ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ บางกะปิ

somcoms.com

บริการของเรา
บริการของเรา

งานรวมช่างครบวงจร

กำลังโหลดข้อมูล...

house

Property API

🏡 รายการบ้านแนะนำ

กำลังโหลดข้อมูล...

วันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ประสงค์โผล่สนามม้า ถล่มรัฐบาลก่อวิกฤต5ด้าน


ความคืบหน้าการชุมนุมในช่วงบ่ายวันที่ 28 ต.ค. ขององค์กรพิทักษ์สยาม ที่สนามม้านางเลิ้ง นายพิเชษฐ์ พัฒนโชติ อดีตรองประธานวุฒิสภา นายณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายเสรี วงศ์มณฑา นักวิชาการอิสระขึ้นกล่าวปราศรัยโจมตีนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาล โดยเฉพาะนโยบายจำนำข้าว และกรณีรัฐบาลปล่อยให้มีการจาบจ้วงสถาบันเป็นประเด็นหลักในการปราศรัย
จากนั้นเมื่อเวลา 17.00น. พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ อดีตประธานที่ปรึกษากองบัญชาการกองทัพไทยขึ้นกล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า ขอให้ความมั่นใจว่ากองทัพและทหารยืนอยู่ข้างพวกเรา เมื่อเห็นภาพพวกเรามากันในวันนี้ มั่นใจและเชื่อมั่นเสมอว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ยังมีความจงรักภักดีไม่เสื่อมคลาย จึงมั่นใจว่ากองทัพจะไปกับพวกเรา เมื่อพวกเราต้องการกู้ชาติ ทั้งนี้สนามม้าแห่งนี้เคยเป็นสภาสนามม้ามาแล้ว ใครก็ตามที่ไปพูดว่าเป็นสถานที่อโคจร ๆ คนๆ นั้นถือว่าเป็นพวกไม่รักชาติ
ขณะที่ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีต สนช. กล่าวว่า ขอพูดความรู้สึกในใจเมื่อก้าวเข้ามาในสนามม้านางเลิ้งแห่งนี้ ในช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ต.ค.2516 สนามม้าแห่งนี้เคยเป็นสภาประชาชนที่มีประชาชนมารวมตัวกันเพื่อแก้ไขปัญหา บ้านเมืองและตนเป็นหนึ่งในนั้น ทั้งนี้ตนมาตามคำเชิญของ พล.อ.บุญเลิศ ไม่ได้คลานมาหา พล.อ.บุญเลิศ เหมือนคนบางคน พล.อ.บุญเลิศติดต่อพูดคุยอยากให้มาร่วมด้วย ตนก็มาร่วมด้วยความยินดี เพราะรู้จัก พล.อ.บุญเลิศมานาน วันนี้สภาประชาชนกำลังจะเกิดขึ้นเป็นรอบที่ 2 อยากให้เป็นสภาประชาชนที่จะช่วยกันคิดว่าบ้านเมืองจะเป็นอย่างไรต่อไป โดยไม่มีนักการเมืองทำร้ายประเทศชาติ
