วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

''แพง'' ท้อข่าว ''ไพร้ด์'' ซุกกิ๊ก ถ้ามีจริงบอกหน่อยเป็นใคร


รักกันดี ๆ ก็มีข่าวว่าหนุ่ม ไพร้ด์-วุฒิศักดิ์ อินทรภูวศักดิ์ หวานใจสาว แพง-พรรณชนิดา ศรีสําราญ นั้นแอบไปมีกิ๊ก ได้เจอสาวแพงในงาน “โตโยต้า ไฮบริด เอกซโป 2012” ที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว เจ้าตัวเลยแจงว่าไม่เชื่อเรื่องนี้เลย ส่วนตัวเริ่มท้อกับข่าวแล้ว และตั้งใจว่าต่อไปนี้จะพูดเรื่องความรักให้น้อยลง
แพง เผยว่า “เหรอคะ เพิ่งรู้เหมือนกันค่ะ ถามว่าเชื่อมั้ย ก็ต้องถามว่ากิ๊กคือใคร ก็อยากรู้เหมือนกัน อาจจะเป็นประเด็นข่าวมากกว่า บางทีก็ไม่มีอะไรหรอก เหมือนบางข่าวแพงก็ไม่ได้ทำ แต่ก็มีเขียนขึ้นมา แพงก็เข้าใจ แพงอยู่ตรงนี้ มันก็อาจจะเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นมาเอง เราก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนปล่อยประเด็นออกมา” จะไปถามเขาเรื่องนี้มั้ย? “บางเรื่องมันไม่จำเป็นต้องไปถาม เรารู้อยู่แก่ใจว่าอะไรเป็นอะไร อย่างเคยมีข่าวว่าหนูไปวีน หนูก็เคยทำ เขาก็รู้อยู่แล้ว เราอยู่ตรงนี้เราก็ต้องเข้มแข็ง ถ้าเราไม่เข้มแข็งสักวันนึงก็คงต้องเปลี่ยนไป” ไม่เชื่อว่าเขามีกิ๊ก? “เท่าที่เห็นก็ไม่มี หนูถึงถามไงคะ ถ้าบอกว่ามีกิ๊กจริง บอกได้มั้ยว่ากิ๊กคือใครหรือทราบข่าวนี้มาจากไหน เราจะได้รู้ บางทีฟังข่าวมาก ๆ อย่างที่บอกถ้าเราไม่เข้มแข็ง สุดท้ายมันก็เป็นปัญหาของเราสองคนเอง” เราไม่ซีเรียสเรื่องข่าวนี้? “ฟังแล้วมันก็รู้สึกไม่ค่อยดีเหมือนกัน แพงเลยไม่อยากให้สัมภาษณ์อะไรเยอะ กลายเป็นว่ามันถูกจับมาเป็นประเด็น มันเป็นเรื่องของคนสองคน ถ้ามันกลายเป็นสามสี่ห้าหก แบบนี้ก็จะทำให้ทุกอย่างมันไม่มีอะไรดีขึ้น”ต้องเช็กโทรศัพท์กันมั้ย? “ก็ปกติค่ะ เหมือนคนอื่นทั่วไปมากกว่า คงไม่ได้เอารายละเอียดมาให้ทุกคนรู้ มันคงไม่ดีค่ะ” แต่บางกระแสมองว่าคู่เราเหมือนคนเจ้าชู้มาเจอกัน? “แล้วหนูเจ้าชู้ตรงไหนคะ ที่ผ่านมาก็บอกไปแล้วว่าไม่ได้มีแฟน ไม่ได้คบใคร เราพูดเรื่องจริง แล้วพอวันนึงเราชัดเจนขึ้นมาก็กลายเป็นว่ามันเป็นเรื่องไม่ดีอีก เลยขอไม่พูดดีกว่า ถ้าหลังจากนี้แพงคงไม่พูดอะไรเรื่องนี้แล้ว เพราะแพงรู้สึกว่าแพงพูดเยอะแล้ว อันนี้มันเป็นเรื่องส่วนตัวของแพงกับเขา แต่ถ้าเป็นเรื่องอื่นแพงก็ยินดีตอบ แต่เรื่องตอบไปก็ไม่เห็นได้ดีเลย” ท้อมั้ยเจอข่าวบ่อย ๆ? “นิดหน่อยค่ะ อารมณ์แบบบางทีเราไม่ได้ทำก็ไม่รู้จะพูดยังไง บางคนก็เชื่อ เราอธิบายให้ฟัง ก็ไม่รู้จะพูดยังไงดีเหมือนกันค่ะ”.

"ยู่ยี่"ยันตั้งใจเยียวยาสัตว์ป่วย


เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 17 ก.ค. พ.ต.อ.กิตติพงศ์ ขาวสำอางค์ รอง ผบก.ปทส. พ.ต.ต.สุวัฒนชัย ศรีทองสุข สว.กก.1 ปทส. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมอุทยานสัตว์ป่าและพรรณพืช กรมป่าไม้ เข้าตรวจสอบบ้านเลขที่ 21/43 ซอยรามคำแหง142 แขวงและเขตสะพานสูง และบ้านเลขที่ 59/95 ซอยรามคำแหง 140 แขวงและเขตเดียวกัน โดยบ้านทั้ง 2 หลัง เป็นของนางอลิสาหรือยู่ยี่ อินทุสมิท เกวสต้า อายุ 38 ปี เป็นเจ้าของและผู้เช่า หลังจากที่เจ้าหน้าที่ ปทส.ได้เข้าตรวจสอบและอายัดสัตว์บางรายการตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ พ.ศ.2535 ไปแล้ว ตั้งแต่เมื่อวานนี้ (16 ก.ค.)
รอง ผบก.ปทส. กล่าวว่า ในการเข้าตรวจสอบวันนี้ เป็นการนำเจ้าหน้าที่จากกรมอุทยานสัตว์ป่าและพรรณพืช กรมป่าไม้ เข้าตรวจสอบสัตว์ทั้งหมดที่อยู่ภายในบ้านหลังดังกล่าว เพื่อตรวจสอบว่าสัตว์ชนิดใดเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ พ.ศ.2535 หรือไม่ หลังมีการตรวจยึดงูเหลือม 2 ตัว นกกาเหว่าลาย 1 ตัวและนกเค้าเหยี่ยว 1 ตัว ไปก่อนหน้านี้
นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังตรวจสอบย้อนกลับไปถึงที่มาของสัตว์ดังกล่าวด้วย ว่าเข้าข่ายผิดกฎซีไอทีอีเอสหรือไม่ โดยถ้าพบว่าสัตว์ตัวใดอยู่ในข่ายความผิดหรือไม่มีใบครอบครอง เจ้าหน้าที่จะดำเนินการแจ้งข้อหาครอบครองสัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งมีโทษปรับไม่เกิน 40,000 บาท จำคุกไม่เกิน 4 ปี หรือทั้งจำและปรับ

ด้าน ยู่ยี่-อริสา กล่าวว่า สำหรับสัตว์ทั้งหมดที่ได้มานั้น ส่วนมากเป็นสัตว์ที่นำมารักษา หลังจากหายดีและการันตีว่าสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับสัตว์อื่นตามปกติได้ ก็จะปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติ ส่วนที่มาของสัตว์นั้น ขอชี้แจงว่าตนเองเป็นอาสาของสมาคมพิทักษ์สัตว์ไทย (AGA) ซึ่งจะคอยช่วยเหลือ รักษา อนุรักษ์สัตว์อยู่แล้ว และทำมานานแล้วด้วย โดยเมื่อมีคนแจ้งหรือมีคนพบสัตว์ถูกปล่อยทิ้งก็จะรีบไปรับมาดูแลรักษา ทำให้มีสัตว์บางตัวไม่มีหลักฐานในการครอบครอง แต่ยืนยันได้ว่าไม่เคยซื้อขาย และไม่ได้ทรมานแน่ ตนนำมาอนุรักษ์จริง ๆ สำหรับเสือไฟ (Asian Golden Tiger) ที่พบในบ้านได้มาตอนน้ำท่วม โดยมีการนำไปลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานที่ สน.บางชัน เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2555 ด้วย เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ว่าตั้งแต่คุ้มครอง ดูแล อนุรักษ์ รักษา ไม่ได้มีไว้เพื่อครอบครองตามนิยมแน่นอน.

“ตู่-จตุพร” ไม่เห็นด้วยศาลถอนประกันปราศัยอัดศาลรธน.


เมื่อวันที่ 17 ก.ค. นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ นายจตุพร พรหมพันธุ์ อดีต ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำแนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ( นปช.) กล่าวถึงกรณีที่ศาลอาญาเรียกตัวนายจตุพร มาสอบถามวันที่ 23 ก.ค.นี้ เกี่ยวกับพฤติการณ์ขึ้นปราศรัยโจมตีศาลรัฐธรรมนูญ ที่อาจฝ่าฝืนเงื่อนไขการประกันตัวคดีก่อการร้ายว่า นายจตุพรไม่เห็นด้วยที่ศาลจะพิจารณาเรื่องถอนประกัน แต่ก็มีความพร้อมที่จะมาให้ศาลสอบถาม ตนคิดว่าไม่น่าจะมีอะไร เพราะเป็นแค่การแสดงความคิดเห็นตามกฎหมาย โดยตนมีการประเมินสถานการณ์เตรียมพยานและหลักฐานไว้พร้อมแล้ว ทั้งของนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ และนายจตุพร ที่ไม่ได้มีตำแหน่ง ส.ส.และคิดว่าศาลอาญาจะให้ความเป็นธรรม
“การที่ศาลออกหมายเรียกนายจตุพรและนายก่อแก้ว รวมถึงแกนนำอีกกว่า 23 คนมาสอบ และจะพิจารณาถอนประกันหรือไม่นั้น เชื่อว่าประชาชนทั่วไปก็คงรู้อยู่แล้ว เพราะจำเลยบางคนก็ไม่ได้ขึ้นเวที และถึงขึ้นเวทีจะแสดงความคิดเห็นไม่ได้เลยหรือ” นายวิญญัติกล่าว.

“จเรทหารบก” เบิกความคดีหมิ่น “มาร์ค” หนีทหาร ระบุ ขาดการตรวจเลือกทหารกองเกิน ปี 30


ที่ห้องพิจารณาคดี 801 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เมื่อวันนี้ (17 ก.ค.) ศาลนัดสืบพยานจำเลย คดีหมายเลขดำ อ.1008/2553 ที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายจตุพร พรหมพันธุ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำแนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ( นปช.) เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 และ 332 กรณีเมื่อวันที่ 29 ม.ค.-15 ก.พ.53 จำเลย กล่าวปราศรัยต่อกลุ่มคนเสื้อแดงและประชาชนที่รับชมสถานีโทรทัศน์ ช่องพีเพิล แชลแนล กล่าวหาว่าโจทก์เป็นนายกรัฐมนตรีที่สั่งฆ่าประชาชนและหลบเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร โดยทนายความจำเลย นำ พ.อ.สมโชค ไกรศิริ จเรทหารบก ขึ้นเบิกความสรุปว่า เมื่อวันที่ 7 เม.ย.30 นายอภิสิทธิ์ได้หลีกเลี่ยงขัดขืนไม่เข้าทำการตรวจเลือกทหาร กองเกินเข้ากองประจำการปี 2530 และเป็นคนขาดการตรวจเลือกฯที่มีความผิด ตาม พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2497 มาตรา 27 และ 45 โดยนายอภิสิทธิ์ไม่มีหลักฐานการผ่อนผัน จึงไม่มีหลักฐานทางทหาร เพื่อประกอบการบรรจุเข้าทำงานในโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.) แต่ภายหลังโรงเรียนนายร้อย จปร.ดำเนินการทำหลักฐานขออนุมัติบรรจุนายอภิสิทธิ์ ซึ่งการบรรจุทำให้นายอภิสิทธิ์ได้เข้ารับราชการทหาร ทั้งนี้พยานทราบมาว่าที่นายอภิสิทธิ์ได้เข้ารับราชการทหาร มาจากการประสานงานจากกรมสารบัญโรงเรียนนายร้อย จปร.
ขณะที่ พ.อ.สมโชค ตอบคำถามซักค้านของทนายโจทก์ ว่า พยานไม่ทราบเลยว่าการไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษของนายอภิสิทธิ์ จะมี ก.พ.เป็นผู้ดูแลทำหนังสือผ่อนผันโดยตรง และไม่ต้องมารับการตรวจเลือกฯ ซึ่งถ้าเป็นกรณีแบบนี้จริงยอมรับว่าไม่ใช่การหนีทหาร แต่เป็นเรื่องที่ได้รับการผ่อนผัน และเมื่อนายอภิสิทธิ์ได้เป็นอาจารย์สอนที่โรงเรียนนายร้อย จปร.แล้ว จึงไม่ต้องถูกเรียกเข้าประจำการตามมาตรา 14 วรรค 7 อย่างไรก็ตามไม่ทราบว่าที่โรงเรียนนายร้อย จปร.และกระทรวงกลาโหมไม่เคยเรียกตัวนายอภิสิทธิ์ไปสอบ และให้ชี้แจงเลยสักครั้งจะเป็นเรื่องทางการเมืองหรือไม่ และที่ไม่มีหลักฐานการเข้าตรวจเลือกฯ และผ่อนผันทหารอาจจะเป็นการทำลายหลักฐานทิ้งไป
ภายหลังการเบิกความ นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายจตุพร จำเลยกล่าวว่า วันนี้พยานเบิกความได้เป็นประโยชน์กับฝ่ายจำเลย ซึ่งพยานเองระบุว่าหลังจากนายอภิสิทธิ์ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการทหารแล้ว มีการเดินทางต่างประเทศเป็นเวลากว่า 200 วันภายใน 1 ปี ทั้งที่มีการปฏิบัติหน้าที่เพียง 300 วัน.

