจุดสมดุลให้ได้ ว่าเราจะทำแหล่งเก็บน้ำอย่างไรให้ป่าดีขึ้น รวมถึงการปรับเปลี่ยนการใช้น้ำ

“สุกำพล” โวยเขมรขัดเอ็มโอยู 43


เมื่อเวลา 11.00 น. วันนี้ ( 19 ก.ค.)  ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงการดำเนินการของคณะทำงานร่วมไทย-กัมพูชา หรือเจดับบิวจี หลังจากมีการปรับกำลังทหารในพื้นที่ปราสาทเขาพระวิหารว่า ทาง พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร เสนาธิการทหาร ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานเจดับบิวจี กำลังเตรียมการว่า จะดำเนินการอย่างไรต่อไป เพราะทราบดีว่าการปรับกำลังทหารบริเวณเขาพระวิหารเป็นการปฏิบัติตามมาตรการ คุ้มครองชั่วคราวของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ซึ่งเป็นเพียงขั้นแรกที่เราได้ทำพร้อมกับประเทศกัมพูชา
ทั้งนี้การประชุม เจดับบิวจีที่ผ่านมาจะต้องรีบเก็บกู้ทุ่นระเบิด เมื่อกู้เสร็จแล้วอย่างน้อย 30 วัน จะต้องเริ่มถอนทหารออกจากพื้นที่ เพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลโลกส่วนการประชุม เจดับบิวจี ในครั้งหน้ายังไม่ทราบว่าจะคุยในประเด็นใดเพิ่มเติม แต่ต้องเร่งให้เร็วขึ้น เพราะถ้าช้าจะไม่ส่งผลดีกับทั้งสองฝ่าย เนื่องจากขณะนี้กำลังของทั้งสองฝ่ายก้ำกึ่ง โดยทางกัมพูชาได้วางกำลังไว้มากกว่าไทยตามที่ศาลโลกกำหนดไว้
พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวต่อว่า ภายหลังจากที่มีการปรับกำลังแล้วสถานการณ์บริเวณชายแดนเขาพระวิหารในขณะนี้ ยังปกติ ส่วนหลักฐานที่ไทยเตรียมนำไปสู้คดีปราสาทเขาพระวิหารในศาลโลกปลายปีหน้านั้น กระทรวงการต่างประเทศจะเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งทราบว่าไทยได้ยื่นหลักฐานไป 2-3 ครั้งแล้ว ทั้งนี้ตามกำหนดการในเดือน เม.ย.56 จะมีการไต่สวนนั่งฟังการพิจารณา หรือการไต่สวนด้วยคำพูด ซึ่งศาลโลกคงจะมีการสอบถามเพิ่มเติมจากตรงนั้น  และคงตัดสินกันภายในปีหน้า ส่วนกรณีที่กัมพูชาจะมีการเสนอแผนพัฒนาพื้นที่ปราสาทเขาพระวิหารให้เป็นมรดก โลก ที่มีการเกรงว่าจะมีการล้ำเข้าในดินแดนไทยนั้น ขณะนี้เราเพ่งเล็งแค่ตรงเขาพระวิหาร แต่ทราบดีว่าคงต้องเป็นปัญหาต่อไป เพราะแผนที่ทั้งสองฝ่ายไม่เหมือนกัน ก็จะต้องว่ากันต่อไป ขณะนี้เอาเรื่องเขาพระวิหารให้จบก่อน
 ส่วนกรณีที่ชาวกัมพูชาบุกรุกตั้งชุมชนในพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรนั้น ตามเอ็มโอยู 43 ที่ไทยและกัมพูชา ได้ลงนามในข้อตกลงชัดเจนว่าห้ามไม่ให้ใครมาตั้งถิ่นฐาน แต่กัมพูชาก็ยังฝ่าฝืน ซึ่งทางฝ่ายไทยก็ประท้วงต่อเนื่องมาหลายครั้ง แต่ชาวกัมพูชายังไม่ยอมออกจากพื้นที่ ซึ่งคงจะต้องเจรจากันต่อไป ถ้าจะไปผลักดันขับไล่ หรือยิงกันก็จะเป็นปัญหาใหญ่โต วันนี้ต้องมองไกล ๆ อย่างมองจุดเดียว เราไม่ได้ทิ้ง แต่ต้องค่อย ๆ ดำเนินการและดูจังหวะเวลา ไม่ใช่สักแต่ว่าทำ เรื่องนี้จะต้องพูดคุยกันว่าจะทำกันอย่างไร เป็นเรื่องของทีมงานที่จะต้องหาเทคนิคในการทำให้ถึง เป้าหมาย ซึ่งต้องใช้ระยะเวลา.

