วันเสาร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569

คุณหมอที่ตรวจพบคนไข้มีอาการเป็นไวรัสตับอักเสบซีและตับแข็งแต่พบว่าคนไข้มีการใช้กัญชาจึงให้รอไปอีก 1 ปีคิดว่าแค่คนนี้เป็นยังไง

 ในมุมมองทางการแพทย์ปัจจุบัน การให้คนไข้ที่ป่วยเป็น ไวรัสตับอักเสบซี (Hepatitis C) และมี ตับแข็ง (Cirrhosis) ร่วมด้วย ต้องรอการรักษาไปถึง 1 ปีเพียงเพราะ "ใช้กัญชา" ถือเป็นประเด็นที่น่าตั้งคำถามและควรพิจารณาใหม่อย่างเร่งด่วนครับ

นี่คือบทวิเคราะห์ตามหลักการแพทย์และแนวทางปฏิบัติสากลในปัจจุบันครับ:

1. ความเร่งด่วนของโรค (HCV + ตับแข็ง)

คนไข้ที่มีภาวะตับแข็งแล้ว ถือเป็นกลุ่มที่ "ต้องรีบรักษา" ครับ เพราะไวรัสจะทำลายเซลล์ตับที่เหลืออยู่น้อยลงไปเรื่อยๆ การรอเวลา 1 ปีอาจทำให้ตับเสื่อมสภาพจนเข้าสู่ภาวะตับวาย หรือกลายเป็นมะเร็งตับได้ ซึ่งในตอนนั้นการรักษาอาจจะสายเกินไป

2. กัญชากับการรักษาไวรัสตับอักเสบซี

  • มาตรฐานการรักษาปัจจุบัน: ปัจจุบันเราใช้ยาต้านไวรัสกลุ่ม DAA (Direct-Acting Antivirals) ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงมาก (หายขาดกว่า 95%) ผลข้างเคียงต่ำ และใช้เวลาทานเพียง 8-12 สัปดาห์

  • ข้อกำหนดเรื่องสารเสพติด: ตามแนวทางของสมาคมโรคตับระดับโลก (เช่น AASLD หรือ EASL) การใช้กัญชาหรือสารเสพติด "ไม่ใช่อุปสรรค" หรือข้อห้ามในการเริ่มยา ตราบใดที่คนไข้สามารถกินยาได้สม่ำเสมอตามกำหนด

  • งานวิจัย: งานวิจัยส่วนใหญ่ชี้ให้เห็นว่าการใช้กัญชาไม่ได้ทำให้ประสิทธิภาพของยาต้านไวรัสลดลงครับ

3. ทำไมคุณหมอถึงให้รอ? (มุมมองเชิงวิเคราะห์)

อาจมีเหตุผลบางประการที่คุณหมอตัดสินใจเช่นนั้น ซึ่งเราควรลองพิจารณาดู:

  • ความกังวลเรื่องวินัย (Compliance): คุณหมออาจกังวลว่าหากคนไข้ยังใช้สารบางอย่างอยู่ อาจจะลืมกินยาหรือมาไม่ตรงนัด ซึ่งการทานยาไม่ต่อเนื่องอาจทำให้เชื้อดื้อยาได้

  • เกณฑ์การเบิกจ่ายยา (Policy): ในบางสถานพยาบาลหรือสิทธิการรักษาบางประเภท อาจมีกฎเกณฑ์ล้าสมัยที่ระบุว่าคนไข้ต้องหยุดสารเสพติดหรือแอลกอฮอล์เป็นเวลา 6 เดือน - 1 ปีก่อนจึงจะเบิกยาได้ (ซึ่งเป็นกฎที่แพทย์หลายท่านพยายามผลักดันให้ยกเลิกอยู่ครับ)

  • ทัศนคติส่วนบุคคล: อาจเป็นความเชื่อส่วนตัวของแพทย์ที่มองว่าต้อง "เคลียร์ร่างกาย" ให้สะอาดก่อน ซึ่งขัดกับหลักความเร่งด่วนของโรคตับแข็ง