ตร.ทลายแหล่งผลิตเพลงละเมิดลิขสิทธิ์


เมื่อเวลา 17.00 น. วันนี้ (17 ก.ค.) พล.ต.ต.วรศักดิ์ นพสิทธิพร รองผบช.น. พล.ต.ต.ชัยวัฒน์ ฉันทวรลักษณ์ ผบก.สปพ. พ.ต.อ.ญาณพงษ์ โสมาภา ผกก.สน.วังทองหลางพร้อมเจ้าหน้าที่นำหมายค้นศาลอาญาเลขที่ 223/2555 ลงวันที่ 17 ก.ค. เข้าค้นบ้านเลขที่ 871,873 หมู่บ้านบดินทรรักษา แขวงและเขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ หลังสืบทราบว่าบ้านหลังดังกล่าวมีการลักลอบผลิตและจำหน่ายดีวีดีและซีดีเพลง ละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนมาก เบื้องต้นพบเป็นบ้านทาวน์เฮ้าท์ สูง 2 ชั้น ติดกัน 2 คูหา โดยมีนางอลิษา เศรณีพงศ์ อายุ 30 ปี รับสารภาพว่าเป็นผู้เช่าบ้านหลังดังกล่าว จากการตรวจสอบพบเครื่องผลิตซีดี เครื่องคอมพิวเตอร์ แผ่นเพลงละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 2,500 แผ่น แผ่นดีวีดีเพลง 100 แผ่น แผ่นซีดีเปล่าจำนวน 2,000 แผ่น ปกเสนอจำหน่ายเพลงอีกจำนวนมาก
พล.ต.ต.วรศักดิ์เปิดเผยว่า ได้รับการร้องเรียนจากบริษัทโซนี่ไทยฯ ว่าบ้านดังกล่าวมีการลักลอบผลิตซีดีละเมิดลิขสิทธิ์ และนำออกมาจำหน่ายตามสถานที่ต่าง ๆ จึงขอหมายค้นเข้าตรวจสอบก็พบของกลางทั้งหมดในห้องชั้นสอง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นซีดีเพลงทั้งเพลงไทยและเพลงสากล สร้างความเสียหายให้แก่เจ้าของลิขสิทธิ์อย่างมาก พวกนี้กวาดล้างเท่าไรก็ไม่หมดยังมีการลักลอบผลิตอย่างต่อเนื่อง หากใครมีเบาะแสสามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือที่ บช.น. จะได้ช่วยกันกวาดล้างให้หมดไป

ด้านนางอลิษาให้การว่า ทำการลักลอบผลิตและจำหน่ายเพลงมา 1 ปีกว่า จากนั้นจะนำไปขายที่ตลาดนัดทั่วกรุงเทพ ฯ โดยเฉพาะย่านสีลมขายแผ่นละ 50 บาท ส่วนใหญ่เป็นเพลงจำพวกเอ็มพี 3 โดยจะไปหาซื้อแผ่นแท้มาและทำการปั๊มขาย หมุนเวียนไปตามตลาดนัดต่าง ๆ โดยตนทำเป็นอาชีพหลัก.

รวบหนุ่มโรงงานพลาสติกย่านมหาชัยพิมพ์แบงก์ปลอม


เมื่อเวลา 19.00 น. วันนี้ (16 ก.ค.) พ.ต.อ.ธนกฤต ไชยจารุวุฒิ ผกก.สน.บางขุนเทียน พ.ต.ท.ไกรวิทย์ อุณหก้องไตรภพ, พ.ต.ท.ปัญญา กุลไทย สว.สส.สน.บางขุนเทียน ร่วมกันแถลงข่าวจับกุมตัวนายสุพรรณ์ หรือ “หนึ่ง บรรจงปรุ” อายุ 36  ปี อยู่บ้านเลขที่ 151/5 ถ.ริมทางรถไฟสายท่าเรือ แขวงและเขตคลองเตย กรุงเทพฯ และนายราเมศ หรือ “เคน ค้างคีรี” อายุ 26 ปี อยู่บ้านเลขที่ 36 ม.5 ต.บ้านแก่ง อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย พร้อมของกลางธนบัตรปลอมใบละ 1,000 บาท รวม 5 ใบ ธนบัตรปลอมใบละ 100 บาท รวม 30 ใบ พร้อมเครื่องคอมพิวเตอร์ และเครื่องปริ้นท์เตอร์อีก 1 ชุด โดยจับกุมตัวได้ที่แยกนิลกาจ ถนนกัลปพฤกษ์ แขวงบางขุนเทียน เขตจอมทอง กรุงเทพฯ
พ.ต.อ.ธนกฤต กล่าวว่า สืบเนื่องมาจากเมื่อเวลา 15.00 น.ที่ผ่านมา มีสายลับแจ้งว่ามีผู้นำธนบัตรปลอมมาขายและใช้จ่ายในพื้นที่จึงสั่งการให้ ร.ต.อ.ภีรชาติ คุ้มสังข์ รอง สว.สส.สน.บางขุนเทียน ทำการวางแผนขอล่อซื้อจากทางผู้ผลิตโดยสั่งซื้อธนบัตรปลอมจำนวน 10,000 บาท ในราคา 2,000 บาท นัดหมายให้มาส่งของกลางที่แยกนิลกาจ ถนนกัลปพฤกษ์ เมื่อนายสุพรรณ์ปรากฏตัวตามนัดหมายจึงควบคุมตัวไว้ได้พร้อมของกลางธนบัตร ปลอมทั้งหมด ก่อนนำตัวไปตรวจค้นห้องพักที่ซอยวัดบรรฑูรสิงห์ ต.บางโทรัด อ.เมือง จ.สมุทรสาคร พบนายราเมศ อยู่ในห้องพร้อมของกลางเครื่องคอมพิวเตอร์กับปริ๊นท์เตอร์ได้อีก 1 ชุด จากนั้นจึงควบคุมผู้ต้องหาทั้ง 2 รายมาสอบสวนที่ สน.บางขุนเทียน
จากการสอบสวน นายสุพรรณ์ ให้การรับสารภาพว่า ปัจจุบันทำงานเป็นลูกจ้างโรงงานพลาสติกย่านสมุทรสาคร พักอยู่กับนายราเมศ ที่ห้องเช่าดังกล่าว ส่วนแบงก์ปลอมที่ทำขึ้นนั้นไม่ได้ใช้เครื่องมือพิเศษแต่อย่างใด ตนลองผิดลองถูกเองไม่มีใครสอนให้ทำ เพราะเคยเป็นช่างซ่อมคอมพิวเตอร์มาก่อน จึงมีเพียงคอมพิวเตอร์ เครื่องปริ๊นท์เตอร์ที่สามารถถ่ายเอกสารได้และกระดาษเอ 4 ธรรมดาเท่านั้น สำหรับเทคนิคเวลาจะปลอมแปลมต้องเลือกแบงก์ต้นฉบับที่ค่อนข้างเก่าเพื่อให้ สีสันของแบงก์ปลอมออกมาเหมือนของจริงไม่อย่างนั้นสีจะดูสดหลอกตา ซึ่งตนจะเลือกทำปลอมเฉพาะแบงก์ฉบับละ 100 และ แบงก์ฉบับละ 1,000 เท่านั้นเนื่องจากเหมือนจริงที่สุดมองกลางคืนแทบไม่เห็นความแตกต่าง โดยถ้าหากจะปลอมแบงก์ 100 จะใช้กระดาษเอ 4 สีชมพู และถ้าหากจะปลอมแบงก์ 1,000 จะใช้กระดาษเอ 4 สีขาว พอปริ๊นท์ออกมาเป็นแผ่นแล้วก็จะใช้กรรไกรตัดให้เสมอขอบ ที่ผ่านมาเคยทำใช้ชำระค่าแท็กซี่และซื้อของตามร้านสะดวกซื้อได้อย่างปกติ เพิ่งจะตัดสินใจทำออกขายให้ลูกค้าได้เพียง 2 ครั้งก็มาโดนจับเสียก่อน ส่วนที่คิดปลอมธนบัตรขึ้นมานั้น เพื่อนำเงินที่ได้ไปซื้อยาเสพ
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาหนักจำนวน 2 ข้อหา คือ ร่วมกันทำปลอมขึ้นซึ่งเงินตราไม่ว่าจะปลอมขึ้นเพื่อให้เป็นเหรียญกษาปณ์ ธนบัตร พันธบัตรรัฐบาลใบสำคัญสำหรับรับดอกเบี้ยพันธบัตรหรือสิ่งอื่นใดซึ่งรัฐบาล ออกใช้หรือให้อำนาจออกใช้ และร่วมกันมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งสิ่งที่ตนได้มาโดยรู้ว่าเป็นเงินตราปลอม หรือแปลง ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฎหมายต่อไป.

สาวซิ่งอัลติสชนราวเหล็กขอบทางดับสยอง


เมื่อเวลา 03.00 น.วันนี้(17ก.ค.) ร.ต.อ.ชนินทร ง่วนสน พนักงานสอบสวน (สบ 1) สน.ปทุมวัน รับแจ้งอุบัติเหตุรถเก๋งพุ่งชนราวกั้นขอบทางทำให้ผู้ขับขี่เสียชีวิต บริเวณถนนพระรามที่ 4 ฝั่งขาเข้า ตรงข้ามกับสภากาชาดไทย แขวงและเขตปทุมวัน จึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมหน่วยกู้ภัยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง
ที่เกิดเหตุอยู่บนถนนพระรามที่ 4 ฝั่งขาเข้ามุ่งหน้าแยกสามย่าน ในช่องทางขวาสุด เจ้าหน้าที่พบรถโตโยต้าอัลติส สีดำ ทะเบียนป้ายแดง พ 3096 กรุงเทพมหานคร สภาพด้านหน้าพุ่งชนกับราวเหล็กกั้นขอบทางใต้สะพานไทย-ญี่ปุ่น จนราวเหล็กเสียบทะลุไฟหน้าเข้าไปถึงห้องโดยสาร ตรวจสอบภายในรถพบศพ น.ส.อนาวรณ์ ปกป้อง อายุ 21 ปี อยู่บ้านเลขที่ 80/2 หมู่ที่ 6 ต.หันนางาม อ.ศรีบุญเรือง จ.หนองบัวลำภู สภาพศพนอนหงายอยู่บนเบาะคนขับ สวมเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงิน นุ่งกางเกงยีนส์ ถูกรั้วราวเหล็กกั้นกระแทกเข้าที่กลางลำตัวเป็นที่น่าสยดสยอง เจ้าหน้าที่ต้องใช้เครื่องตัดถ่างงัดเอาร่างผู้ตายออกมาจากซากรถ ก่อนนำศพส่งสถาบันนิติเวช
ต่อมามีนายวราวุธ ตั้งใจอยู่ อายุ 47 ปี เดินทางมายังที่เกิดเหตุ พร้อมให้การกับเจ้าหน้าที่ว่า ผู้ตายเพิ่งซื้อรถคันดังกล่าวมาได้ 3 เดือน ตอนนี้ยังไม่ได้ทำงานอะไรเนื่องจากกำลังรอสอบเข้าเป็นตำรวจอยู่ โดยก่อนเกิดเหตุผู้ตายกับตนได้ไปนั่งดื่มกินกับในซอยธนิยะ เพื่อปรึกษาเรื่องที่มีปัญหาทะเลาะกับแฟน จนกระทั่งร้านปิดก็แยกย้ายกันกลับ หลังจากนั้นตนก็ขับรถมาถึงจุดเกิดเหตุก็พบว่าผู้ตายขับรถเสียหลักพุ่งชนราว เหล็กกั้นขอบทางจนเสียชีวิตดังกล่าว
ด้านพยานในที่เกิดเหตุซึ่งเป็นกลุ่มคนขับแท็กซี่ กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุเห็นผู้ตายขับรถมาบนถนนสุรวงศ์ด้วยความเร็วสูงและขับส่ายเหมือน คนเมา จากนั้นก็ไปเฉี่ยวชนกับรถแท็กซี่ที่จอดรอผู้โดยสารอยู่ด้านหน้าร้านแฟมิลี่ มาร์ท ก่อนขับหลบหนีเลี้ยวซ้ายที่แยกอังรีดูนังต์ เข้ามาในถนนพระรามที่ 4 ก่อนจะเสียหลักปีนขึ้นฟุตบาทใต้สะพานลอยไทย-ญี่ปุ่น และพุ่งชนราวเหล็กกั้นขอบทางจนเสียชีวิตดังกล่าว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า ผู้ตายน่าจะอยู่ในอาการมึนเมาสุราอย่างหนักจนไม่สามารถควบคุมรถได้ทำให้รถ เสียหลักปีนขึ้นฟุตบาทพุ่งชนราวเหล็กกั้นสะพานจนทำให้เสียชีวิตดังกล่าว.