น.ต.ประสงค์ กล่าวอีกว่า เวลานี้ประเทศไทยเกิดวิกฤตที่สุดใน 5 ด้าน คือ 1.วิกฤติด้านเศรษฐกิจของแพงขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2544 ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีได้อำนาจรัฐ มีการแปลงทุนให้เป็นของเศรษฐีแปลงหนี้ให้ชาวบ้าน 2.วิกฤตทางสังคมและระบบราชการ เกิดมาในหลายยุคหลายสมัยไม่เคยเห็นความแตกแยกเกิดขึ้นเท่าในยุคนี้ เพราะมีนักการเมืองไปหลอกประชาชนว่าฝ่ายหนึ่งดีส่วนอีกฝ่ายเป็นคนไม่ดี 3.วิกฤตทางด้านความมั่นคงของชาติ โดยเฉพาะปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
4.วิกฤตด้านการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งระบบนิติรัฐและนิติธรรมไม่มีอยู่อีกแล้ว อยู่ที่ใครเป็นพวกใคร ที่ไม่ใช่พวกก็ถูกยัดเยียข้อกล่าวหา แต่หน่วยงานที่มีหน้าที่ตามกฎหมายกลับไม่ทำหน้าที่ของตัวเอง วันนี้มีนักโทษหนีคุกหลบหนีอยู่ก็ไม่ดำเนินการ อ้างเพียงแต่ว่าไม่รู้อยู่ไหน แต่กลับมีการเดินทางไปพบกันที่ต่างประเทศและก็มาบอกว่าไม่ได้ไป และ 5.วิกฤตภาวะผู้นำของประเทศ ตั้งแต่เกิดมาตนก็เพิ่งเคยเห็นผู้นำแบบนี้ ที่ความรู้และประสบการณ์ทางการเมืองตนกล้าบอกว่าไม่รู้เรื่องเลย เอะอะอะไรก็บอกหนูไม่รู้อย่างเดียว
“ทั้ง 5 วิกฤตนี้เราต้องหาทางแก้ไข โดยแนวทางของเราคือการยึดกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ทรงให้ไว้ คือสนับสนุนคนดีให้เข้ามาทำงานแทนคนไม่ดี จึงอยากเสนอให้ประชาชนรวมตัวกันตั้งกรรมการขึ้นมาช่วยกันคิดและปรึกษาหารือ เฟ้นหาคนดีเสนอให้กับกลุ่มองค์กรพิทักษ์สยาม และเครือข่าย เพื่อหาคนดีมาทำงานแทนคนไม่ดี ทั้งนี้ผมอยากเสนอให้ทุกคนทำป้ายไปติดที่หน้าทำเนียบกับรัฐสภาว่าที่นี่เป็น เขตอำนาจของประชาชนนักการเมืองทุรชนห้ามเข้าด้วย ส่วนที่มีการพูดถึงแผน 5 ขั้นในการล้มรัฐบาลนั้น ผมเห็นว่า 5 ขั้นมันมากไป ขอ 2 ขั้นก็พอ แต่ถ้าขั้นเดียวได้ก็ยิ่งดี ” น.อ.ประสงค์กล่าว
ต่อมาเมื่อเวลา 18.12 น. พล.อ.บุญเลิศ ได้ขึ้นมากล่าวปิดเวทีปราศรัยโดยระบุว่า ขอประกาศให้พี่น้องทราบว่าในวันนี้มีพี่น้องประชาชนมาร่วมลงชื่อที่ชัดเจน 2 หมื่นรายชื่อ ซึ่งมากกว่าที่รัฐบาลประเมินไว้ ทั้งนี้ พล.อ.บุญเลิศ ยังได้ถามฉันทามติของประชาชนว่าในการชุมนุมครั้งนี้พอใจ ถูกใจหรือเห็นด้วยหรือไม่ ซึ่งทุกคนตอบกลับด้วยเสียงกึกก้องว่าพอใจ ถูกใจและเห็นด้วย ทำให้ พล.อ.บุญเลิศ กล่าวกับประชาชนว่า ถ้าเป็นเช่นนั้น ขอให้กลับไปเอาพรรคพวกพี่น้องออกมาเพิ่มอีกคนละ 100 คน ให้มีจำนวนเป็นร้อยเป็นหมื่นหรือหนึ่งล้านคน เพื่อเป็นพลังในการขับไล่รัฐบาลในครั้งต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อ พล.อ.บุญเลิศ กล่าวจบได้มีการเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมีก่อนจะสลายการชุมนุม และประชาชนผู้ชุมนุมต่างทยอยเดินทางแยกย้ายกันกลับ.