“บิ๊กโอ๋” แจงเอกสารยัน “มาร์ค” หลบเลี่ยงเกณฑ์ทหาร ปัดไม่ได้ตามเช็คบิล


เมื่อเวลา 11.00 น. วันนี้ (19 ก.ค.) ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ทำหนังสือขอให้กระทรวงกลาโหม ตรวจสอบข้อเท็จจริงและชี้แจงกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ใช้เอกสารเข้ารับราชการเป็นอาจารย์ในโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าว่า กระทรวงกลาโหมได้ส่งหลักฐานให้สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินเมื่อวันที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมา ในเอกสารเป็นการรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่ความรู้สึกนึกคิด
ทั้งนี้เอกสารระบุไว้ค่อนข้างชัดเจนว่า เรื่องนี้มีการหลบเลี่ยงการเกณฑ์ทหารในอดีตที่ผ่านมา ส่วนนายอภิสิทธิ์จะมีเจตนาหนีทหารหรือไม่นั้น ต้องถามนายอภิสิทธิ์เอง แต่เอกสารระบุอย่างนั้น ทางกระทรวงกลาโหมมีหน้าที่รวบรวมข้อมูล ซึ่งต้องรอให้ทางสำนักงานผู้ตรวจการฯดำเนินการต่อไป
พล.อ.อ.สุกำพลกล่าวต่อว่า  นอกจากนี้ทางกระทรวงกลาโหมได้ให้กรมพระธรรมนูญไปศึกษารายละเอียด เพราะเรื่องดังกล่าวนี้มีผลทางคดีมานานกว่า 20 ปีแล้ว แต่ถ้าเราไม่เร่งดำเนินการในขณะนี้จะโดนอีก ดังนั้นต้องดูว่าจะทำอะไรได้บ้าง โดยอยู่ในขั้นตอนดำเนินการรวบรวมข้อมูล ทั้งนี้ไม่ได้เป็นการเช็คบิลทางการเมืองนายอภิสิทธิ์ เพราะไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ ตนจะมาทำเรื่องนี้ แต่เนื่องจากมีผู้ร้องเรียนให้กระทรวงกลาโหมส่งเอกสารไปให้ โดยมีกฎเกณฑ์ว่าต้องส่งให้ภายใน 30 วัน และทางกระทรวงกลาโหมได้ส่งไปตามข้อเท็จจริง ส่วนเอกสารดังกล่าวจะนำไปสู่ สิ้นสุดความเป็น ส.ส.ของนายอภิสิทธิ์ หรือไม่นั้น เป็นเรื่องต่อไปในอนาคต เราต้องดูหน้าที่ของกระทรวงกลาโหมมีแค่ไหน เรื่องการเมืองเป็นเรื่องการเมืองไป
ต่อข้อถามว่า การที่นายอภิสิทธิ์อ้างว่าเป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า แล้วไม่ต้องเป็นทหาร พล.อ.อ.สุกำพลตอบว่า การเป็นอาจารย์ถือว่ารับราชการ  ซึ่งเรื่องนี้มี 2 ประเด็นคือ 1.ในช่วงการเกณฑ์ทหารไม่ได้ไปเกณฑ์ เพราะบอกว่ามีการผ่อนผัน ต้องดูหลักฐานบอกว่าผ่อนผันอย่างไร 2.มีหลักฐานจริงหรือไม่ และตอนเข้าสมัครเป็นอาจารย์ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า มีหลักฐานครบจริงหรือไม่ และเป็นเอกสารเท็จหรือไม่ เมื่อถามว่า จากผลการสอบสวนของกองทัพพบว่า มีการปลอมแปลงเอกสาร และลงโทษทหารที่เกี่ยวข้องไปแล้ว  พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า เรื่องนี้มีอยู่ชัดเจนและได้ส่งไปด้วย พร้อมรับรองสำเนาถูกต้องจากหน่วยที่ชัดเจน ไม่ใช่ว่าไปขุดจากไหนมา เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงเกิดมาเป็น 10 ปีแล้ว ส่วนถูกลงโทษหรือไม่ ตนไม่ทราบแต่มีรายงานว่าให้เสนอแนะลงโทษ เนื่องจากเอกสารที่ส่งมาทางกระทรวงกลาโหมเป็นสำเนา ส่วนเอกสารจริงส่งให้ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในอดีต แต่จะเป็นอย่างไรต่อไปยังไม่ได้สืบไปถึงขนาดนั้น แค่ส่งเอกสารหลักฐานมาเราก็พอใจแล้ว  

เมื่อถามว่า แสดงว่าในยุคที่ผ่านมากองทัพช่วยปกปิดในเรื่องนี้  พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า ในยุคของตน หลักฐานรวบรวมจากข้อเท็จจริงไม่ใช่หลักฐานที่ปั้นแต่ง เรามีอะไรจะส่งให้สำนักงานผู้ตรวจการฯทุกอย่าง  อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ไม่เหมาะสมที่จะเปิดเผย เอกสารคงต้องไปขอทางสำนักงานผู้ตรวจการฯตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร ทั้งนี้ในความคิดของตนเรื่องการหนีทหารที่ผ่านมามีมากมาย หากมีใครร้องเรียนมาก็เป็นหน้าที่ที่ต้องดำเนินการ ส่วนจะให้ไปดำเนินการหาว่าเป็นใครบ้างคงไม่ไหว  ส่วนกรณีที่นายอภิสิทธิ์ยืนยันมาตลอดว่าไม่ได้หนีทหารนั้น มีสิทธิ์ยืนยันแต่เป็นเรื่องของหลักฐานที่เรามีอยู่ เรื่องนี้เป็นเรื่อง เก่าที่ผ่านมาแล้ว สมัยนี้มีนโยบายชัดเจนและวันนี้ยากหากใครจะทำแบบนี้ เพราะการเกณฑ์ทหารมีขั้นตอนชัดเจนมากขึ้น.