โปลิศร้อยเอ็ดล็อกเจ้าอาวาสเมาซิ่งเก๋งชนดะ


กลางดึกที่ผ่านมา พ.ต.ท.เริ่งศักดิ์ สุวรรณศรี พงส.(สบ.3) สภ.เมืองร้อยเอ็ด รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถชนกันใกล้ทางเข้าโรงเรียนสอนคนตาบอด ต.ดงลาน อ.เมือง จึงรีบไปตรวจสอบ ที่เกิดเหตุพบรถเก๋ง นิสันสีบอร์น ทะเบียน  กค 3776 ร้อยเอ็ด จอดอยู่ไหล่ทาง สภาพด้านข้างฝั่งคนขับมีร่องรอยถูกชนได้รับความเสียหาย โดยมีนายบรรพต เสริฐวิชา อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 11 หมู่ 11 ต.ขอนแก่น อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด เจ้าพนักงานคอมพิวเตอร์ระดับ 5 สำนักงานสรรพากรพื้นที่ร้อยเอ็ด คนขับยืนรอหน้าเซ็ง ให้การว่า เพิ่งถูกรถเก๋งไม่ทราบทะเทียนเฉี่ยวชนแล้วขีบหลบหนีไปตามเส้นทางถนนเลี่ยง เมือง เจ้าหน้าที่จึงรีบวิทยุแจ้งสกัดจับ
โดยเพียงไม่นานเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งว่าพบรถต้องสงสัยขับหลบเข้าไปภายใน มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตร้อยเอ็ด จึงติดตามไปตรวจสอบ ปรากฏว่าพบรถเก๋ง โตโยต้า โคโรลล่า สีบออนซ์เงิน แต่งซิ่งโหลดเตี้ย ทะเบียน ฌจ 7276 กรุงเทพมหานคร จอดอยู่ในมุมมืด สภาพด้านข้างมีรอยเฉี่ยวชนเป็นทางยาว ยางหน้าด้านขวาแตก ที่เบาะคนขับพบพระหนึ่งฤทัย สุจิตโต อายุ 34 ปี เจ้าอาวาสวัดบ้านโนนขาม หมู่ 10 ต.จังหาร อ.จังหาร จ.ร้อยเอ็ด นั่งหมดสภาพคาจีวร ในอาการเมาสุราพูดจาไม่รู้เรื่อง อ้างว่าไม่ใช่คนขับ แต่เมื่อเค้นถามจึงยอมรับว่า เป็นผู้ขับรถคันดังกล่าวเอง จึงคุมตัวไปโรงพักเพื่อเป่าแอลกอฮอล์ ซึ่งผลปรากฏว่ามีระดับแอลกอฮอล์สูงถึง 215 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวไปดำเนินการสึกที่วัดสระทอง และคุมตัวไปดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป.

รวบนักค้ายารายสำคัญค่าหัว1แสน


เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 17 ก.ค. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) พล.ต.ต.สาโรจน์ พรหมเจริญ รองผบช.น. พร้อมด้วยพ.ต.อ.ภาณุรัตน์ หลักบุญ รองผบก.สปพ. ร่วมกันแถลงข่าวผลการจับกุมตัวนายศักดา หรือต๊อด หรือแบงค์ เลิศรัศมิทัศ อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่33/300 หมู่ 10 แขวงและเขตลาดพร้าว ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 136/2554 ลงวันที่ 30 สิงหาคม 2554 ข้อหาร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย และเป็นนักค้ายาเสพติดรายสำคัญที่มีค่าหัวในการนำจับ 1แสนบาท โดยผู้ต้องหาถูกเจ้าหน้าที่กองกำกับการสายตรวจ 191 จับกุมตัวได้บริเวณซอยประเสริฐมนูกิจ ถนนนวมินทร์ แขวงคลองกุ่ม เขตบางกะปิ กทม. เมื่อวันที่ 16 ก.ค. ที่ผ่านมา
พล.ต.ต.สาโรจน์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่กก.สายตรวจ บก.สปพ.สืบทราบว่านายศักดามีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและมักจะนัดส่ง ยาที่บริเวณซอยประเสริฐมนูกิจเป็นประจำ ชุดจับกุมจึงนำกำลังไปเฝ้าสังเกตการณ์ กระทั่งพบนายศักดา ขับรถยนต์นิสสัน เทียน่า สีขาว หมายเลขทะเบียนป้ายแดง ถ-2712 กรุงเทพมหานคร เข้ามาจอด แต่ตรวจค้นไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย เมื่อเชิญตัวมาสอบสวนและทำการตรวจสอบประวัติพบว่าผู้ต้องหามีหมายจับในคดียา เสพติด และเป็นนักค้ายาเสพติดรายสำคัญที่ทางราชการต้องการตัว ติดแบล็คลิสของสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.) มีการตั้งรางวัลนำจับเอาไว้ 1 แสนบาท
พล.ต.ต.สาโรจน์ กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2554 เจ้าหน้าที่ตำรวจบช.ปส.ได้ทำการจับกุมตัวขบวนการค้ายาเสพติด พร้อมกับยึดของกลางยาไอซ์ได้ 94 กิโลกรัม จับกุมผู้ต้องหาได้ 3ราย คือนายศราวุธ แต่งงาม น.ส.บุณฑธิดา สุขป้อม และนายชัยพฤก ศิริสุนทร ส่วนนายศักดาซึ่งอยู่ในขบวนการด้วย ได้หลบหนีไป กระทั่งมาถูกจับกุมตัวในที่สุด จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ แต่ทางตำรวจมีหลักฐานชัดเจน ซึ่งนายศักดาก็ชี้ยืนยันว่าบุคคลในภาพหมายจับเป็นตัวเองจริง หลังจากนี้จะควบคุมตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนบช.ปส.ดำเนินคดีต่อไป
อีกคดีพ.ต.อ.สุรพงษ์ ชัยจันทร์ รองผบก.น.1 พร้อมด้วย พ.ต.อ.ภานพ วรธนัชชากุล ผกก.สน.ดินแดง และพ.ต.ท.ณภัทร คูหาทอง สว.สส.สน.ดินแดง ร่วมกันแถลงข่าวจับกุมตัวนางกัลยวรรธน์ หรือกอบ ลุยจันทร์ อายุ 59 ปี พร้อมของกลางใบกระท่อม รวมทั้งสิ้น 16,953 ใบ และเงินสด 200 บาท โดยจับกุมได้ที่หน้าบ้านเลขที่ 479/132 ต่อเนื่องบ้านเลขที่ 479/187 ซอยสุทธิพร ถนนประชาสงเคราะห์ แขวงและเขตดินแดง
พ.ต.อ.สุรพงษ์ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากสายลับว่านางกอบ ไม่ทราบชื่อนามสกุลจริง ลักลอบจำหน่ายใบกระท่อมอยู่ที่บริเวณหน้าบ้านเลขที่ 479/187 จึงทำการล่อซื้อ เมื่อผู้ต้องหามาตามที่นัดหมายพร้อมกับเอาใบกระท่อมที่ซ่อนอยู่ในผ้ากัน เปื้อนส่งให้  จึงเข้าจับกุมทันที ก่อนจะนำตัวไปตรวจยึดของกลางเพิ่มเติมที่บ้านเลขที่ 479/187 พบว่ามีใบกระท่อมซุกซ่อนอยู่อีกจำนวนมาก จึงควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนสน.ดินแดงดำเนินคดีในข้อหามียาเสพติดให้โทษ ประเภท 5(พืชกระท่อม)ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่าย.

ซี6เครียดไกลบ้านซดแลนเนทลาโลก


เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 17 ก.ค. พ.ต.ต.ราชันต์ เพชรุจิ สวส.สภ.เมืองอ่างทอง รับแจ้งมีผู้กินยาฆ่าตัวตายเสียชีวิตในบ้านเช่า ไม่มีเลขที่ ชุมชนบางแก้ว ต.บางแก้ว อ.เมือง จึงรีบไปตรวจสอบพร้อม พ.ต.อ.อนุสรณ์ วะยาคำ ผกก ผง แพทย์เวร รพ.อ่างทอง และเจ้าหน้าที่กู้ภัยวีอาร์อ่างทอง ที่เกิดเหตุพบศพนายบุญเลิศ ริ้วสไว อายุ 57 ปี หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการสถิติจังหวัดอ่างทอง ข้าราชการระดับ 6 นอนน้ำลายฟูมปาก มือเท้าหงิกงอ สวมเสื้อคลุมสีดำ กางเกงขาสั้น ใกล้ศพพบขวดยาฆ่าแมลงยี่ห้อแลนเนทเปิดวางอยู่ จึงเก็บเป็นหลักฐาน
จากการสอบสวนนายอนุพงษ์ วงศ์คำภู เพื่อนร่วมงานของผู้ตาย ให้การว่า ผู้ตายเพิ่งย้ายจาก จ.ลพบุรี มาประจำอยู่ที่ จ.อ่าทอง ได้เพียง 3 ปี โดยมาเช่าบ้านอยู่อย่างโดดเดียว จะกลับเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ เท่านั้น ทำให้มีอาการคิดถึงบ้านและครอบครัว จนมักเหม่อลอย ถึงขึ้นเปรยว่าอยากตาย ต้องไปพบจิตแพทย์ โดยแพทย์ระบุบว่าเป็นโรคซึมเศร้า ก่อนเกิดเหตุเห็นไม่มาทำงานด้วยความเป็นห่วงจึงแวะมาดู แต่กลับพบเป็นศพเสียแล้ว   
เบื้องต้นคาดผู้ตายคงเครียดจัดจากโรคซึมเศร้าจึงตัดสินใจกินยาฆ่าแมลง ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ส่งศพไปชันสูตรตามขั้นตอนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป.