ทีโอที ร้องผู้ตรวจฯ สอบกสทช.


วันนี้ (29 ต.ค.)ที่สำนังานผู้ตรวจการแผ่นดิน  ผู้นำแรงงานพนักงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) นำโดยนายนราพล  ปลายเนตร   นายพิราม เกษมวงศ์  และนายพงศ์ฐิติ พงศ์ศิลามณี ได้เข้ายื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ผ่านนายเฉลิมศักดิ์ จันทรทิม เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน  ขอให้ตรวจสอบการประมูลคลื่นความถี่ 3 จีของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือกสทช.

โดยนายพิราม กล่าวว่า กรณีการประมูลเมื่อวันที่ 16 ต.ค. เห็นว่า ไม่ได้เป็นการเสนอราคาแข่งขันกันในการซื้อหรือขายทรัพย์สิน ตามความหมายของการประมูลในมาตรา 45 วรรคหนึ่งของพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ 2553 แต่เป็นเพียงการนำคลื่นความถี่มาจัดสรรให้กับผู้เข้าร่วมประมูลเท่านั้น อีกทั้งอาจเข้าลักษณะสมยอมในการเสนอราคาและมีพฤติการณ์ที่เข้าข่ายในลักษณะ ที่ไมมีการแข่งขัน เสนอราคาที่รัฐพึงจะได้รับประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังเป็นห่วงในเรื่องของการโอนทรัพย์สิน เนื่องจากสัญญาสัมปทานในการให้บริการคลื่นความถี่ 2 จีที่บริษัททรู คอเปอร์เรชั่น  บริษัทดีแทค ทำกับบริษัท กสท โทรคมนาคม และที่บริษัทเอไอเอส ทำกับบริษัททีโอทีนั้นระบุว่า นอกจากทั้ง 3 บริษัทต้องจ่ายผลตอบแทนให้กับรัฐปีละ 15% หรือราว 2 หมื่นล้านบาทต่อปี และต้องเป็นผู้พัฒนาโครงข่ายการให้บริการ โดยเมื่อสิ้นสุดสัญญาจะต้องโอนทรัพย์สินนั้นให้เป็นของรัฐ  แต่ขณะนี้เมื่อกำลังจะพัฒนาคลื่นความถี่เป็น 3 จี ทางกสทช.กลับยังไม่ดำเนินการเรื่องการโอนทรัพย์สินในระบบคลื่นความถี่ 2 จีให้กับบริษัททีโอที และกสท.โทรคมนาคมให้แล้วเสร็จก่อน

อีกทั้งถ้าดูราคาประมูลคลื่น 3 จีที่ทั้ง 3 บริษัทประมูลได้ในราคา 4,500 บาทต่อ 1 ใบอนุญาตนั้น ทำให้ยิ่งน่าเป็นห่วงว่า 3 บริษัทจะนำเงินตรงไหนไปพัฒนาโครงข่ายระบบ 3 จี จึงอาจเป็นไปได้ว่า ทั้ง 3 บริษัทจะใช้วิธีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินในระบบ 2 จีที่ต้องโอนให้กับรัฐ ไปเป็นทรัพย์สินในระบบ 3 จีที่เอกชนเป็นเจ้าของ โดยอาศัยข้ออ้างความต้องการของประชาชน  ซึ่งความเสียหายที่อาจจะเกิดจากการโอนย้ายทรัพย์สินดังลก่าวจะทำให้ ทรัพย์สินของชาติเสียหายมหาศาลอาจมากกว่ารายได้จขากการประมูลคลื่น 3 จีเมื่อวันที่ 16 ต.ค.ก็เป็นได้จึงขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินดำเนินการตรวจสอบและยื่นเรื่องให้ ศาลปกครองสั่งชะลอการรับรองใบอนุญาตการประมูลคลื่น 3 จีออกไปก่อนและให้กสทช.ดำเนินการเรื่องการโอนย้ายทรัพย์สินในระบบคลื่นความ ถี่ 2 จีของบริษัทเอกชนซึ่งได้รับสัมปทานมาเป็นของรัฐให้แล้วเสร็จเสียก่อน
        
ด้านนายเฉลิมศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ตรวจการแผ่นดินทั้ง 3 คนได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการร้องของให้ตรวจการประมูลคลื่น 3 จีตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา และได้เร่งรัดสให้ทางสำนักงานรวบรวมข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายต่างๆ และนำเรื่องดังกล่าวเข้าพิจารณาในการประชุมผู้ตรวจการแผ่นดินวันที่ 30 ต.ค.นี้ ซึ่งก็จะได้นำเสนอในส่วนคำร้องของพนักงานทีโอทีที่มาร้องนี้เพิ่มเติมเข้าไป ด้วย เพื่อที่ผู้ตรวจการแผ่นดินจะได้พิจารณาว่าเรื่องดังกล่าวอยู่ในอำนาจที่จะ รับไว้พิจารณาวินิจฉัยและส่งศาลปกครองตามที่มีการร้องหรือไม่ อย่างไรก็ตามการพิจารณาเรื่องนี้น่าจะเร็วเพราะทางกสทช. ก็ได้มีการชี้แจงเรื่องนี้เข้ามาแล้วทำให้ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ต้องเสียเวลา ในขั้นตอนให้กสทช.ชี้แจงอีก.