“สุกำพล” ยังมั่นใจ "จีที 200" ใช้ได้จริง


เมื่อเวลา 11.00 น.  ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม  ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้สรุปผลการสืบสวนสอบสวนกรณีการจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิด จีที 200 ว่าไม่มีคุณภาพและราคาแพงเกินจริง ว่า เป็นเรื่องของดีเอสไอ เราคงไปห้ามเข้าไม่ได้ ทั้งนี้เครื่องตรวจวัตถุระเบิด จีที 200 ที่เคยใช้ในพื้นที่ภาคใต้นั้น อย่าพูดว่าใช้งานไม่ได้ ตนบอกว่ามันใช้ได้ และที่ผ่านมาก็สามารถตรวจพบวัตถุระเบิดหลายครั้ง เจอระเบิดหนึ่งครั้งก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว
ทั้งนี้ตนยืนยันว่าเครื่อง จีที 200 สามารถใช้งานได้จริง และมีข้อพิสูจน์แล้ว ส่วนที่ทางดีเอสไอระบุว่าใช้งานไม่ได้นั้น ขอให้ถามผู้ที่ใช้งานบ้าง ที่ผ่านมาหากของใช้งานไม่ได้จริง ตนอยากถามว่าแล้วใครจะจัดซื้อ เมื่อจัดซื้อมาแล้วก็ไม่มีใครว่า เราก็มั่นใจว่าสามารถใช้งานหาวัตถุระเบิดได้จริง อีกทั้งกลุ่มผู้ไม่หวังดีในขณะนั้นรู้สึกกลัว  ต้องให้เครดิตกันด้วย

“อย่านำผลในวันนี้มาคิดย้อนหลัง เวลานั้นซื้อมาเขาจะรู้หรือไม่ว่าใช้งานไม่ได้จริง เพราะฉะนั้นต้องดูเหตุการณ์ในเวลานั้นด้วย ขณะนี้อะไรที่ใช้ได้ก็ใช้ไป ทั้งนี้หน่วยงานแรกที่ใช้คือกองทัพอากาศ โดยนำมาให้ทดลองใช้ ซึ่งผมก็จำได้ว่าทางกองทัพอากาศเคยนำไปโชว์ให้ผู้นำเหล่าทัพในสมัยนั้นดู ระหว่างในการประชุมเหล่าทัพ ที่กองทัพอากาศเป็นเจ้าภาพ ในสมัยที่ผมเป็นเสนาธิการกองทัพอากาศ แต่มันคงไม่100 ทั้ง 100 เมื่อผู้ใช้พอใจจึงดำเนินการจัดซื้อมาใช้ ทั้งนี้ที่ผ่านมาในการตรวจวัตถุระเบิดก็พบเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อผลออกมาเป็นอย่างนี้ เราก็ต้องรับฟังว่าหลอกลวงหรือไม่ ที่ผ่านมาจากการทำงานเมื่อถามหน่วยที่นำไปใช้ปฏิบัติก็ระบุว่าสามารถใช้งาน ได้จริง ที่บอกว่าว่ามันเป็นของไม่ดี และไม่ใช่ของจริง แต่ที่ผ่านมาเครื่องจีที 200 สามารถนำมาใช้งานได้ เราก็ต้องเข้าใจ” พล.อ.อ.สุกำพล กล่าว
 