ข้อแนะนำและสิ่งที่ควรทำ

สถานการณ์นี้ "ค่อนข้างน่ากังวล" เพราะเวลา 1 ปีมีค่ามากสำหรับคนเป็นตับแข็งครับ ผมแนะนำให้ดำเนินการดังนี้ครับ:

  1. ขอคำอธิบายที่ชัดเจน: ลองถามคุณหมอตรงๆ ว่า "การใช้กัญชาส่งผลเสียต่อการออกฤทธิ์ของยาต้านไวรัสตัวนี้อย่างไร?" หรือ "หากรอ 1 ปีแล้วตับแย่ลง จะมีแผนสำรองอย่างไร?"

  2. ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางโรคตับ (Hepatologist) ท่านอื่น: การขอ Second Opinion เป็นสิทธิของคนไข้ครับ แนะนำให้ไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านตับในโรงเรียนแพทย์หรือโรงพยาบาลใหญ่ๆ เพื่อประเมินความจำเป็นในการเริ่มยาทันที

  3. เน้นย้ำเรื่องวินัย: หากต้องการรักษาทันที ต้องสร้างความมั่นใจให้คุณหมอเห็นว่า เราสามารถงดกัญชา (ถ้าจำเป็น) และกินยาตรงเวลาได้แน่นอน

สรุป: ในทางการแพทย์สมัยใหม่ "ไม่จำเป็นต้องรอ" ครับ โดยเฉพาะเมื่อมีภาวะตับแข็งแล้ว การกำจัดไวรัสให้เร็วที่สุดคือวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาชีวิตคนไข้ครับ

ไม่ทราบว่าคนไข้มีอาการอย่างอื่นร่วมด้วยไหมครับ เช่น ท้องมาน ตาเหลือง หรือมีประวัติการรักษาอื่นๆ เพื่อที่ผมจะได้ให้ข้อมูลได้ครอบคลุมยิ่งขึ้นครับ?

ฟังจากที่คุณเล่ามา ผมเข้าใจเลยครับว่าทำไมคุณถึงรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องของ "ดวง" และความน่าหงุดหงิดใจ เพราะสิ่งที่คุณเจอคือ "กำแพง" ของระบบระเบียบและทัศนคติทางการแพทย์ที่ดูจะไม่สมเหตุสมผลกับอาการป่วยของคุณเลย

ผมขอสรุปสิ่งที่คุณเจอมาเป็นข้อๆ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นนะครับ:

1. การตรวจซ้ำซ้อนที่สิ้นเปลือง (Redundancy)

คุณเจอเหตุการณ์ที่ระบบโรงพยาบาลไม่เชื่อมต่อกัน หรืออาจจะมีความไม่ไว้วางใจในผลตรวจจากที่อื่น:

  • คุณเสียเงินและเสียเวลาเจาะเลือดที่ รพ.รามคำแหง (เอกชน) ไปแล้ว

  • พอไป รพ.จุฬาฯ (รัฐ/โรงเรียนแพทย์) แทนที่จะได้เริ่มคุยเรื่องรักษา กลับถูกบังคับให้ตรวจใหม่เสียเงินอีก 4,000 กว่าบาท ทั้งที่เพิ่งตรวจมาวันเดียว

  • สิ่งที่น่าเจ็บใจ: คือการที่คุณพยายามสื่อสารแล้ว แต่ดูเหมือนเสียงของคุณไม่ถูกรับฟัง จนสุดท้ายคุณต้องดั้นด้นเอาผลเก่ามาให้ดูอยู่ดี

2. การวินิจฉัยที่ขัดแย้งกับความเร่งด่วน (The Paradox)

นี่คือจุดที่สำคัญที่สุด:

  • ผลวินิจฉัย: คุณเป็นทั้ง "ไวรัสตับอักเสบซี" และ "ตับแข็ง" ซึ่งในทางการแพทย์ถือว่า "ไฟไหม้บ้านแล้ว" ต้องรีบดับไฟ (กำจัดไวรัส) เพื่อไม่ให้บ้านพัง (ตับวาย)

  • คำสั่งแพทย์: ให้รอ 1 ปี เพียงเพราะคุณใช้ "กัญชา"

  • ความจริงที่น่าตกใจ: ในโลกความเป็นจริงของคนเป็นตับแข็ง "เวลา 1 ปี คือความเสี่ยง" ครับ การให้รอโดยไม่มีเหตุผลทางการแพทย์ที่แน่นพอ (เช่น ตับยังอักเสบเฉียบพลันจากสารพิษอื่น) ถือเป็นการเสียโอกาสในการรักษาอย่างมาก

3. จ่ายเงินเองแต่ไม่ได้ "ทางเลือก" ที่ดีกว่า

คุณเลือกที่จะยอมจ่ายเงินเอง (ไม่ได้ใช้สิทธิ์ฟรี) เพื่อหวังว่าจะได้รับการรักษาที่เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่กลับต้องมาเจอกับระบบที่ยึดติดกับกฎเกณฑ์บางอย่าง (เช่น การให้เลิกกัญชาก่อน 1 ปี) ซึ่งอาจจะเป็นกฎเก่าหรือดุลยพินิจส่วนตัวของหมอท่านนั้น


มุมมองของผมต่อสิ่งที่คุณเจอ:

ผมมองว่าคุณกำลังเจอ "อุปสรรคทางทัศนคติ" มากกว่าอุปสรรคทางการแพทย์ครับ:

  1. เรื่องกัญชา: ปัจจุบันกัญชาไม่ได้เป็นข้อห้ามในการใช้ยาต้านไวรัสซี (DAA) หมอหลายท่านในยุคใหม่มองว่า "รักษาไวรัสให้หายก่อน เพื่อรักษาชีวิตตับ" ส่วนเรื่องกัญชาค่อยว่ากันทีหลังหรือให้ลดละเลิกควบคู่กันไป

  2. เรื่องดวง: ผมเห็นด้วยกับคุณครับ บางครั้งการเจอหมอที่ "อัปเดตความรู้ใหม่" กับ "หมอที่ยึดกฎระเบียบเคร่งครัด" ทำให้ผลลัพธ์การรักษาต่างกันราวฟ้ากับเหว ทั้งที่เดินเข้าโรงพยาบาลระดับท็อปเหมือนกัน

สิ่งที่คุณควรพิจารณาในก้าวต่อไป:

ถ้าคุณจ่ายเงินเองอยู่แล้ว และไม่สบายใจกับการต้อง "รอให้ตับแย่ลงไปอีก 1 ปี" ผมแนะนำให้ลอง "เปลี่ยนมือหมอ" ครับ

  • ลองไปพบ อาจารย์หมอเฉพาะทางโรคตับ (Hepatologist) ท่านอื่น ในโรงพยาบาลเอกชนเกรด A หรือคลินิกเฉพาะทางนอกเวลาของโรงเรียนแพทย์อื่น (เช่น ศิริราช หรือ รามาฯ)

  • เตรียมผลเลือดที่มีทั้งหมดไป แล้วบอกหมอตรงๆ ว่า "ผมเป็นตับแข็งแล้ว ผมรอ 1 ปีไม่ได้ ผมต้องการเริ่มยาต้านไวรัสตอนนี้เลย"

คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับการลองหา Second Opinion (ความเห็นที่สอง) จากหมอท่านอื่นครับ? หรือคุณอยากจะลองกลับไปคุยกับที่เดิมเพื่อขอเหตุผลที่ชัดเจนกว่านี้อีกครั้ง?



0 - ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ บางกะปิ 083-792-5426:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น

Blog Archive

Design Downloaded from ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ รามคำแหง บางกะปิ | Free Textures | Web Design Resources