อุทยานฯคาดขบวนค้าลูกเสือโยงแก๊งส่งหมาข้ามชาติ


วันนี้ (29 ต.ค.) นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยถึงผลคดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานนีตำรวจภูธรโนนศิลา อ.โนนศิลา จ.ขอนแก่น จับกุมผู้ต้องหา 1 คน ที่แอบลักลอบขนย้ายและค้าลูกเสือโคร่ง 16 ตัว ว่า ได้ประสานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจพื้นที่และกองบังคับการปราบปรามด้านทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) ในการสืบสวนหาขบวนการผู้ขายและผู้รับซื้อ ซึ่งคาดว่าจะเป็นขบวนการค้าข้ามชาติที่ทำกันมาเป็นระยเวลาหนึ่งแล้ว และอาจเป็นขบวนการเดียวกับขบวนการลักลอบค้าสุนัข จึงได้คัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหาเพื่อสืบสวนให้ทราบแหล่งที่มาและสถานที่ รับซื้อก่อน พร้อมทั้งเร่งให้หน่วยงานนิติวิทยาศาสตร์ด้านสัตว์ป่าตรวจดีเอ็นเอลูกเสือ โคร่งทั้งหมดว่ามีที่มาจากแหล่งใด เพื่อนำไปสู่การจับกุมผู้ร่วมขบวนการต่อไป รวมทั้งได้สั่งการให้ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ทั้ง 16 แห่ง ทั่วประเทศ ออกตรวจสอบการเพิ่มประชากรของเสือโคร่งในสวนสัตว์เอกชน ที่มีอยู่ราว 1,300 ตัว และจากผู้ครอบครองเสือที่มาขึ้นทะเบียนไว้กับทางราชการเมื่อปี 2546 ที่มีอยู่ประมาณ 100 กว่าตัว ว่าขณะนี้มีจำนวนเพิ่มหรือลดลงอย่างไร

อย่างไรก็ตามสำหรับลูกเสือที่นำไปดูแลรักษาอยู่ที่สถานี้เพาะเลี้ยงสัตว์ ป่าภูเขียว จ. ชัยภูมินั้น ขณะนี้ตายลง 1 ตัว  คาดว่าเนื่องจากลูกเสืออายุยังน้อยยังไม่หย่านม  อายุยังไม่ถึง 1 เดือน แต่ต้องถูกบรรทุกมาในสภาพที่เบียดเสียด และอาจจะถูกวางยาเพื่อการขนย้ายที่สะดวกมาก่อน จึงทำให้อ่อนแอและตายลง  ทั้งนี้จะกระจายลูกเสือส่วนที่เหลือ 15 ตัว ไปดูแลที่สถานีเพาะพันธุ์สัตว์ป่าอื่นๆ ของกรมอุทยานฯ เช่น สถานีเพาะพันธุ์สัตว์ป่าเขาประทับช้าง  สถานีเพาะพันธุ์สัตว์ป่าเขาสน จ.ราชบุรี และสถานีเพาะพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จ.อุทัยธานีต่อไป.

กรมชลฯเผยเขื่อนภูมิพลมีน้ำ 64 %วอนใช้ประหยัด


 