“เฉลิม”เปิดโครงการพ่อแม่อาสา นำพาปลอดยาเสพติด เน้นมาตรการครอบครัวบำบัด


เมื่อวันที่ 17 ก.ค.ที่ศูนย์ประชุมไบเทค บางนา  กรมคุมประพฤติ จัดงานเปิดตัวโครงการพ่อแม่อาสา  นำพาปลอดยาเสพติด กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ 80 พรรษา มหาราชินี เพื่อบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดคืนคนดีสู่สังคม โดยเน้นให้พ่อแม่และผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด โดยร.ต.อ.เฉลิม  อยู่บำรุง  รองนายกรัฐตรี เป็นประธาน พร้อมด้วยพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรมและนายกิตติพงษ์  กิตยารักษ์  ปลัดกระทรวงยุติธรรม โดยร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่าบุคคลในครอบครัวถือเป็นผู้ที่มีความใกล้ชิดกับบุตรหลานมากที่สุด จึงเชื่อว่าจะเข้าใจปัญหาและเป็นผู้บำบัดได้ดีที่สุด ทั้งนี้โครงการพ่อแม่อาสานำพาปลอดยาเสพติดถือเป็นรุ่นแรกที่เริ่มเปิดตัว โครงการจะให้พ่อแม่ของผู้เข้ารับการฟื้นฟูที่อยู่ในเขตพื้นที่ภาคกลาง กทม.และธนบุรี ประมาณ 20,000 คนเข้าอบรมการบำบัดหน้าที่พ่อแม่อาสา โดยให้พ่อแม้สามารถใช้อุปกรณ์ตรวจสารเสพติดได้ด้วยตัวเอง  ส่วนรุ่นที่ 2 จะให้พ่อแม่ผู้เข้ารับการบำบัดฟื้นฟูในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจำนวน 10,000  คนเข้ารับการอบรมหลังจากนั้นจะมีการอบรมครั้งใหญ่ทั่วประเทศ ซึ่งตั้งเป้าให้มีเครือข่ายพ่อแม่อาสาเข้าอบรมให้ได้ 200,000 คน
ร.ต.อ.เฉลิม  กล่าวต่อว่า โครงการนี้มีจุดประสงค์เพื่อเปลี่ยนบ้านให้เป็นสถานฟื้นฟูดูแลบุตรหลาน ส่งเสริมการให้ความรักความอบอุ่น เพราะปัญหาคนในครอบครัวต้องแก้ด้วยครอบครัว  มุ่งสร้างครอบครัวร่วมเป็นหูเป็นตา โดยเฉพาะเป็นภาคีตรวจหาสารเสพติดของบุตรหลานด้วยตัวเอง  สำหรับการอบรมพ่อแม่อาสาจะมีการให้ความรู้เกี่ยวกับการตรวจหาสารเสพติด  พร้อมแจกคู่มือการปฏิบัติตัวของพ่อแม่และเปิดช่องทางติดต่อสื่อสารใกล้ชิด ระหว่างพ่อแม่และสำนักงานคุมประพฤติ  ทั้งนี้สถิติการฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดในระบบบังคับรักษาและผู้ติดยาที่เข้า สู่กระบวนการฟื้นฟูตั้งแต่เดือนมี.ค. 2546-พ.ค. 2555 มีจำนวนทั้งสิ้น 756,020 คน
ด้านนายอุดม อายุ 62 ปี ชาวจ.สระแก้ว หนึ่งในผู้ปกครองที่เข้าร่วมโครงการพ่อแม่อาสากล่าวว่า ตนสมัครใจเข้าร่วมโครงการเพื่อหวังจะช่วยดูแลลูกชายที่ก้าวพลาดไปเกี่ยวข้อง กับยาเสพติด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างบำบัดจะครบ 6 เดือนแล้ว ซึ่งในฐานะผู้ปกครองมองว่าคนใกล้ชิดมีส่วนช่วยผู้บำบัดได้มาก โดยเฉพาะการให้กำลังใจและไม่ซ้ำเติมแต่ใช้วิธีตักเตือนด้วยประสบการณ์และ เหตุผล ซึ่งตนพยายามบอกให้ลูกชายเข้าใจถึงโทษของยาเสพติดว่าเป็นสิ่งที่สังคมไม่ยอม รับ และเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ทั้งนี้ เห็นว่าในส่วนของรัฐบาลควรทำหน้าที่ในการปราบปรามยาเสพติดให้เด็ดขาด เพื่อเป็นการป้องกันตั้งแต่ต้นทาง  ขณะเดียวกันเห็นว่าปัจจุบันมีข้าราชการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งผิด กฎหมายมากขึ้นจึงต้องการให้ภาครัฐช่วยกวดขันด้วย.

จับบ.ก.ข่าวลามกติดกล้องส่องสาวปลดทุกข์


เมื่อช่วงดึกที่ผ่านมา น.ส.เอ (นามสมมติ) อายุ 23 ปี และ น.ส.จอย (นามสมมติ) อายุ 30 ปี ผู้ประกาศข่าวบริษัทเคเบิ้ลทีวีชื่อดังย่านจังหวัดสมุทรปราการ พร้อม น.ส.นก น.ส.น้ำ และ น.ส.ใหม่ (นามสมมติทั้งหมด) เจ้าหน้าที่ฝ่ายข่าวของบริษัทดังกล่าว เดินหน้ามุ่ยเข้าแจ้งต่อ พ.ต.ท.สมภพ สุภาพร พนักงานสอบสวน สภ.เมืองสมุทรปราการ เพื่อให้ดำเนินคดีกับนายธีรรัตน์ เจริญภัคดี อายุ 54 ปี บรรณาธิการข่าวของบริษัท ซึ่งแอบลักลอบติดกล้องแอบถ่ายขณะเข้าไปทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำภายในบริษัท พร้อมนำหลักฐานเป็นคลิปแอบถ่ายที่นายเอก (นามสมมติ) พนักชายชายคนหนึ่งในบริษัทสามารถยึดมาได้จากเครื่องคอมพิวเตอร์ของนายธีร รัตน์
จากการสอบสวนนายเอก ให้การว่า ก่อนหน้านี้ประมาณ 1 สัปดาห์ เจอกล้องแอบถ่ายติดอยู่ใต้อ่างล้างหน้าภายในห้องน้ำรวมซึ่งอยู่บริเวณชั้น 3 ของบริษัท ด้วยความสงสัยจึงลองสำรวจจุดอื่น ปรากฏว่าพบกล้องลักษณะเดียวกันถูกซุอนซ่อนตามส่วนต่าง ๆ ของห้องน้ำอีก 4 ตัว จึงได้ใช้โทรศัพท์มือถือบันถือภาพไว้พร้อมนำเรื่องไปแจ้งผู้บริหารระดับสูง และมีการวางแผนเพื่อหวังจับตัวผู้กระทำให้ได้  กระทั่งพบนายธีรรัตน์ มีพฤติกรรมต้องสงสัย เพราะมักจะเดินเข้าไปนำดูดภาพจากกล้องมาถ่ายโอนลงเครื่องคอมพิวเตอร์ของตัว เอง จึงอาศัยช่วงเจ้าตัวเผลอเข้าไปตรวจสอบข้อมูลในเครื่องของนายธีรรัตน์ ปรากฏว่าพบคลิปแอบถ่ายพนักงานหญิงขณะเข้าไปปลดทุกข์ในห้องน้ำมากถึง 46 คลิป
“แต่ละคลิปจะสามารถบันทึกช่วงเวลาที่พนักงานทั้งชายหญิงเข้าไปทำธุระส่วน ตัวในห้องน้ำอย่างครบถ้วนหลายมุมกล้อง คล้ายวีซีดีแอบถ่ายที่ขายให้กับบรรดาพวกโรคจิตวิตถารตามเว็บไซต์และย่านคลอง ถม โดยจากการตรวจสอบพบว่ามีพนักงานหญิงที่เข้าข่ายเป็นผู้เสียหายมากถึง 9 คน ทั้งนักศึกษาฝึกงานและพนักงานประจำ จึงได้นำเรื่องนี้ไปแจ้งให้ผู้บริหารทราบ ก่อนปรึกษากันและมาแจ้งความเอาเรื่องดังกล่าว” นายเอก กล่าว
หลังรับแจ้งเจ้าหน้าที่ได้รีบไปเชิญตัวนายธีรรัตน์ ซึ่งกำลังนั่งทำงานอยู่ภายในบริษัทมาสอบปากคำ โดยเจ้าตัวให้การรับสารภาพแบบสั้น ๆ แบบไม่สะทกสะท้านว่า เป็นผู้ติดตั้งกล้องแอบถ่ายควบคุมด้วยรีโหมดจริง แต่เป็นการบันทึกเก็บเอาไว้ดูเองเท่านั้น ไม่เคยคิดจะนำไปเผยแพร่แต่อย่างใด เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาว่า กระทำการให้ผู้อื่นได้รับความอับอาย หรือก่อให้ผู้อื่นเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้อื่น คุมตัวส่งดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

ศุลกากรยึดงาช้างกว่า22ล้านบาท


เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 17 ก.ค. นายธนัท สุวัธนเมธากุล รองอธิบดีกรมศุลกากร นางอรอนงค์ วัชรเศรษฐกุล รองอธิบดีด้านปราบปราม นางชลิดา พันธ์กระวี ผอ.สำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พร้อมเจ้าหน้าที่จากสำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและ สำนักสืบสวนและปราบปราม ร่วมกันแถลงผลการตรวจยึดงาช้างที่ลักลอบนำเข้ามาจากประเทศแอฟริกาจำนวน 158 ท่อน มูลค่าประมาณ 22.80 ล้านบาท
สืบเนื่องจากเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่พบลังไม้ต้องสงสัย 6 ลัง ที่ไม่มีผู้แสดงความเป็นเจ้าของ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าขนมาจากประเทศเคนย่า ด้วยเที่ยวบิน เคคิว 886 สำแดงรายละเอียดสินค้าเป็นประเภทงานฝีมือหัตถกรรม และไม่มีใบขนสินค้าตามพิธีการศุลกากร จึงเปิดพิสูจน์ทราบปรากฏว่าเป็นงาช้างแอฟริกาที่ถูกตัดเป็นท่อนสั้น ๆ ยาวประมาณ 50-80 เซนติเมตร รวม 158 ท่อน น้ำหนัก 456.12 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 22.80 ล้านบาท จึงยึดไว้ เนื่องจากเป็นของต้องห้ามมิให้นำเข้ามาราชอาณาจักร ตามอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญ พันธุ์ (CITES) และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535
นายธนัท สุวัธนเมธากุล รองอธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า ตามที่กรมศุลกากร ได้กำหนดเป็นนโยบายที่สำคัญในการเร่งรัดการปราบปรามสินค้าลักลอบ หลีกเลี่ยงอาการ รวมถึงความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีและการปกป้องสังคมและสิ่งแวดล้อม นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมศุลกากร จึงสั่งการให้ทุกฝ่ายร่วมกันเฝ้าระวังและสกัดกั้นขบวนการลักลอบของต้องห้าม นำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยเฉพาะการลักลอบนำเข้างาช้างที่มีมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการป้องกันและสกัดกั้นแล้ว อยากให้ทุกฝ่ายช่วยกันให้ความรู้ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมมือกัน สกัดกั้นและตรวจตรากันอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการปลูกฝังให้เด็กนักเรียนและเยาวชนให้มีจิตสำนึกในการรักษา ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและสอนให้รู้ว่าการลักลอบนำเข้าสิ่งเหล่านี้ มีความผิดที่ร้ายแรง กรณีนี้อาจจะมีการลำทายหรือเก็บไว้ใช้ศึกษาต่อไป.