เมื่อถามว่าจะมีการดำเนินการตรวจสอบเรื่องราคาที่แต่ละหน่วยงานซื้อมาใน ราคาที่ไม่เท่ากันหรือไม่ พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า ต้องมีเหตุผลว่าทำไมถึงซื้อมาในราคาที่ไม่เท่ากัน ซึ่งเป็นเรื่องของการสอบสวน ตนไม่ขอเกี่ยวข้อง ในส่วนป.ป.ช.ก็ดำเนินการตรวจสอบไป
เมื่อถามว่าจะมีการตรวจสอบจากทางหน่วยหรือไม่ว่าขณะนี้เครื่องตรวจวัตถุ ระเบิด จีที 200 สามารถใช้งานได้จริงหรือไม่  พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า ตนได้ให้แนวทางว่าหากเครื่องตรวจวัตถุระเบิด จีที 200สามารถใช้งานได้ โดยผู้ที่ใช้งานมีความมั่นใจ หากไม่มั่นใจเขาคงไม่นำมาใช้งาน เพราะเราไม่ได้บังคับให้เขาใช้ แต่พอมีเรื่องเกิดขึ้นเขาก็ไม่นำมาใช้งานแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย วันนี้หากถามว่าไม่มีเครื่องตรวจวัตถุระเบิด จีที 200แล้วจะนำอะไรมาใช้แทนส่วนเครื่องมือที่จะนำมาทดแทนนั้น ทางกระทรวงกลาโหมก็ดูอยู่ตลอดเวลาและตนก็หาอยู่เมื่อเดินทางไปต่างประเทศ  เรื่องนี้เท่าที่ทราบมันก็แปลก อยู่อย่างหนึ่ง ว่าเครื่องตรวจวัตถุระเบิด จีที 200สามารถหาระเบิดที่อยู่ในระยะใกล้และไกลได้ แต่ถ้าเป็นพื้นที่กว้าง คงต้องใช้เวลานาน ไม่ใช่ว่าใช้ 100 ครั้งแล้วไม่ได้ผลทั้ง 100 ครั้ง ถ้าแบบนั้นก็คงไม่มีใครซื้อมา เพราะเราลองด้วยตัวของเราเองและมันก็สามารถใช้งานได้ สุดท้ายมาบอกว่าไม่สามารถใช้งานได้ก็ไม่ต้องใช้แล้ว

แม่น้องเกดบุกยื่นหนังสือจี้ “นายกฯปู” ยอมรับอำนาจศาลโลก มั่นใจ "มาร์ค-เทพเทือก" ไม่รอดแน่




ที่ทำเนียบรัฐบาล วันนี้ ( 19 ก.ค.)  เวลา 13.00 น. นางพะเยาว์ อัคฮาด มารดาของ น.ส.กมนเกด พยาบาลอาสาที่เสียชีวิตบริเวณวัดปทุมวนารามวรวิหาร พร้อมด้วยญาติผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์เดือน เม.ย.-พ.ค. 2553 เดินทางมายังทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ผ่านนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้พิจาณา ยอมรับอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศในส่วนที่เกี่ยวกับอาชญากรรมสังหาร ประชาชนกลาง กทม. เมื่อเดือน เม.ย.-พ.ค. 2553  เพื่อส่งมอบคำประกาศให้แก่นายทะเบียนของศาลอาญาระหว่างประเทศ จะได้มีเขตอำนาจศาลในการดำเนินการพิจารณาตามอำนาจที่ตราไว้ในธรรมนูญกรุงโรม ที่ประเทศไทยได้รับรองไว้แล้ว (แต่ยังไม่ได้ให้สัตยาบันรับรอง) กับบรรดาผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่ออาชญากรรมมนุษย์ หากนายกรัฐมนตรีดำเนินการดังกล่าว จะเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่และงดงามให้แก่สังคมไทยในการหยุด ยั้งการทำรัฐประหารที่สร้างความพินาศวอดวายซ้ำซากให้สังคมไทยมาโดยตลอด

ทั้งนี้นางพะเยาว์  กล่าวว่า หากนายกรัฐมนตรีได้พิจารณาและลงนามดังกล่าวรับรองได้เลยว่าความยุติธรรมทั้ง หลายจะปรากฎออกมา อยากฝากไปถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ออกมาพูดในทำนองว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะเอาตัวเขาทั้งสองคนไปขึ้นศาลโลกนั้น สำหรับตนเชื่อมั่นว่า ถ้าขึ้นศาลศาลอาญาระหว่างประเทศยืนยันว่าหนีไม่รอดแน่ รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย

ขณะที่นายอนุสรณ์ ได้รับปากว่าจะส่งหนังสือต่อไปให้นายกรัฐมนตรี ซึ่งใน ครม. ทาง รมว.ต่างประเทศ และ รมว.ยุติธรรม ก็ได้ศึกษาเรื่องดังกล่าวอย่างละเอียด และคงต้องรอการพิจารณา แต่ที่ผ่านมาศาลอาญาระหว่างประเทศเคยมีคำวินิจฉัยกรณีผู้นำของยูโกสลาเวีย และผู้นำสูงสุดของกัมพูชากรณี ในการฆ่าสังหารล้างเผ่าพันธุ์  ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลเองก็คงต้องไปศึกษาว่ามีข้อกฎหมาย ระเบียบปฏิบัติอย่างไร  ส่วนตัวยืนยันว่ารัฐบาลไม่เคยทอดทิ้งประชาชน และพยายามศึกษาข้อกฎหมาย ซึ่งทราบว่าขอบเขตการดำเนินการจะจำกัดเฉพาะผู้นำสูงสุดในขณะที่เกิด เหตุการณ์ขึ้น คือตัวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐบมนตรีในขณะนั้น และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะ ผอ.ศอฉ.เท่านั้น ส่วนจะทำได้แค่ไหน อย่างไร คงต้องรอผลการพิจารณาก่อน ทั้งนี้ตนอยากให้นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ น้อมรับคำตัดสินของศาล ทั้งศาลไทย และศาลอาญาระหว่างประเทศด้วย ไม่ใช่แต่จะเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี รับคำวินิจฉัยและปฏิบัติตามความเห็นของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอย่างเดียว

“อภิสิทธิ์” บี้รัฐบาลทักท้วงเขมรไล่คนพ้นพื้นที่ 4.6 ตร.กม.