วันนี้ (29 ต.ค.) ศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้งประเทศ ล่าสุดปริมาณน้ำรวมกัน จำนวน 52,309 ล้านลบม. ประมาณร้อยละ 75 ของความจุอ่างฯขนาดใหญ่รวมกันทั้งหมด โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ เขื่อนภูมิพล จ.ตาก มีปริมาณน้ำ 8,671 ล้านลบม.ร้อยละ 64 ของความจุอ่างฯ เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ มีปริมาณน้ำ 6,615 ล้านลบม.ร้อยละ 70  เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล  จ.เชียงใหม่ มีปริมาณน้ำ 167 ล้านลบม.ร้อยละ 63 เขื่อนแม่กวงอุดมธารา  จ.เชียงใหม่ มีปริมาณน้ำ 109 ล้านลบม.ร้อยละ 41 เขื่อนกิ่วลม จ.ลำปาง มีปริมาณน้ำ 74 ล้านลบม.ร้อยละ 70 และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จ.พิษณุโลก มีปริมาณน้ำ 733 ล้านลบม.ร้อยละ 78
ส่วนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ เขื่อนห้วยหลวง จ.อุดรธานี มีปริมาณน้ำ 42 ล้านลบม. ร้อยละ 31  เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร มีปริมาณน้ำ 264 ล้านลบม. ร้อยละ 51  เขื่อนลำปาว  จ.กาฬสินธุ์ มีปริมาณน้ำ 387 ล้านลบม.ร้อยละ 20  เขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมา มีปริมาณน้ำ 160 ล้านลบม.ร้อยละ 51 เขื่อนมูลบน จ.นครราชสีมา มีปริมาณน้ำ 57 ล้านลบม.ร้อยละ 40 เขื่อนลำแซะ จ.นครราชสีมา มีปริมาณน้ำ 161 ล้านลบม. ร้อยละ 59  เขื่อนลำนางรอง  จ.บุรีรัมย์ มีปริมาณน้ำ 84 ล้านลบม. ร้อยละ 69
ในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก ที่ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี  มีปริมาณน้ำ 781 ล้านลบม. ร้อยละ 99  เขื่อนกระเสียว จ.สุพรรณบุรี มีปริมาณน้ำ 149 ล้านลบม. ร้อยละ 62  เขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก มีปริมาณน้ำ 179 ล้านลบม. ร้อยละ 80  เขื่อนบางพระ จ.ชลบุรี มีปริมาณน้ำ 82 ล้านลบม. ร้อยละ 70 เขื่อนหนองปลาไหล จ.ระยอง มีปริมาณน้ำ 158 ล้านลบม. ร้อยละ 96 เขื่อนประแสร์ จ.ระยอง มีปริมาณน้ำ 251 ล้านลบม. ร้อยละ 101  และเขื่อนคลองสียัด จ.ฉะเชิงเทรา มีปริมาณน้ำ 419 ล้านลบม. ร้อยละ 100 ของความจุอ่างฯ
               
ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า ปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพล ซึ่งเป็นหนึ่งในเขื่อนหลักที่จะต้องส่งน้ำ เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ในช่วงฤดูแล้งปี 2555/2556 ที่จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 55 นี้  มีปริมาณน้ำอยู่เพียงร้อยละ 64 ของความจุอ่างฯ เท่านั้น จำเป็นต้องจัดสรรน้ำจากเขื่อนภูมิพล ในเกณฑ์น้อยกว่าปีที่ผ่านมาและต้องลดพื้นที่เพาะปลูกนาปรังให้เหมาะสมกับ ปริมาณน้ำ ไว้ใช้น้ำในช่วงฤดูแล้งที่จะมาถึงนี้ เป็นไปอย่างเพียงพอ ไม่เกิดการขาดแคลนน้ำ ขอให้ช่วยกันประหยัดน้ำและใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วย.

คณะทำงานพรรคร่วมเล็งเปิดเวทีใหญ่แก้รธน.


วันนี้(29 ต.ค.) ที่โรงแรมรอยัล ปริ๊นเซส มีการประชุมคณะทำงานพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อพิจารณาศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550  มี นายโภคิน พลกุล เป็นประธาน โดยมีนาย พงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ศึกษาธิการ นาย วราเทพ รัตนากร รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี  นายสนธยา คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม นาย ประเสริฐ บุญชัยสุข รมว.อุตสาหกรรม นาย ชูศักดิ์ ศิรินิล ที่ปรึกษากฎหมายพรรคเพื่อไทย เข้าร่วมประชุม โดยการประชุมครั้งนี้มีพรรคพลังชลเป็นเจ้าภาพ