“เติ้ง”เฮพรรคไม่ถูกยุบ ชี้ช่องทางไหนแก้รธน.ก็มีปัญหาเหตุเปิดช่องร้องศาลรธน.ได้ตลอด


วันนี้ (17 ก.ค.) ที่พรรคชาติไทยพัฒนา นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคฯ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ว่า ดีใจที่พรรคไม่ต้องถูกยุบซึ่งก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องเพราะเหตุยังไม่เกิดจึง ตัดสินไม่ได้ และก็ไม่มีใครอุตริที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประเด็นปัญหาอยู่ที่ว่าศาลได้สั่งมาว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราทำได้ หรือจะแก้ทั้งฉบับ ต้องทำประชามติก่อน สามารถทำได้ทั้งสองแนวทาง รวมทั้งการยื่นเรื่องร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ทั้งนี้ได้หารือกับนายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ทางพรรคก็มีความเห็นว่า1.การแก้ไขรายมาตรา อาจจะมีปัญหาหากใครไม่พอใจในมาตราที่เขาแก้ ก็ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความได้เช่นนี้ 3-4 ปีก็ไม่เสร็จ เพราะจะมีปัญหาเกิดขึ้นเรื่อยๆโดยอ้างว่าขัดรัฐธรรมนูญ2.ร่างแก้ไขรัฐ ธรรมนูญที่ค้างในสภาก็ให้ทิ้งไว้ก่อน ยังไม่ลงมติวาระ3 เพราะจะขัดกับคำวินิจฉัย อยากให้ไปทำประชามติกันก่อนและรอดูคำวินิจฉัยส่วนตนอีกทีว่าตุลาการแต่ละคน คิดอย่างไร
ต่อข้อถามว่าคิดว่าแนวทางใดที่จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด นายบรรหารกล่าวว่า อยู่ที่การปรึกษาหารือซึ่งได้ทุกแนวทาง เพราะแต่ละแนวทางก็มีปัญหาเกิดขึ้นได้ตลอก ตนจึงไม่ฟันธงว่าจะเป็นวิธีใด ความจริงร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้ลำบากเลย ร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้เป็นเช่นนี้หรอก ฉบับปี 40 ก็ไม่มีปัญหา มามีปัญหาช่วงรัฐธรรมนูญ 50 เอง ย้อนไปในสมัยที่ตนเป็นหัวหน้าพรรคชาติไทยก็คิดว่าจะไม่รับแล้ว แต่คณะร่าง ฯ ก็บอกให้รับไปก่อนแล้วค่อยมาแก้ทีหลัง เนื่องจากมีข้อบกพร่องหลายอย่าง และตนก็ยืนยันว่าจะต้องแก้มาตรา 237 เกี่ยวกับการยุบพรรคให้ได้ เพราะไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง เมื่อถามย้ำว่าคิดว่าแนวทางใดที่ออมชอมที่สุดและมีปัญหาน้อยที่สุด นายบรรหารยังคงกล่าวว่า ยังมีปัญหาที่ร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญแล้วรับทุกเรื่องจะว่าอย่างไร ซึ่งก็ยังมีปัญหาอีก คาดเดาศาลไม่ได้ เดาไม่ถูก เอาเป็นว่าแนวทางไหนก็ได้ให้เกิดความราบรื่นในบ้านเมือง แต่มันก็ยาก แนวทางไหนที่คิดว่าดีที่สุดมักมีปัญหา ถึงแม้ไม่มีแต่มีคนทำให้มีปัญหาอยู่ดี ปัญหาที่เกิดขึ้นรวม ๆ กัน อย่าไปติ ติงนักการเมืองฝ่ายเดียว ทุกฝ่ายเหมือนกันหมด ฝ่ายอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องเหมือนกัน ตนจำได้ลงสนามเลือกตั้งใหม่ ๆ ย้ำในสภาฯตลอด การบริหารงานประเทศชาติต้องมีอำนาจ 3 ฝ่าย นิติบัญญัติ ตุลาการ และฝ่ายบริหาร และจะไม่ก้าวก่ายกัน แต่ระยะหลังประชาธิปไตยเบ่งบานมันก้าวก่ายกันไปมา ตนว่าต้องไปต้องเขียนรัฐธรรมนูญให้มันชัด กำกวมก็ตีไปอีกทางหนึ่งได้ นักกฎหมายแม้เรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันยังตีความคนละทาง เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาลตร์ ไม่อยากเอ่ยชื่อยังไปคนละทางเลย
ต่อข้อถามว่ากลุ่มคนเสื้อแดงหนุนให้ลงมติวาระ 3 เลย นายบรรหารตอบว่า เป็นเพียงความเห็นแต่ถ้าลงมติไปแล้วเราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ยังตอบไม่ได้ และไม่มีใครตอบได้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะอีกยาวนานหรือไม่ แต่เชี่อว่าสมัยรัฐบาลนี้สมารถทำได้ เพราะอายุรัฐบาลอยู่ได้ 4 ปี นี่เพิ่งจะปีเดียวดังนั้นเหลือเวลาอีกตั้ง 3 ปี ส่วนที่กลุ่มคณะนิติราษฎร์เสนอให้ลดอำนาจหมวดศาลรัฐธรรมนูญนั้น ตนไม่ยังทราบเลย และเป็นคำถามร้อนแรงตนคงตอบให้ไม่ได้ ขณะเกียวกันสิ่งที่ถามว่า ทางเดียวที่ดีที่สุดคือการทำตามคำสั่งศาลใช่หรือไม่ ตนมองว่าบางฝ่ายยอมรับ บางฝ่ายก็ไม่ยอมรับในเรื่องนี้ และเป็นธรรมดาที่จะมีการออกมาเคลื่อนไหว แต่อย่าถึงตีกันก็แล้วกัน สุดท้ายยังเชื่อว่าเรื่องนี้ไม่น่าเป็นปัญหาต่อความขัดแย้งรอบใหม่.

ไล่บี้ “เทพเทือก-สาธิต” เรืองไกรยื่นป.ป.ช.สอบแจ้งทรัพย์สินเท็จ-ปกปิด


วันนี้ (17 ก.ค.) นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตส.ว.สรรหา กล่าวว่า ได้ยื่นเรื่องต่อประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ขอให้ตรวจสอบ นายสาธิต ปิตุเตชะ ส.ส.ระยอง และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ว่าจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 263 หรือไม่ โดยกรณีของนายสาธิต ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ในรายการที่ดินและอาคาร ดังนี้ โฉนดเลขที่ 89242เนื้อที่ 1 ไร่ 53 ตารางวา ตอนเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 22 ม.ค.2551 มูลค่า 3.171 ล้านบาท แต่ต่อมาได้แจ้งที่ดินแปลงเดียวกันอีก 3 ครั้ง ด้วยราคา 906,000บาท จึงมีข้อสังเกตว่าการแจ้งเมื่อวันที่ 22 ม.ค.2551 เป็นการแสดงราคาที่ดินอันเป็นเท็จหรือไม่ เพราะปกติที่ดินไม่ควรมีราคาลดลง ยังมีที่ดิน น.ส.3 ก หรือ ก.ส.น. 5 เลขที่ 3705 ต่อมาเปลี่ยนเป็นโฉนดเลขที่3167 โดยแจ้งเมื่อวันที่ 22 ม.ค.2551 มูลค่า 3 ล้านบาท เนื้อที่ 49 ไร่ 3 งาน 32 ตารางวา ต่อมาแจ้งเมื่อวันที่10 พ.ค.2554 แต่ไม่แสดงมูลค่า แต่มาแจ้งอีกครั้งวันที่2 ส.ค.2554 แสดงมูลค่า 1 ล้านบาท แต่มีเนื้อที่ 89 ไร่ 3 งาน 70 ตารางวา และต่อมาแจ้งเมื่อวันที่ 9 พ.ค.2555 โดยแสดงมูลค่า 1 ล้านบาท เนื้อที่ 49 ไร่ 3 งาน70 ตารางวา เห็นว่ามีการแจ้งไม่สอดคล้องกัน จึงอาจเข้าลักษณะการแจ้งบัญชีทรัพย์สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ
นายเรืองไกรกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังไม่ได้แจ้งที่ดินอีก 2 แปลง คือโฉนดเลขที่ 16324 และโฉนดเลขที่ 16321 ที่ได้มาเมื่อวันที่17 ก.ค.2534 จึงอาจเข้าลักษณะปกปิดบัญชีทรัพย์สิน และยังตรวจสอบพบว่ามีการแจ้งราคาบ้านที่ตั้งอยู่บนโฉนดเลขที่ 125539 เมื่อวันที่ 22 ม.ค.2551 ราคา 7 แสนบาท แต่ต่อมาได้แจ้งบ้านหลังเดียวกันอีก 3 ครั้ง ด้วยราคา 300,000 บาท และมีการแจ้งราคาบ้านที่ตั้งอยู่บนโฉนดเลขที่ 3167 เมื่อวันที่22 ม.ค.2551 ด้วยราคา 8 แสนบาท แต่ต่อมาได้แจ้งบ้านหลังเดียวกันอีก 3 ครั้ง ด้วยราคา 4 แสนบาท จึงมีข้อสังเกตว่าการแจ้งราคาบ้านบนที่ดินทั้ง 2 ผืน ซึ่งมีราคาส่วนต่างหลังละ 4 แสนบาท เป็นการแสดงราคาอันเป็นเท็จหรือไม่ ส่วนนายสุเทพได้ยื่นบัญชีเมื่อวันที่ 2 ส.ค.2554 ว่ามีทรัพย์สิน-สุทธิ 93,848,808.27 บาท และยื่นบัญชีเมื่อวันที่ 9 พ.ค.2555 ว่ามีหนี้สิน-สุทธิ (ทรัพย์สินรวมน้อยกว่าหนี้สินรวม) 56,969,485.57 บาท เมื่อเปรียบเทียบบัญชีทั้ง 2 ครั้งซึ่งห่างกันประมาณ 9 เดือน แสดงว่านายสุเทพมีหนี้สิน-สุทธิเพิ่มขึ้น 150,818,293.84บาท ทั้งที่แสดงรายได้ไว้ 42,552,891 บาท แสดงรายจ่ายไว้ 42,078,083 บาท มีรายได้สูงกว่ารายจ่ายเล็กน้อย จึงมีข้อสังเกตว่าทำไมจึงมีหนี้สินเพิ่มขึ้นถึง 150 ล้านบาทเศษ แต่เมื่อไปตรวจสอบในบัญชีด้านหนี้สิน พบว่านายสุเทพมีเงินกู้จากธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เป็นยอดเงินต้นคงค้างอยู่ 224,580,162.74 บาท มีที่ดินที่แจ้งเมื่อวันที่9 พ.ค.2555 รวม 149 แปลง มูลค่า164,379,400 บาท และมีที่ดินที่แจ้งเมื่อวันที่ 2 ส.ค.2554 รวม 59 แปลง มูลค่า 98,088,050 บาท แสดงว่า มีที่ดินเพิ่มขึ้น 90 แปลง มูลค่า 66,291,350บาท ดังนั้นหากนำหนี้สินที่เป็นเงินกู้จากธนาคารอิสลาม หักด้วยมูลค่าที่ดิน90 แปลง 66,291,350 บาท จึงมีประเด็นที่ควรตรวจสอบว่าหนี้สินที่ยังหาที่มาที่ไปไม่ได้ มีอยู่ประมาณ 158,288,812.74 บาท
นายเรืองไกรกล่าวว่า ตามหลักการบัญชีทั่วไป หนี้สินที่เพิ่มขึ้นควรคู่กับรายการทรัพย์สินประเภทใดประเภทหนึ่ง ดังนั้นการแจ้งบัญชีทรัพย์สินอาจมีการจงใจยื่นด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริง เมื่อเปรียบเทียบบัญชีที่ดินเป็นรายแปลง พบว่ามีการแจ้งราคาที่ดินบางรายการไม่ตรงกัน เช่น โฉนดที่ดิน เลขที่ 24563 เนื้อที่ 38 ไร่ 1 งาน 76 ตารางวา แสดงราคาเมื่อวันที่ 10 พ.ค.2554 มูลค่า 8,156,400 บาท อีก 4 เดือนต่อมา แสดงราคามูลค่า 38,436,600 บาท ซึ่งสูงขึ้นกว่าเดิมถึง 30,280,200 บาท จึงขอให้ป.ป.ช.ดำเนินการตรวจสอบไต่สวนตามอำนาจหน้าที่ว่า นายสาธิต และนายสุเทพ จงใจยื่นแสดงบัญชีด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 263 วรรคหนึ่งหรือไม่.
   

ทนายแดงจี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไขก๊อก


เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 17 ก.ค. ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ นายหนึ่งดิน วิมุตตินันท์ ทนายความชมรมผู้รักความเป็นธรรม พร้อมกลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 10 คน ร่วมกันเดินทางมายื่นหนังสือต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้ตุลาการทั้งหมดรับผิดชอบในการทำหน้าที่ด้วยการลาออก โดยนายหนึ่งดิน กล่าวว่า ได้รับมอบอำนาจจากนายวานิช พาชารี ตัวแทนคนเสื้อแดงให้ดำเนินการยื่นหนังสือเรียกร้องให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ยกเว้นนายชัช ชลวร และนายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี พิจารณาตัวเองในการทำหน้าที่ เนื่องจากเห็นว่าการรับคำร้องกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ว่าเป็นการล้มล้างการปกครองฯ ตามมาตรา 68 หรือไม่ ถือเป็นการใช้อำนาจนอกเหนือรัฐธรรมนูญ เพราะในมาตรา 68 ไม่ได้ระบุถ้อยคำว่ารัฐธรรมนูญมีอำนาจรับคำร้องตามมาตรา 68 แต่อย่างใด
อีกทั้งมองว่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่มีข้อเสนอแนะให้แก้รัฐธรรมนูญ เป็นรายมาตรา หรือหากจะแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ก็ให้ลงประชามติก่อนนั้น ถือเป็นการกระทำที่ก้าวล่วงอำนาจนิติบัญญัติ ทั้งที่ควรเป็นอำนาจของรัฐสภา กรณีดังกล่าวนี้เท่ากับว่าศาลรัฐธรรมนูญได้ล้มล้างการปกครองฯ เสียเอง พร้อมกันนี้ยังเรียกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญเคารพกฎหมายและแสดงความรับผิดชอบ ด้วยการลาออก อย่างไรก็ตามในวันพฤหัสบดีที่ 19 ก.ค.นี้ เวลา 10.00 น. นายหนึ่งดิน และคณะจะไปยื่นเอาผิดตุลาการทั้ง 7 คน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ด้วยต่อไป.