วันนี้ ( 19 ก.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงการถอนทหารออกจากเขาพระวิหารแล้วส่ง ตชด. เข้าไปทั้ง 2 ฝ่ายว่า  รัฐบาลไทย ควรต้องมีการประท้วงหรือทักท้วงต่อทางการกัมพูชาด้วย เพื่อให้คนกัมพูชาที่มาพำนักอาศัยใน ชุมชน ตลาด วัด นั้นออกไปจากพื้นที่ดังกล่าว ตนไม่ได้ต้องการให้เกิดการรบราฆ่าฟันกัน แต่ต้องมีการแสดงออกเพื่อให้ชาวโลก และกัมพูชา หรือผู้สังเกตการณ์ทราบว่า ที่มีการดำเนินการนี้มันยังมีปัญหาอยู่ว่า มีคนกลุ่มหนึ่งเป็นคนกัมพูชาเข้ามาอยู่ในพื้นที่ซึ่งเราถือว่าเป็นของเรา

อัด “ปลอดประสพ”เพ้อเปลี่ยนป่าทั้งประเทศเป็นป่าดิบแก้น้ำท่วม


จากกรณีที่นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) มีแนวคิดที่จะแก้ปัญหาน้ำท่วมโดยการเปลี่ยนสภาพพื้นที่ป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรังให้กลายเป็นป่าดิบทั้งประเทศ เพื่อให้ป่ามีคุณสมบัติดูดซับน้ำ เพิ่มศักยภาพในการป้องกันปัญหาน้ำท่วมนั้น ล่าสุดวันนี้ (19 ก.ค.) นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ รองอธิบกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช  กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ปกติป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรังมีคุณสมบัติในการดูดซับน้ำอยู่แล้ว คือประมาณ 700-800 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ โดยป่าดังกล่าวยังมีการผลัดใบตามฤดูกาล อาจจะเสียคุณสมบัติไปบ้างเมื่อเกิดไฟป่าหรือมีการบุกรุกทำลาย สิ่งที่จะต้องแก้ปัญหาคือการปลูกพืชชนิดเดียวกันเข้าไปเสริม การจะเปลี่ยนให้เป็นป่าดิบอาจจะทำได้ แต่ต้องใช้เวลานานมาก

ด้านนายศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวว่า การจะไปเปลี่ยนสภาพธรรมชาติที่มีอยู่อาจจะทำได้ แต้ตองใช้เวลานานและเป็นเรื่องยาก แนวคิดของนายปลอดประสพนั้นจะเปลี่ยนพื้นที่ป่าโดยใช้พันธุ์ไม้เพียงอย่าง เดียวไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะสภาพพื้นที่ป่าแต่ละประเภทต้องขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศและธรณีวิทยา ด้วย ไม่มีทางเปลี่ยนป่าเบญจพรรณหรือป่าเต็งรังที่อยู่ในเขตเงาฝนให้เป็นป่าดิบ ได้เลย เพราะว่าไม่มีปัจจัยทางธรรมชาติเข้ามาช่วย และแม้ว่าเปลี่ยนได้จริงๆ ก็จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระบบนิเวศในพื้นที่นั้นๆ คือการดำรงชีวิตของสัตว์ป่าและความหลากหลายทางชีวภาพจะเปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่ควรจะทำและทำงานคือการเปลี่ยนพื้นที่ทำการเกษตร ให้มีคุณสมบัติในการดูดซับน้ำให้มากขึ้นจะดีกว่า เพราะว่านอกจากประหยัดงบประมาณแล้ว ประชาชนยังได้ประโยชน์ด้วยและทำได้ง่าย เม็ดเงินสำหรับโครงการแก้ปัญหาน้ำท่วมที่จะเข้าถึงมือประชาชนอย่างแท้จริง ด้วย.