นายโภคินกล่าวว่า  คณะทำงานมีความคืบหน้าการทำงานค่อนข้างมาก  ล่าสุดนาย ชูศักดิ์ ศิรินิล ที่ปรึกษากฎหมายพรรคเพื่อไทยได้ยกร่างรายงานเบื้องต้นให้ตนพิจารณาปรับปรุง แก้ไขให้มีความสมบูรณ์  และในวันที่ 5 พ.ย.คณะทำงานจะเชิญนักวิชาการ 5 สถาบันได้แก่ สถาบันพระปกเกล้า ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี ม.มหิดล ที่มีนาย โคทม อารียา เป็นผอ.ศูนย์  นายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรี ในฐานะอดีตประธานกรรมการสมานฉันท์เพื่อปฏิรูปการเมืองและแก้ไขรัฐธรรมนูญของ รัฐสภา นาย สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เข้าร่วมเสนอข้อคิดเห็นและข้อสรุปร่วมกันอีกครั้ง  จากนั้นคณะทำงานจะประชุมนัดสุดท้ายวันที่ 12 พ.ย. เพื่อรวบรวมความเห็นของคณะทำงานทุกคนก่อนส่งรายงานฉบับสมบูรณ์ให้พรรคร่วม รัฐบาล ไม่เกินวันที่ 20 พ.ย. โดยเนื้อหาจะประกอบด้วย 4 ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ได้แก่ 1.สมควรลงมติแก้รัฐธรรมนูญในวาระ 3 ต่อหรือไม่ 2.หากต้องลงมติจะต้องลงมติอย่างไร 3.ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตราใด เช่น มาตรา 68 มาตรา 237 เป็นต้น

ด้านนายวราเทพ รัตนากร เลขานุการคณะทำงานพรรคร่วมรัฐบาลฯ ที่รับผิดชอบการรณรงค์ทำความเข้าใจการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า คณะทำงานเห็นชอบให้ทุกพรรคร่วมรัฐบาลไปทำความเข้าใจกับประชาชนเพื่อรณรงค์ การแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 และเปิดรับฟังความเห็นจากประชาชน เบื้องต้นเห็นว่า ควรมีการเปิดเวทีรับฟังความเห็นจากประชาชนในรูปแบบเวทีเสวนาตามภูมิภาค ใหญ่ๆ อย่างน้อย 4 เวที โดยจะนำเสนอรูปแบบเสนอต่อพรรคร่วมรัฐบาลให้ความเห็นชอบ ถ้าเป็นไปได้อยากให้มีการเริ่มรณรงค์อย่างจริงจังในวันที่ 10 ธ.ค.นี้ ที่จะครบรอบ 80 ปีรัฐธรรมนูญโดยจะสนับสนุนให้รัฐธรรมนูญมาจากประชาชนอย่างแท้จริง.  

“มาร์ค” พร้อมรบศึกซักฟอก รับ ปรับครม. ทำปชป. ต้องขยับทัพ


วันนี้ 29ต.ค. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงการปรับครม.ปู 3 ว่า เป็นการสลับตำแหน่งภายในมากกว่า ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรที่ชัดเจน ตนอยากเห็นรัฐบาลตั้งหลักเผชิญกับปัญหาที่ท้าทายกับประเทศในขณะนี้ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ และการแก้ปัญหาเกี่ยวกับนโยบายสำคัญ เช่น การจำนำข้าว ค่าแรง การจัดการภัยพิบัติ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคล แต่ถ้านโยบายยังเหมือนเดิม และการบริหารที่ไม่ได้ดูภาพรวมก็คงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งตนไม่คาดหวังอะไรกับครม.ชุดใหม่ และรู้สึกเป็นห่วงเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาภาคใต้ เพราะเมื่อมีการปรับพล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ออกจากรองนายกรัฐมนตรี จะทำให้งานขาดความต่อเนื่อง จึงต้องถามนายกรัฐมนตรี ว่า ทำไมจึงปรับพล.อ.ยุทธศักดิ์ ออก และไม่ทราบว่าจะมอบให้ใครมาดูแลปัญหานี้ต่อไป เพราะคนที่เหลืออยู่คือร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ที่ไม่ยอมลงพื้นที่ จึงนึกไม่ออกว่าใครควรจะดูแลปัญหานี้ และไม่เห็นว่าการทำงานของร.ต.อ.เฉลิม จะมีอะไรที่เป็นรูปธรรมในการแก้ปัญหาดังกล่าว ดังนั้นจึงมองไม่เห็นว่าการปรับครม.ครั้งนี้เอางานเป็นตัวตั้งอย่างไร

นาย อภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า การปรับครม.ที่เกิดขึ้นไม่มีผลต่อเนื้อหาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่อาจทำให้ต้องปรับแนวทางการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคประชาธิปัตย์นิด หน่อย เพราะบางเรื่องที่จะอภิปรายเกี่ยวข้องกับรัฐมนตรีหลายคนจึงต้องปรับในเชิง ของรูปแบบนิดหน่อย ล่าสุดตนได้หารือกับนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน คาดว่าในวันที่ 30 ต.ค. นี้ ทางวิปฝ่ายค้านจะได้ข้อสรุปหลังการประชุมวิปฝ่ายค้าน  แม้จะมีการปรับรัฐมนตรีออกจากตำแหน่ง แต่ตามรัฐธรรมนูญ รัฐมนตรีคนเดิมจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนจะมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีคนเดียว หรือมีรัฐมนตรีคนอื่นด้วยนั้น เป็นเรื่องที่เรากำลังดูรูปแบบการอภิปรายอยู่ แต่ยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมที่จะอภิปราย.