“รัฐสภา”หักดิบมติศาลรัฐธรรมนูญ เดินหน้าโหวตรธน.วาระ 3


เมื่อเวลา 13.00 น. วันนี้ (17 ก.ค.) ที่อาคาร 2 รัฐสภา นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภา  คนที่ 1 ได้เรียกประชุมส.ส.และส.ว.เพื่อหารือถึงแนวทางแก้ปัญหากรณีที่พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยื่นถอดถอน ส.ส. ส.ว.416 คนที่ลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญในวาระ1 และวาระ2 รวมถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ไม่เข้าข่ายการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 แต่ถ้าจะมีการแก้ไขทั้งฉบับ ควรให้ทำประชามติสอบถามประชาชนก่อน โดยมีส.ส.และส.ว.ประมาณ 50-60 คน เข้าร่วมหารือ
ภายหลังการหารือเป็นเวลา 2 ชั่วโมง นายนิคม รองประธานวุฒิสภา แถลงว่า ที่ประชุมได้หารือร่วมกันโดยเห็นเป็น 2 แนวทางคือ 1.กรณีการยื่นถอดถอนส.ส.-ส.ว. 416 คน ขณะนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้ขยายเวลาการยื่นคำชี้แจงจากเดิม 15 วัน ที่จะครบกำหนดในวันที่ 17 ก.ค. ออกไปอีก 30 วัน  ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 17 ส.ค. อย่างไรก็ตามที่ประชุมเห็นว่า ควรรอคำวินิจฉัยส่วนตัว และคำวินิจฉัยกลางที่จะประกาศลงในราชกิจจานุเบกษามาพิจารณาดูให้รอบคอบก่อน เพราะยังมีเวลาพิจารณาอีก ขณะนี้มีส.ส.และส.ว.มาให้ยื่นเรื่องให้สำนักกฎหมาย รัฐสภา มาเป็นผู้ดำเนินการแก้ข้อกล่าวหาให้แล้ว 300 คน
นายนิคม กล่าวว่า 2.กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 จะสามารถดำเนินการต่อได้หรือไม่ ซึ่งที่ประชุมมีความเห็นเป็น 2 แนวทางคือ 1.ให้เดินหน้าลงมติร่างรัฐธรรมนูญ วาระ 3 ทันที จากนั้นค่อยทำประชามติ ซึ่งสามารถทำได้ 2.ปฏิบัติตามที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ไปทำประชามติก่อน ดังนั้นที่ประชุมจึงมีมติให้นำเรื่องดังกล่าวหารือต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภา จะดำเนินการอย่างไร หากที่ประชุมเห็นว่า ให้โหวตวาระ 3 ก็จะโหวตลงมติในวาระ 3 ด้วยการโหวตขานชื่อทีละคน จากนั้นจะเข้าสู่มาตรา 150 ให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯภายใน 20 วัน หรือถ้าที่ประชุมเห็นว่า ไม่ควรเดินหน้าให้ไปทำประชามติก่อน ก็ต้องไปทำตามประชามติ โดยจะให้ที่ประชุมรัฐสภาเป็นผู้เสนอทางออก
ด้านนายเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 กล่าวว่า จะมีการบรรจุวาระเรื่องนี้เมื่อใด ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของประธานรัฐสภา แต่ในทางปฏิบัติเชื่อว่า เรื่องนี้ต้องไม่ล่าช้า  คาดว่า การพิจารณาเรื่องดังกล่าวน่าจะเป็นวาระแรกในการเปิดประชุมสภาสามัญทั่วไป ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ในวันนี้ที่เข้าร่วมประชุม แม้จะไม่ใช่สมาชิกทั้ง 416 คน แต่ก็ถือเป็นตัวแทนพรรค วิปรัฐบาล ส.ว.ที่จะนำมติในครั้งนี้ไปแจ้งให้สมาชิกทราบ ทั้งนี้ที่ประชุมได้วิเคราะห์กันแล้วเห็นว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ครั้งนี้ เป็นการแก้ไขเพียงมาตราเดียว ไม่ใช่แก้ไขทั้งฉบับ เท่าที่ฟังดูแล้วส่วนใหญ่ที่ประชุม อยากให้โหวตลงมติวาระ 3 เลย
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมั่นใจได้อย่างไรว่า การแก้ไขมาตรา 291 จะไม่เป็นจุดเริ่มต้นการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ นายเจริญถามย้อนกลับว่า เราคงไปคิดแทนส.ส.ร.ไม่ได้ว่า จะแก้ทั้งฉบับหรือไม่ แทนที่ประชุมยืนยันว่า เป็นการแก้ไขแค่มาตราเดียวคือ มาตรา 291 เมื่อถามว่า เกรงหรือไม่ว่า หากมีการเดินหน้าลงมติในวาระ 3 จะมีผู้นำไปยื่นร้องศาลรัฐธรรมนูญอีกว่า ผิดมาตรา 68 นายเจริญตอบว่า “ไม่กังวล คงไปห้ามไปไม่ได้ กลัวแค่ว่า จะไม่มีคนไปร้อง”
เมื่อถามว่า หากมีการโหวตผ่านวาระ 3 ไปแล้ว นำขึ้นทูลเกล้าฯ แต่ไม่มีการโปรดเกล้าฯลงมา จะทำอย่างไร นายเจริญ กล่าวว่า เรื่องนี้มีขั้นตอนอยู่ว่า ถ้าไม่มีการโปรดเกล้าฯลงมา ก็ให้นำเรื่องกลับมาให้รัฐสภาลงมติรับรองด้วยคะแนนเสียง 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกรัฐสภาที่มีอยู่ ตามมาตรา 151  ซึ่งเชื่อว่าคงไม่ผ่านแน่นอนเพราะต้องใช้เสียงค่อนข้างมาก.

รัฐเตรียมทุ่มหมื่นล้านเยียวยาราคายาง


เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 17 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า คณะรัฐมนตรีมีมติให้กระทรวงการคลังอนุมัติงบประมาณ 1 หมื่นล้านบาทพยุงราคายางพารา เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับคณะกรรมการยางธรรมชาติ มีความมั่นใจในการซื้อยางราคานำตลาด โดยหากซื้อราคายางใน 100 บาทแล้วขายได้ 90 บาท รัฐบาลจะชดเชยค่าส่วนต่างให้ 10 บาท
นายอนุสรณ์ แถลงต่อว่า นอกจากนี้นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ได้ชี้แจงในที่ประชุมครม.ถึงเรื่องการชุมนุมของเกษตรกรทำสวนยาง ที่ จ.นครศรีธรรมราช ว่า เดิมได้ประสานกับแกนนำชาวสวนยาง เพื่อพูดคุยกันที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในวันที่ 16 ก.ค.ที่ผ่านมา แต่เนื่องจากมีการประสานงานกับผู้ชุมนุมผิดพลาด จนทำให้เกิดการชุมนุมประท้วงปิดถนนขึ้น
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงด้วยว่า ส่วนกรณีที่มีข่าวว่านายอารีย์ ไกรนรา ที่ปรึกษา รมช.เกษตรและสหกรณ์ถูกผู้ชุมนุมบุกทำร้ายไม่เป็นความจริง มีเพียงแต่กลุ่มผู้ชุมนุมเข้ามาห้อมล้อมตัวนายอารี แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถพาตัวออกมาได้อย่างปลอดภัย โดยไม่เกิดการปะทะกันแต่อย่างใด ทั้งนี้ในที่ประชุมครม.ไม่ได้มีการพูดถึงว่ามีเรื่องของการเมืองมาเกี่ยว ข้องหรือไม่
ด้าน นายณัฐวุฒิ กล่าวถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำว่า ได้นำเสนอเรื่องต่อที่ประชุมครม.เพื่อขอให้รัฐบาลรับชดเชยราคายางพารา และจากการชะลอตัววิกฤตเศรษฐกิจในประเทศจีน มีความจำเป็นต้องพยุงราคามากขึ้น จึงจำเป็นต้องให้รัฐชดเชย หากประสบภาวะขาดทุน เพื่อทำการให้บริหารเม็ดเงินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
“หากสถานการณ์ราคายางพารายังไม่ดีขึ้นกว่านี้ มีความจำเป็นที่รัฐบาลต้องมาตั้งโต๊ะหารือ เพื่อกำหนดให้เป็นเอกภาพในการประชุมครม.เศรษฐกิจ โดยเฉพาะนายกฯมอบหมายให้คณะกรรมการจาก 9 กระทรวงที่รับผิดชอบพืชเศรษฐกิจต่าง ๆ รวมถึงยางพาราไปพิจารณามาตรการของฝ่ายไทย และทางอินโดนีเซีย ระบุผ่านสื่อว่า หากสถานการณ์ราคายางไม่ดีขึ้น ทั้ง 3 ประเทศจะต้องหารือร่วมกัน” นายณัฐวุฒิ กล่าว
ในส่วนของการเสนอให้ราคายางพาราที่กิโลกรัมละ 120 บาทนั้น นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า เป็นราคาเป้าหมายของโครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ต้องการให้มีราคาตามนั้น แต่ไม่ได้หมายความว่า รัฐบาลจะรับซื้อยางในราคากิโลกรัมละ 120 บาทในทันที ทั้งนี้ คิดว่าพื้นฐานราคาอยู่ที่ 95-100 บาท แต่อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีเป้าหมายและพยายามจะทำให้ราคายางกิโลกรัมละ 120 บาท.

“เฉลิม”ไม่ร่วมโหวตร่างรธน.วาระ 3 แนะให้ควบรวมศาล


วันนี้ (17 ก.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล  ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม ครม. ถึงการดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 291 ไม่เข้าข่ายกระทำผิด มาตรา 68 ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ว่า การตัดสินใจในเรื่องนี้อยู่ที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี(ครม.) แต่ตนคิดว่าถ้ายังเดินหน้าให้รัฐสภาลงมติร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 วาระ 3 ก็จะมีปัญหาตามมาอย่างแน่นอน ซึ่งตนคิดว่าเรื่องนี้อย่าใช้ความรู้สึก แต่ต้องใช้ความรอบคอบและแม่นยำในข้อกฎหมาย ทั้งนี้ การที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยกคำร้องที่ว่าเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นเพราะกระบวนการขั้นตอนยังไม่แล้วเสร็จ แต่ถ้ายังดื้อดึงไปลงมติวาระ 3 ก็จะมีคนร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญทันที ซึ่งถือว่าเป็นความผิดสำเร็จ และรัฐบาลจะอยู่ยาก เนื่องจากถ้าผ่านร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 วาระ 3 และมีคนร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฯจะมีคำสั่งให้ชะลอและต้องเสนอต่อนายกรัฐมนตรีภายใน 20 วัน นายกรัฐมนตรีจะต้องนำขึ้นกราบบังคมทูลฯ ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะตกอยู่ในที่นั่งลำบาก และตนเห็นว่าไม่ความจำเป็นอะไรที่ต้องไปดื้อดึง ดังนั้นเมื่อศาลรัฐธรรมนูญบอกอย่างนี้ ก็ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา อีกทั้งถ้าเดินลงมติวาระ 3 แล้วมีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมายกร่างก็ต้องไปขอประชามติ ซึ่งเป็นกระบวนการขั้นตอนที่ลำบาก ทั้งนี้ ตนคิดว่าการที่ศาลรัฐธรรมนูญชี้แนะมาอย่างนี้มีความเหมาะสม จะรีบร้อนทำไม

ต่อข้อถามว่าถ้ายังเดินหน้าให้รัฐสภาลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 3 จะทำให้พรรคเพื่อไทยมีโอกาสที่จะถูกยุบมากแค่ไหน ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า มีล้านเปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม ตนไม่ร่วมลงมติวาระ 3 อย่างแน่นอน โดยตนไม่กลัวว่าจะทำให้ถูกปรับออกจากครม. เพราะความกลัวทำให้เสื่อม ทั้งนี้ ตนไม่ได้ร่วมการประชุมของพรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 16 ก.ค.ที่ผ่านมา แต่ได้ทำบันทึกความเห็นของตนส่งไปยังพรรคเพื่อไทยแทน ซึ่งระบุว่าควรแก้ไขมาตราใดบ้าง โดยประเด็นที่เกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญซึ่งจะให้มีการควบรวม โดยศาลรัฐธรรมนูญยังมีอำนาจหน้าที่เหมือนเดิม โดยต้องอยู่บนความถูกต้อง ชอบธรรม แต่ต้องมีการถ่วงดุลและตรวจสอบ โดยไม่ให้มีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีอิทธิพลเหนือบ้านเมือง แต่ตนยังไม่ขอบอกว่าเป็นการควบรวมลักษณะใด เพราะยังไม่มีการเรียกใช้ตน แต่ถ้าตนอธิบายแล้ว สังคมรับได้และไม่มีใครโต้แย้ง

ต่อข้อถามจะทำให้มีปัญหากับกลุ่มคนเสื้อแดงหรือไม่ รองนายกฯตอบว่า ต้องทำความเข้าใจกันว่าการแก้ไขเป็นรายมาตราจะทำได้เร็วกว่าและสามารถกำหนด ทิศทางได้ แต่ถ้ามีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.) เรากำหนดทิศทางไม่ได้ ซึ่งตนเชื่อว่าจะทำความเข้าใจกันได้ ไม่มีปัญหา อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่าสุดท้ายจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ไปเป็นอย่างอื่นไม่ได้ อย่างไรก็ตามตนจะไม่เสนอความเห็นต่อที่ประชุมครม.วันนี้(17 ก.ค.) เพราะเสนอความเห็นต่อพรรคเพื่อไทยแล้ว.
   