ฮือฮาพบชุดชั้นในอายุ 600 ปี ที่ออสเตรีย


วันนี้ (19 ก.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรียว่า ประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับพัฒนานาการเครื่องแต่งกายของมนุษย์อาจต้องมี การจารึกใหม่ เมื่อนักโบราณคดีชาวออสเตรียค้นพบชุดชั้นในอายุราว 600 ปี เมื่อวันพุธที่ผ่านมา น.ส.บีทริกซ์ นุตซ์ นักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยอินส์บรุค ผู้ค้นพบชุดชั้นในดังกล่าว เปิดเผยว่า เธอและทีมงานอีก 3 คน ค้นพบชุดชั้นในลูกไม้ 4 ตัว จากยุคกลาง ท่ามกลางเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มอีกกว่า 2,700 ชิ้น ภายในปราสาทแห่งหนึ่งในเมือง โดยมีทั้งชุดชั้นในที่ทอด้วยลินิน และลินินผสมฝ้าย ทั้งนี้รูปทรงของชุดชั้นในที่ได้รับการค้นพบนั้น คล้ายคลึงกับชุดชั้นในที่ผู้หญิงในปัจจุบันสวมใส่อย่างมาก

ด้านน.ส. ฮิลารี เดวิดสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องแต่งกายจากพิพิธภัณฑ์ลอนดอน ประเทศอังกฤษ กล่าวว่า เป็นการค้นพบที่น่าอัศจรรย์มาก เนื่องจากตามประวัติศาสตร์แล้ว มนุษย์เริ่มสวมชุดชั้นใน ย้อนกลับไปได้เพียง 100 ปีก่อนเท่านั้น โดยก่อนหน้านี้ สตรีจะนิยมสวมเสื้อรัดทรง

“บิ๊กโอ๋” แจงเอกสารยัน “มาร์ค” หลบเลี่ยงเกณฑ์ทหาร ปัดไม่ได้ตามเช็คบิล


เมื่อเวลา 11.00 น. วันนี้ (19 ก.ค.) ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ทำหนังสือขอให้กระทรวงกลาโหม ตรวจสอบข้อเท็จจริงและชี้แจงกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ใช้เอกสารเข้ารับราชการเป็นอาจารย์ในโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าว่า กระทรวงกลาโหมได้ส่งหลักฐานให้สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินเมื่อวันที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมา ในเอกสารเป็นการรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่ความรู้สึกนึกคิด
ทั้งนี้เอกสารระบุไว้ค่อนข้างชัดเจนว่า เรื่องนี้มีการหลบเลี่ยงการเกณฑ์ทหารในอดีตที่ผ่านมา ส่วนนายอภิสิทธิ์จะมีเจตนาหนีทหารหรือไม่นั้น ต้องถามนายอภิสิทธิ์เอง แต่เอกสารระบุอย่างนั้น ทางกระทรวงกลาโหมมีหน้าที่รวบรวมข้อมูล ซึ่งต้องรอให้ทางสำนักงานผู้ตรวจการฯดำเนินการต่อไป
พล.อ.อ.สุกำพลกล่าวต่อว่า  นอกจากนี้ทางกระทรวงกลาโหมได้ให้กรมพระธรรมนูญไปศึกษารายละเอียด เพราะเรื่องดังกล่าวนี้มีผลทางคดีมานานกว่า 20 ปีแล้ว แต่ถ้าเราไม่เร่งดำเนินการในขณะนี้จะโดนอีก ดังนั้นต้องดูว่าจะทำอะไรได้บ้าง โดยอยู่ในขั้นตอนดำเนินการรวบรวมข้อมูล ทั้งนี้ไม่ได้เป็นการเช็คบิลทางการเมืองนายอภิสิทธิ์ เพราะไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ ตนจะมาทำเรื่องนี้ แต่เนื่องจากมีผู้ร้องเรียนให้กระทรวงกลาโหมส่งเอกสารไปให้ โดยมีกฎเกณฑ์ว่าต้องส่งให้ภายใน 30 วัน และทางกระทรวงกลาโหมได้ส่งไปตามข้อเท็จจริง ส่วนเอกสารดังกล่าวจะนำไปสู่ สิ้นสุดความเป็น ส.ส.ของนายอภิสิทธิ์ หรือไม่นั้น เป็นเรื่องต่อไปในอนาคต เราต้องดูหน้าที่ของกระทรวงกลาโหมมีแค่ไหน เรื่องการเมืองเป็นเรื่องการเมืองไป
ต่อข้อถามว่า การที่นายอภิสิทธิ์อ้างว่าเป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า แล้วไม่ต้องเป็นทหาร พล.อ.อ.สุกำพลตอบว่า การเป็นอาจารย์ถือว่ารับราชการ  ซึ่งเรื่องนี้มี 2 ประเด็นคือ 1.ในช่วงการเกณฑ์ทหารไม่ได้ไปเกณฑ์ เพราะบอกว่ามีการผ่อนผัน ต้องดูหลักฐานบอกว่าผ่อนผันอย่างไร 2.มีหลักฐานจริงหรือไม่ และตอนเข้าสมัครเป็นอาจารย์ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า มีหลักฐานครบจริงหรือไม่ และเป็นเอกสารเท็จหรือไม่ เมื่อถามว่า จากผลการสอบสวนของกองทัพพบว่า มีการปลอมแปลงเอกสาร และลงโทษทหารที่เกี่ยวข้องไปแล้ว  พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า เรื่องนี้มีอยู่ชัดเจนและได้ส่งไปด้วย พร้อมรับรองสำเนาถูกต้องจากหน่วยที่ชัดเจน ไม่ใช่ว่าไปขุดจากไหนมา เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงเกิดมาเป็น 10 ปีแล้ว ส่วนถูกลงโทษหรือไม่ ตนไม่ทราบแต่มีรายงานว่าให้เสนอแนะลงโทษ เนื่องจากเอกสารที่ส่งมาทางกระทรวงกลาโหมเป็นสำเนา ส่วนเอกสารจริงส่งให้ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในอดีต แต่จะเป็นอย่างไรต่อไปยังไม่ได้สืบไปถึงขนาดนั้น แค่ส่งเอกสารหลักฐานมาเราก็พอใจแล้ว  