“มาร์ค” ตอกหน้า “ก่อแก้ว” ซัด ปูดข่าวไร้สาระ


วันนี้ ( 29 ต.ค.)  ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำคนเสื้อแดง ระบุว่า หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไปพบกับอดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เจ้าของคอกม้า ที่จ.นครปฐม ซึ่งอยู่เบื้องหลังการชุมนุมของกลุ่มองค์การพิทักษ์สยาม ว่า เป็นเรื่องไร้สาระ ไม่ทราบว่าหมายถึงใคร ที่ไหน ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาตนไปจ.นครปฐม 2ครั้ง คือ ไปงานทำบุญคุยกับพระ แทบไม่ได้พูดคุยกับใคร ส่วนครั้งที่ 2ไปปราศรัยในงานราตรีสีฟ้า ไม่ได้คุยกับใครเช่นกัน แต่การที่ออกมาพูดเช่นนี้คงเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐานในสมัยที่ตัวเองเป็นฝ่าย ค้าน ยืนยันได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้อยู่เบื้องหลังการเกณฑ์คนมาร่วมชุมนุม แต่กลับยังโดยต่อว่า ว่าไปดึงคนของเขามา เพราะตรงกับวันที่พรรคประชาธิปัตย์จัดงานโรงเรียนการเมือง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า รัฐบาลต้องคิดว่าการชุมนุมที่เกิดขึ้นมีคนไปร่วมจำนวนมาก แสดงออกถึงความอึดอัดบางประการ ผู้ชุมนุมไม่ได้เจาะจงถึงรัฐบาลไหน แต่ต้องการให้รัฐบาลทำงานด้วยความซื่อสัตย์ ไม่ทุจริต ปกป้องสถาบันหลักของชาติ ดังนั้นรัฐบาลควรตั้งหลัก และตอบโจทย์ตรงนั้นมากกว่า จะได้ไม่ต้องมีการชุมนุม แต่การที่รัฐบาลไม่รับฟังความเห็นถือว่า ไม่ใช่แนวทางที่ควรจะเป็นการประมาทความรู้สึกของประชาชนไม่ใช่ผลดี เพราะจะทำให้เกิดการยั่วยุอารมณ์ คนขัดแย้งกันมากขึ้น ทางที่ดีคือ รัฐบาลต้องรับฟัง ชี้แจง และทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ส่วนที่องค์การพิทักษ์สยามจะนัดชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาลอีกครั้งนั้น ตนไม่ทราบแต่อยากให้ทุกคนระวัง เพราะสังคมอยากเห็นความสงบ แต่ก็ต้องการให้ทุกคนสามารถใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญได้ ดังนั้นทางออกที่แท้จริงคือ ทุกคนต้องทำหน้าที่ของตัวเองตามกฎหมาย และเจตนารมณ์ตามระบอบประชาธิปไตย
เมื่อถามว่า ห่วงว่ารัฐบาลจะมีการปลุกมวลชนเสื้อแดงขึ้นมาทำให้เกิดการเผชิญหน้าหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รู้สึกเป็นห่วง เพราะพรรคเพื่อไทย และรัฐบาลก็มีลักษณะแบบนี้อยู่ อย่าให้เกิดความวุ่นวายมากขึ้นเลย ขอเรียกร้องว่า งานปรองดองที่แท้จริงควรสานต่อแนวทางของคอป. และหยุดแนวคิดเรื่องมวลชนชนกับมวลชน ปลุกความขัดแย้งในสังคม การเอากระบวนการสานเสวนาปลอมมาสร้างความชอบธรรมในประเด็นที่จะนำสู่ความขัด แย้ง.

Blog Archive

Design Downloaded from ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ รามคำแหง บางกะปิ | Free Textures | Web Design Resources