“ก่อแก้ว” พร้อมแจงศาล 9 ส.ค. ชี้ปชป.ยื่นถอนประกันแกนนำนปช.เป็นยุทธศาสตร์ทำลายรัฐบาล


วันนี้ (17 ก.ค.) ที่รัฐสภา นายก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แกนนำนปช. กล่าวถึงกรณีที่ศาลอาญานัดไต่สวนในวันที่ 9 ส.ค.เพื่อพิจารณาเรื่องการถอนประกันตัว ภายหลังออกมาแถลงข่าวในเชิงข่มขู่ศาลรัฐธรรมนูญว่า ส่วนตัวพร้อมจะไปชี้แจงต่อศาลในวันดังกล่าว แต่เป็นช่วงที่เปิดประชุมสภาสมัยสามัญทั่วไปแล้ว จึงไม่ทราบว่าสภาฯจะอนุญาตให้ไปหรือไม่ เชื่อว่าสภาฯคงไม่อนุญาตแม้ไม่ใช้เอกสิทธิ์  ยืนยันว่าหากทำผิดกฎหมายก็ยินดีรับโทษตามกฎหมาย หรือถ้าทำตัวไม่เหมาะสมพร้อมถูกตำหนิ วิพากษ์วิจารณ์ แต่การแถลงข่าวในวันดังกล่าว เป็นการวิเคราะห์สถานการณ์แบบตรงไปตรงมาด้วยความห่วงใย เพราะในฐานะแกนนำเสื้อแดง เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของมวลชนเป็นอย่างดี แต่การพูดอย่างตรงไปตรงมา สังคมไม่อยากได้ยิน ซึ่งการที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ไปยื่นเรื่องต่อศาลขอให้ถอนประกันตนนั้น เป็นยุทธศาสตร์ฝ่ายตรงข้ามที่ต้องการปิดปากแกนนำนปช. หากแกนนำนปช.ยังอยู่คงยากที่จะทำลายรัฐบาลได้ จึงต้องใช้วิธีปิดปากแกนนำนปช. เอาเข้าคุกให้ได้
นายก่อแก้วกล่าวว่า ส่วนข้อเสนอการแก้รัฐธรรมนูญให้ยุบศาลรัฐธรรมนูญนั้น เห็นว่าองค์กรศาลรัฐธรรมนูญไม่มีปัญหา แต่ปัญหาอยู่ที่ตัวบุคคล จึงควรเปลี่ยนตัวตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และเปลี่ยนชื่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นอย่างอื่น เช่น คณะกรรมการตรวจสอบการใช้รัฐธรรมนูญ เพราะศาลรัฐธรรมนูญมีคำว่า ศาลนำหน้าอยู่ เมื่อถูกวิจารณ์ทำให้ประชาชนแยกแยะไม่ออก และทำให้เข้าใจผิดศาลยุติธรรมไปด้วย ทั้งนี้ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ส่วนตัวยืนยันอยากให้เดินหน้าลงมติร่างรัฐธรรมนูญ ในวาระ 3 ต่อไป แต่เท่าที่ดูทิศทางของประธานรัฐสภา ทีมกฎหมายและผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทยแล้ว เชื่อว่าน่าจะเป็นการแก้รัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา แต่คงหนีไม่พ้นถูกโจมตีว่า เป็นการแก้ไขเพื่อคน ๆ เดียวและใช้เสียงข้างมากลากไป.

“บิ๊กอู๋”ปัดข่าวข้ามหัว“ปานศิริ”


เมื่อเวลา 12.10 น. วันที่ 17 ก.ค. พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ว่าที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เดินทางเข้าพบ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ที่ห้องทำงานชั้น 4 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล โดยหลังคุยกันประมาณ 1 ชั่วโมง พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ว่า วันนี้มาหารือเรื่องการแก้ปัญหายาเสพติดและเรื่องทั่วไป ซึ่งยังไม่ได้มีการมอบนโยบายใดเป็นพิเศษ คงต้องรอให้มีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งก่อน

เมื่อถามว่า ถ้าตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ว่างลง จะเสนอใครทำหน้าที่นี้แทน พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า ต้องแล้วแต่นโยบายของรัฐบาล ส่วนจะเป็น พล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัติ รอง ผบ.ตร. หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูง
เมื่อรุกถามถึงเสียงวิจารณ์กรณีข้ามอาวุโสของ พล.ต.อ.ปานศิริ ที่เป็น รอง ผบ.ตร.อันดับ 1 พล.ต.อ.อดุลย์ ชี้แจงว่า “ทำงานด้วยกันได้ครับ พี่เขาเป็นพี่ที่ดี เราทำงานด้วยแบบพี่แบบน้อง ส่วนที่มีเสียงวิจารณ์นั้น ต้องให้น้อง ๆ ไปถามบรรดาตำรวจแล้วกัน ตอนนี้ผมเป็น รอง ผบ.ตร.อยู่ ยังดูแลงานทั้งยาเสพติดและภาคใต้”.

ครม.ไฟเขียวโยกบิ๊กบัวแก้ว22เก้าอี้


เมื่อวันที่ 17 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.เห็นชอบเรื่องการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงการต่างประเทศ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง เพื่อทดแทนผู้เกษียณอายุราชการและสับเปลี่ยนหมุนเวียน จำนวน 22 ราย แบ่งเป็นการแต่งตั้งเอกอัครราชทูตประจำกระทรวง 3 ราย และเอกอัครราชทูตประจำต่างประเทศ 13 ราย ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากประเทศผู้รับแล้ว ได้แก่ 1.นายเฉลิมพล ทันจิตต์ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบิร์น สมาพันธรัฐสวิส 2.นายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี อธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ 3.น.ส.พรประไพ กาญจนรินทร์ อธิบดีกรมยุโรป ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ 4.นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ รองอธิบดีกรมยุโรป ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมยุโรป 5.น.ส.วิมล คิดชอบ อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เป็นเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโคเปนเฮเกน ราชอาณาจักรเดนมาร์ก
6.นายชุตินทร คงศักดิ์ รองอธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ เป็นอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ 7.นายธนาธิป อุปัติศฤงค์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น 8.นายสมชัย จรณะสมบูรณ์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงสตอกโฮล์ม ราชอาณาจักรสวีเดน 9.นายวิทวัส ศรีวิหค เอกอัครราชทูตไทย ณ เวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก 10.นายพิษณุ จันทร์วิทัน เอกอัครราชทูตและคณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ(ยูเอ็น) ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส เป็นเอกอัครราชทูตไทย ณ เวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 11.นายธานี ทองภักดี อธิบดีกรมสารนิเทศ เป็นเอกอัครราชทูตไทยและผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส 12.นายมนัสวี ศรีโสดาพล เอกอัครราชทูตไทยประจำอาเซียน ณ กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย เป็นอธิบดีกรมสารนิเทศ
13.นายสุวัฒน์ จิราพันธุ์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเม็กซิโก สหรัฐเม็กซิโก ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตและผู้แทนถาวรไทยประจำอาเซียน ณ กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย 14.นายจิระชัย ปั้นกระษิณ อธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ เป็นเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเม็กซิโก สหรัฐเม็กซิโก 15.นายสุรพล เพชรวรา อธิบดีกรมการกงสุล ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงซันติอาโก สาธารณรัฐชิลี 16.นายธงชัย ชาสวัสดิ์ รองอธิบดีกรมเอเชียตะวันออก ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการกงสุล 17.นายพีรศักย์ จันทวรินทร์ อัครราชทูตไทย ณ กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี เป็นเอกอัครราชทูตประจำกระทรวง 18.นายปสันน์ เทพรักษ์ เอกอัครราชทูตประจำกระทรวง ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร 19.นายเจษฎา ชวาลภาคย์ กงสุลใหญ่ไทย ณ เมืองเซี่ยเหมิน สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นเอกอัครราชทูตประจำกระทรวง 20. นายกฤต ไกรจิตติ เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบูดาเปสต์ สาธารณรัฐฮังการี ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย  21.นายเรืองเดช มหาศรานนท์ เอกอัครราชทูตประจำกระทรวง ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงลิมา สาธารณรัฐเปรู และ 22.นายศุภร พลมณี อัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส เป็นเอกอัครราชทูตประจำกระทรวง โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2555 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เป็นต้นไป.

หมอจุฬาฯ ชี้มือเท้าปากในไทยเชื้อไม่รุนแรง


วันนี้ (17 ก.ค.) ที่ห้องประชุม 202 ชั้น 2 อาคารจามจุรี 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ.นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ.นพ.ดร.นรินทร์ หิรัญสุทธิกุล หัวหน้าภาควิทยาการป้องกัน คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ.ดร.ศิริชัย กาญจนวาสี คณะบดีคณะคุรุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรศ.สุปราณี จิราณรงค์ ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม ร่วมกัน แถลงข่าวการระบาดของโรคมือ เท้า ปาก ในประเทศไทย รวมทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ ในขณะนี้ ว่า ในปี 2555 เป็นการระบาดใหญ่ที่สุดในไทย จากการศึกษาและวิจัยพบว่า โรคดังกล่าวมีการแพร่ระบาดในประเทศมาเป็นเวลานานแล้ว มาจากเชื้อไวรัสที่ชื่อ คอกชากี และเอนเทอโรไวรัส  โดยโรคดังกล่าวมีการแพร่ระบาดสูงสุดในรอบ 30 ปี จากการเก็บสถิติตั้งแต่ ม.ค.-ก.ค.2555ในไทยมีคนติดเชื้อแล้วกว่า 12,000 ราย
ทั้งนี้สายพันธ์ที่พบว่ามีการแพร่ระบาดในประเทศไทยนั้น ไม่ใช่สายพันธ์ที่รุนแรง เช่น เดียวกับประเทศกัมพูชาหรือประเทศเวียดนามที่มีการเสียชีวิตจำนวนมาก  โดยสายพันธ์ที่พบในประเทศมี 2 สายพันธ์ คือ เอนเทอโรไวรัส 71 สายพันธ์ บี 5 และคอกชากี เอ 6 วิธีสังเกตุง่าย ๆ คือจะมีอาการตัวร้อน ที่ฝ่ามือฝ่าเท้าจะมีตุ่มน้ำใส ๆ ถ้าเป็นมากจะขึ้นที่ข้อพับแขน ขา ข้อศอกและร่องก้น จะพบมากในเด็กอายุ 1-2 ขวบ ส่วนเด็กอายุ 5 ขวบขึ้นไปพบน้อย อายุเกิน 12 ปี ร้อยละ 90 มีภูมิต้านทาน
ทั้งนี้มีการยืนยันว่าการแพร่ระบาดในไทยยังไม่พบผู้เสียชีวิต และสามารถควบคุมได้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการศึกษาและเฝ้าระวังอยู่แล้ว จึงขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก  วิธีป้องกันการติดเชื้อระวัง หมั่นดูแลสุขอนามัย รักษาความสะอาดของสิ่งแวดล้อม ไม่ใช้สิ่งของร่วมกัน รับประทานอาหารที่สุก ซึ่งในปัจจุปันยังไม่มีวัคซีนและยาต้านไวรัสในการรักษา โรคส่วนใหญ่จะหายได้เอง โดยใช้เวลา 3-5 วัน ดังนั้นผู้ป่วยทุกรายไม่ควรไปโรงเรียนและควรหยุดพักอยู่ที่บ้าน รักษาตามอาการไปจนกว่าจะหาย เพื่อเป็นการลดการแพร่ระบาดของเชื้อโรค.