เมื่อถามว่า แสดงว่าในยุคที่ผ่านมากองทัพช่วยปกปิดในเรื่องนี้  พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า ในยุคของตน หลักฐานรวบรวมจากข้อเท็จจริงไม่ใช่หลักฐานที่ปั้นแต่ง เรามีอะไรจะส่งให้สำนักงานผู้ตรวจการฯทุกอย่าง  อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ไม่เหมาะสมที่จะเปิดเผย เอกสารคงต้องไปขอทางสำนักงานผู้ตรวจการฯตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร ทั้งนี้ในความคิดของตนเรื่องการหนีทหารที่ผ่านมามีมากมาย หากมีใครร้องเรียนมาก็เป็นหน้าที่ที่ต้องดำเนินการ ส่วนจะให้ไปดำเนินการหาว่าเป็นใครบ้างคงไม่ไหว  ส่วนกรณีที่นายอภิสิทธิ์ยืนยันมาตลอดว่าไม่ได้หนีทหารนั้น มีสิทธิ์ยืนยันแต่เป็นเรื่องของหลักฐานที่เรามีอยู่ เรื่องนี้เป็นเรื่อง เก่าที่ผ่านมาแล้ว สมัยนี้มีนโยบายชัดเจนและวันนี้ยากหากใครจะทำแบบนี้ เพราะการเกณฑ์ทหารมีขั้นตอนชัดเจนมากขึ้น.

สกัดโรคมือเท้าปาก ทหารสั่งห้ามเด็กเขมร 1-7 ขวบเข้าไทย


วันนี้ (19 ก.ค.) พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคมือเท้าปาก  โดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้าน และในพื้นที่ชายแดนนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. มีความห่วงใยในสุขภาพของประชาชน และเด็กที่เป็นกลุ่มเสี่ยงในการติดเชื้อ โดยกำชับให้กองกำลังชายแดนกำกับดูแล และอำนวยความสะดวกในการตรวจสอบ ตามมาตรการเฝ้าระวังป้องกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะตามด่านตรวจและช่องทางที่มีการผ่านเข้า- ออกระหว่างประเทศ
สำหรับในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ด้าน จ.สระแก้ว ขณะนี้กองกำลังบูรพาได้ร่วมกับด่านตรวจคนเข้าเมือง จ.สระแก้ว และด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศอรัญประเทศในการสุ่มตรวจวัด ไข้ สังเกตอาการของเด็กที่จะเดินทางเข้ามายังประเทศไทย ที่จุดผ่านแดนถาวร บ.คลองลึก–ปอยเปต และจุดผ่อนปรนการค้าอีก 3 แห่ง ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา หากตรวจพบเด็กที่มีไข้สูงจะขอความร่วมมือผู้ปกครอง ให้นำไปตรวจรักษาที่สถานพยาบาลให้หายจากอาการป่วยก่อนที่จะเดินทางเข้ามายัง ฝั่งไทย       

พ.อ.หญิงศิริจันทร์กล่าวต่อว่า สำหรับแรงงานชาวกัมพูชาที่เข้ามารับจ้าง แบบเช้ามาเย็นกลับนั้นได้มีการกำชับให้หน่วยเฉพาะกิจ ป้องกันชายแดนขอความร่วมมือจากผู้ผ่านเข้า–ออกให้งดนำเด็กอายุระหว่าง 1–7 ปี เดินทางเข้ามายังฝั่งไทยในช่วงนี้  นอกจากนี้ยังได้แจกแผ่นพับประชาสัมพันธ์เป็นภาษากัมพูชา ให้ความรู้กับชาวกัมพูชาที่เดินทางเข้ามายังไทยอีกด้วย สำหรับในหมู่บ้านตามแนวชายแดนนั้น กองกำลังบูรพาได้ร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ เข้าตรวจสอบการแพร่ระบาดของโรคและเข้าให้ความรู้กับประชาชน อย่างไรก็ตามแม้จะมีการเผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าว แต่ปัจจุบันนักท่องเที่ยวบริเวณชายแดนด้าน จ.สระแก้ว  ยังอยู่ในภาวะปกติ  รวมถึงชาวกัมพูชาที่เดินทางผ่านเข้า-ออกตามด่านต่าง ๆ ยังคงมีปกติ ทั้งนี้กองกำลังบูรพาจะยังคงติดตามสถานการณ์ของโรคอย่างใกล้ ชิด รวมทั้งการประสานกับหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่เพื่อเข้าแก้ไขปัญหาหาก มีความรุนแรงมากขึ้น.

"ศิริโชค" โต้แทน "มาร์ค" ปัดหนีทหาร พร้อมขู่ฟ้อง "บิ๊กโอ๋"


วันนี้ ( 19 ก.ค.) นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ คนสนิทของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต พาดพิงถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กรณีหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหารว่า มีการเมืองอยู่เบื้องหลัง เนื่องจากมีการปล่อยข่าวออกมาอย่างต่อเนื่องในระยะ 2-3 วันที่ผ่านมา  รวมถึงทนายความของนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคนเสื้อแดง ที่พยายามสร้างกระแสมาโดยตลอด แต่สุดท้ายแล้วพล.อ.อ.สุกำพล ก็ไม่มีอะไรออกมาแถลง เพียงแค่ยืนยันหลักฐานเดิมปี 2542 ที่เคยมีการตรวจสอบมาแล้ว และพล.อ.อ.สุกำพล ก็โยนเรื่องให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยอ้างว่าเอกสารทั้งหมด ได้ส่งไปที่ผู้ตรวจการแผ่นดินแล้ว
ทั้งนี้ ทีมกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์กำลังดูอยู่ว่าจะดำเนินคดีกับพล.อ.อ.สุกำพล ได้หรือไม่หากพบว่าเข้าข่ายนายอภิสิทธิ์ ก็จะฟ้องร้องด้วยตัวเอง ตนตั้งข้อสังเกตว่าทั้งหมดทำเพื่อช่วยนายจตุพร ในคดีที่ถูกนายอภิสิทธิ์ ฟ้องหมิ่นประมาท เพราะมีการแถลงข่าวในช่วงที่กำลังมีการสืบพยาน และถ้าดูจากการสืบพยาน ฝ่ายนายจตุพร ก็ดูจะเพลี่ยงพล้ำ เนื่องจากจเรทหาร ได้ออกมายอมรับว่าถ้านายอภิสิทธิ์ ได้ยื่นสด.9 คือ ใบขึ้นทะเบียนทหารและหลักฐานการผ่อนผัน ว่าไปเรียนต่างประเทศ ก็ถือว่าได้เข้ารับราชการอย่างถูกต้อง ตรงนี้เป็นเหตุให้พล.อ.อ สุกำพล ต้องออกมาแถลงว่ามีการหนีทหาร จากนั้นนายศิริโชค ได้นำใบสด. 9 และทะเบียนบัญชีรายชื่อนักเรียนที่ออกไปศึกษาต่อต่างประเทศ โดยมีรายชื่อนายอภิสิทธิ์ อยู่ในลำดับที่ 3 และหนังสือสด.41 ซึ่งเป็นเอกสารที่นายอภิสิทธิ์ เคยนำมาชี้แจงในสภาผู้แทนราษฎร
นายศิริโชค กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดทั้งหมดมาจากการตั้งกรรมการสอบเมื่อปี 2542 หลักฐาน  ซึ่งนายอภิสิทธฺ์นำหลักฐานดังกล่าวเข้าไปสมัครเป็นทหารและสามารถที่จะสมัคร เข้าเป็นอาจารย์ในโรงเรียนนายร้อยจปร.ได้ ซึ่งหลักฐานต่างๆมีครบถ้วยอยู่แล้ว เพียงแต่วันนี้พล.อ.อ.สุกำพล พยายามสร้างกระแส โดยไม่มีหลักฐานเพิ่มเติม ขอยืนยันว่านายอภิสิทธิ์ พร้อมที่จะพิสูจน์ในเรื่องนี้มิเช่นนั้นคงไม่ฟ้องหมิ่นประมาทนายจตุพรเมื่อ ถามว่ามีการระบุว่า สด. 9 เป็นเอกสารปลอม นายศิริโชค กล่าวว่า เรื่องสด.9 เป็นเอกสารที่ผู้ชายไทยทุกคนเมื่ออายุครบ 17ปี ก็ต้องได้รับอยู่แล้ว ส่วนจะหายหรือไม่หายไม่ได้เป็นผล เพียงแต่มีความพยายามสร้างกระแส  เพราะตอนที่นายอภิสิทธิ์ ไปสมัครเป็นอาจารย์ก็ยื่นใบดังกล่าว แต่ตอนที่จะขอติดยศ ทางจปร.บอกหาใบสด.9 ไม่เจอ นายอภิสิทธิ์ จึงไปขอสด.9 ฉบับใหม่ที่เขตพระโขนง แทน ซึ่งก็ไม่ได้มีนัยยะอะไรที่สำคัญ.

Blog Archive

Design Downloaded from ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ รามคำแหง บางกะปิ | Free Textures | Web Design Resources