สอบยายฆ่าหลานในไส้เพิ่ม พฐ. ลงพื้นที่ชี้จุดเกิดเหตุ


เมื่อเวลา 11.00 น. วันนี้ (17 ก.ค.) ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. พล.ต.ต.สุเมธ เรืองสวัสดิ์ พล.ต.ต.พิสิฎฐ์ พิสุทธิ์ศักดิ์ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.รณศิลป์ ภู่สาระ ผบก.สส.บช.น. พ.ต.อ.ปิยะวัชร์ บุญยืนอนนต์ ผกก.สส.บก.น.5 พร้อมด้วยพ.ต.อ.มาโนช รัตนโชติ ผกก. สน.พระโขนง และเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนสน.พระโขนง แถลงข่าวผลการจับกุม นางจอม (นามสมมติ) อายุ 55 ปี ผู้ต้องหาที่ก่อเหตุฆ่าหลานชายวัย 13 ปี นักเรียนชั้น ม.1 เสียชีวิต ก่อนจะลากศพไปทิ้งที่บันไดหนีไฟภายในอาคารที่พัก เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา พร้อมของกลางไม้ 1 ท่อน ยาวประมาณ 1 เมตร และผ้านวมห่มนอน 1 ผืน
พล.ต.ท.คำรณวิทย์กล่าวว่า คดีนี้เป็นคดีสะเทือนขวัญ ฝ่ายสืบสวนได้ควบคุมตัวยายที่อยู่กับเด็ก 2 คน ไปสอบปากคำ แต่ก็ยังให้การวกวน และปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นคนฆ่า ซึ่งนางจอมเป็นผู้ต้องสงสัยของตำรวจตั้งแต่แรกแล้ว แต่สาเหตุที่ยังไม่สามารถให้ข้อมูลได้เนื่องจากต้องการให้ผ่านงานศพของหลาน ชายไปก่อน ไม่อยากให้ครอบครัวต้องสะเทือนใจมากไปกว่านี้ หลังจากเสร็จสิ้นงานศพตำรวจได้เชิญตัวมาสอบปากคำอย่างละเอียดอีกครั้ง ประกอบกับมีหลักฐานที่รวบรวมได้บางส่วนที่บ่งชี้ว่านางจอมเป็นคนลงมือฆ่า หลานชาย ซึ่งผู้ต้องหาก็ยอมรับสารภาพว่าใช้ไม้ที่อยู่ในห้องฟาดไปที่ศีรษะของหลานชาย 1 ครั้ง แต่ไม่คิดว่าจะทำให้ถึงกับเสียชีวิต จากนั้นได้ลากศพไปในจุดที่ได้พบศพ ซึ่งขณะนี้ก็รับสารภาพทั้งหมด สาหตุที่ตนยังไม่ให้ข้อมูลทันที เนื่องจากตำรวจจะฟังคำรับสารภาพจากผู้ต้องหาฝ่ายเดียวไม่ได้ ต้องมีหลักฐานอื่นๆที่มายืนยันพิสูจน์ทราบให้ได้ว่าเป็นผู้กระทำผิดจริงๆ  เมื่อคืนที่ผ่านมาตำรวจทำงานทั้งคืนก็ได้ไม้ที่ใช้ตีและผ้าห่มที่คลุมศพและ ใช้ลากไป โดยก่อเหตุเพียงคนเดียว
จากการสอบสวนนางจอมให้การทั้งน้ำตาว่า เป็นคนลงมือฆ่าหลานชายจริง สาเหตุเกิดจากจากความกดดันที่หลานชายชอบก่อเรื่องทะเลาะวิวาทกับคนอื่น จนทำให้ต้องอับอาย เพิ่งจะเข้าเรียนที่ใหม่ได้ไม่กี่เดือน ก็ก่อเรื่องจนอาจารย์ต้องเชิญผู้ปกครองไปพบ นักเรียนตั้ง 2 พันกว่าคนแต่หลานเกเรอยู่คนเดียว หลานชายมีพฤติกรรมก้าวร้าวและเกเร เวลาว่ากล่าวตักเตือนมักจะเถียงและทุบตี ก่อนหน้านี้เคยทุบที่หน้าอกจนตนหายใจไม่ออกเป็นลมล้มพับไป แม้ตนจะพยายามตักเตือนอบรมยังไม่เชื่อฟัง ทุกครั้งที่มีปัญหาไม่เคยบอกให้แม่ของน้องเบิร์ดรู้เลย เพราะกลัวว่าจะเสียใจที่ลูกเป็นเด็กเกเร
“ก่อนเกิดเหตุหลังจากที่รู้ว่าหลานทะเลาะกับเพื่อนที่โรงเรียนก็ว่ากล่าว ตักเตือน จากนั้นหลานได้ขอเงินจำนวน 500 บาท เพื่อจะไปเที่ยวแต่ก็บอกไปว่าไม่มี หลานก็เอามีดมาจี้พยายามจะทำร้าย ยายจึงบอกว่าอย่าทำยายเลย ยังไงยายก็ให้เงินอยู่แล้ว ด้วยความกลัวจึงโกหกไปว่ามีแบงค์พันเดี๋ยวช่วงหัวค่ำจะไปซื้อของเพื่อแลก เงินมาให้ แต่พอถึงเวลาแล้วไม่ได้ให้ เขาก็เตะยายไป 1 ครั้ง บอกว่าหากไม่ให้ยายตายวันนี้ ยายก็ร้องไห้เสียใจ กระทั่งเวลาประมาณ 22.00 น. ขณะที่หลานชายนอนคว่ำหน้าดูโทรทัศน์อยู่ ได้ใช้ไม้ตีเข้าที่บริเวณท้ายทอยอย่างแรง จนหลานมีอาการชักกระตุก ก่อนจะแน่นิ่งไป ยายตกใจมากไม่คิดว่าหลานจะเสียชีวิต จากนั้นได้นำไม้ที่ใช้ตี ผ้านวมที่เปื้อนเลือดใส่ถุงพลาสติกไปทิ้งที่ลงคลอง ก่อนจะกลับมาอำพรางศพโดยลากร่างของหลานชายจากห้องที่เกิดเหตุ ไปทิ้งที่บริเวณบันไดหนีไฟ ระหว่างชั้น 3 และชั้น 4 ของอาคาร” นางจอมกล่าว
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าเคยถูกทำร้ายอย่างไรบ้าง นางจอมกล่าวว่า บางทีเขาก็ผลัก เขาเคยชกที่หน้าอกจนสลบไปครั้งหนึ่ง แต่ยายก็ไม่เคยพูดให้แม่เขาฟัง เพราะกลัวแม่เขาจะเสียใจ ยายเลี้ยงมาตั้งแต่ 2 ขวบ เพราะพ่อเขาเสียไป ส่วนหลานชายจะเกี่ยวข้องกับยาเสพติดหรือไม่ เรื่องนี้ไม่รู้
ด้านพล.ต.ท.คำรณวิทย์ กล่าวอีกว่า เหตุผลที่ไม่ได้ซักถามมากแต่ต้น เนื่องจากอยากให้งานศพผ่านไปเรียบร้อยก่อน เพราะญาติพี่น้อง และคุณแม่เขาก็กำลังเสียใจอยู่ โดยในส่วนของนางจอมนั้น ปี 2536 มีประวัติยิงสามีตนเองตาย พื้นที่ สน.บางนา และสู้จนหลุดคดี ก่อนมาก่อเหตุฆ่าหลานชายในครั้งนี้  คำให้การของยายนั้นมีพิรุธมาตั้งแต่ต้น ขัดแย้งกับพยานหลักฐานต่างๆ ทั้งรอยลากศพ รอยเลือดที่ขั้นบันได และภาพจากกล้องวงจรปิด คดีนี้ถ้าเรารีบทำไปศพเด็กก็ยังไม่ได้เผาเขาก็จะเสียใจกันมากยิ่งขึ้น เราถึงคอยให้มีการเผาศพก่อนถึงนำตัวยายมาสอบสวนทราบว่า หลังจากหลานทะเลาะกับยายแล้วหลานก็นอนคว่ำหน้าดูทีวีอยู่ ยายก็ฉวยโอกาสใช้ไม้ตีเข้าที่ท้ายทอยอย่างแรง 1 ที ซึ่งบาดแผลก็ตรงกับผลพิสูจน์ของแพทย์ และได้หลักฐานไม้ที่ใช้ตีศีรษะ ยืนยันว่า ยายเป็นผู้ต้องหาจริงๆ แม่ของเด็กก็เสียใจหลังจากทราบเรื่องพนักงานสอบสวนจะต้องสอบปากคำแม่ของเด็ก เพิ่มเติม
เมื่อถามว่าข้อพิรุธที่พบก่อนจับกุมมีอะไรบ้าง พล.ต.ท.คำรณวิทย์ กล่าวว่า มีภาพวงจรปิด คำให้การของยาย หลักฐานในที่เกิดเหตุ และพยานคนที่พักอยู่ที่เกิดเหตุ แต่ที่ยังไม่ได้ดำเนินการจับกุมยายเพราะติดเรื่องงานศพอยู่ และอาจจะต้องส่งตัวไปตรวจอาการทางจิตด้วย เพราะผู้ต้องหาเคยก่อเหตุยิงสามีตายเมื่อปี 36 ท้องที่สน.บางนา หลังก่อเหตุติดคุกอยู่ 12 วัน จากนั้นประกันตัวออกมาสู้คดีแล้วศาลก็ยกฟ้อง กระทั่งมาก่อเหตุฆ่าหลานตัวเองอีก ยายอ้างว่าหลานเคยทำร้ายร่างกายก็ไม่ทราบว่าเป็นข้อกล่าวอ้างหรือไม่ เพราะไม่มีใครเห็นว่ามีการทำร้ายร่างกายกัน
เมื่อถามว่า นำตัวผู้ต้องหามาแถลงข่าวนั้นจะเข้าข่ายความผิดตามพ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก หรือไม่ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ตอบว่า การนำเสนอข่าวจึงให้มีการปิดหน้า และให้ผู้ต้องหาพูดตามที่เขาต้องการจะพูด ผู้ต้องหาเองก็ยินยอมเต็มใจอยากจะพูดกับสื่อมวลชนและอยากอธิบายให้เข้าใจโดย ผู้ต้องหาก็จะไม่พูดถึงหลานในทางเสียหาย และไม่เป็นการซ้ำเติมหลาน รวมทั้งจะไม่นำตัวผู้ต้องหาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และนำส่งพนักงานสอบสวน สน.พระโขนง ดำเนินคดี โดยเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ปฏิเสธที่จะทำแผนกระกอบคำรับสารภาพ เองจากเป็นคดีเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัว
จากนั้นตำรวจนำตัวยายฆ่าหลานไปสอบเพิ่มเติมที่ สน.พระโขนง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างนั้นแม่ของเด็กหรือลูกสาวของยายกับญาติมารอผู้ต้องหาที่โรงพักด้วย พอผู้ต้องหามาถึงแม่ของเด็กได้วิ่งไปสวมกอดและร้องไห้ด้วยความเสียใจ และเข้าใจสิ่งที่แม่ของตัวเองทำลงไป โดยผู้ต้องหาได้ปลอบโยนให้ลูกสาวอย่าคิดมาก เพราะสิ่งที่ทำลงไปด้วยความอดทนอดกลั้นมาเป็นเวลายาวนานจึงได้ก่อเหตุดัง กล่าว จากนั้นเวลา 15.30 น. พนักงานสอบสวนนำตัวยายไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่เกิดเหตุ โดยมีประชาชนมามุงดูกันทำแผนเป็นจำนวนมาก ขณะที่ผู้พักอาศัยในอาคารเดียวกับผู้ต้องหา ต่างระบุไม่อยากเชื่อว่ายายจะลงมือฆ่าหลานตัวเอง เพราะยายรักหลานมาก.

Blog Archive

Design Downloaded from ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ รามคำแหง บางกะปิ | Free Textures | Web Design Resources