ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ บางกะปิ

somcoms.com

บริการของเรา
บริการของเรา

งานรวมช่างครบวงจร

กำลังโหลดข้อมูล...

house

Property API

🏡 รายการบ้านแนะนำ

กำลังโหลดข้อมูล...

วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2555

ผบ.ทบ.ส่งทหารช่วยน้ำท่วม6จังหวัดภาคเหนือ


เมื่อวันที่ 10 ก.ย. ที่สโมสรทหารบก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) กล่าวถึงปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ว่า ขณะนี้มีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ 6  จังหวัด  30  อำเภอจึงได้สั่งการกำลังพลให้ไปช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนและ สั่งการให้ตรวจเช็คปริมาณน้ำฝน รวมทั้งเฝ้าดูว่าจะกระทบพื้นที่ใดบ้าง เพราะจะได้ส่งกำลังพลเข้าไปช่วยเหลือได้ทันท่วงที ทั้งนี้ทหารช่วยไม่ได้  100% เพราะไม่มีเครื่องมือหนักที่เพียงพอ เช่น รถแบ็กโฮ แต่ช่วยได้ในเบื้องต้นเท่านั้น โดยดูว่าตรงไหนที่โดนหนักก็จะรีบเข้าไปช่วยเหลือก่อน จากนั้นจะประสานกับทางจังหวัด และกรมป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนที่มีเครื่องมือพร้อมมารับช่วงต่อเพื่อไปดูแล ขณะนี้ก็คอยฟังกรมอุตุนิยมวิทยาว่าสภาวะอากาศเป็นอย่างไร ซึ่งพบว่าในภาคเหนือตอนบนสถานการณ์ดีขึ้น แต่ภาคเหนือตอนกลางค่อนไปทางตะวันตกยังต้องเฝ้าระวังอยู่.

เปิด เวบไซต์-ตู้ ป.ณ. รับฟังความเห็นปชช.


วันนี้(10ก.ย.)พรรคชาติไทยพัฒนา  มีการประชุมคณะทำงานพรรคร่วมรัฐบาลศึกษาแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 291โดยมีนายโภคิน พลกุล เป็นประธาน มีโดยมีสมาชิกจากพรรคเพื่อไทยเข้าร่วม อาทิ นายภูมิธรรม เวชชัย นายชูศักดิ์ ศิรินิล นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา นายอุดมเดช รัตนเสถียร ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) นายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย  นายสันตศักดิ์ จรูญ งามพิเชษฐ์  ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังชล เป็นต้น ขณะที่ฝั่งพรรคชาติไทยพัฒนาส่งนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล นายนิกร จำนง และ ส.ส.พรรคชาติไทยพัฒนา เข้าร่วมฟัง โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
จากนั้น นาย โภคิน  แถลงภายหลังการประชุมคณะทำงานฯว่า คณะทำงานพิจารณาได้ข้อสรุปแล้วว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีให้มีการทำ ประชามติก่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น คณะทำงานได้ดูทั้งคำวินิจฉัยกลางและส่วนตนของศาลรัฐธรรมนูญ เห็นว่าเป็นแค่การแนะนำ ไม่ใช่คำวินิจฉัยที่มีผลผูกพันกับองค์กรใดๆตามรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตามแม้จะเป็นคำแนะนำแต่เมื่อมีความสำคัญ ดังนั้นจึงต้องไปพิจารณาซึ่งคณะทำงานเห็นว่ามีการดำเนินต่อไปก็อยากฟังความ เห็นต่างๆให้รอบคอบในประเด็น 1.กระบวนการในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ร่างโดยประชาชนจะเป็นอย่างไร 2.เมื่อศาลมีคำวินิจฉัยที่เป็นประเด็นคำแนะนำ ต้องดำเนินการอย่างไร 3.ข้อที่เป็นปัญหาของรัฐธรรมนูญปี50อาทิ มาตราที่ไม่เห็นประชาธิปไตย หรือไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม มีอะไรบ้าง ประเด็นอะไรที่ควรมีการปรับปรุงแก้ไข
นายโภคิน กล่าวว่า คณะทำงานจึงตกลงกันว่าให้เชิญนักวิชาการมาแสดงความคิดเห็น โดยเบื้องต้นมีจำนวน5คน ประกอบไปด้วยการประชุมวันที่17ก.ย.นี้ ที่พรรคเพื่อไทย จะเชิญนายโคทม อารียา ผอ.ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธีมหาวิทยาลัยมหิดล และนายวุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า วันที่24ก.ย.ที่พรรคชาติพัฒนา จะเชิญนายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรี และนายสมชาย ปรีชาศิลปะกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ส่วนวันที่1ต.ค.ที่พรรคเพื่อไทยจะเชิญนาย สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ (นิด้า) มาร่วมหารือ
นายโภคิน กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ที่ประชุมเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้มีประชาชนและสื่อมวลชนสนใจ จึงเห็นร่วมกันว่าสมควรมีการเปิดเว็ปไซต์ และเปิดตู้ ป.ณ.ชื่อว่า “รัฐธรรมนูญของประชาชน” ที่จะเป็นศูนย์รวมรวมความเห็นข้อเสนอแนะ โดยคาดหมายว่าจะเปิดใช้ได้ประมาณวันที่ 17ก.ย.นี้ ทั้งนี้เพื่อรับฟังความเห็นได้รอบด้าน คณะทำงานจะมีเวลาได้จัดทำข้อสรุปอย่างรอบด้านในที่สุด
เมื่อถามว่า หากคำแนะนำจากนักวิชาการมีความเห็นที่แตกต่างจากคณะทำงาน ฯจะดำเนินการอย่างไร นายโภคิน กล่าวว่า ยังตอบไม่ได้ เพราะต้องรับฟังจากบุคคลหลากหลาย หากเห็นว่าเป็นคำวินิจฉัยที่ผูกพันก็ต้องทราบเหตุผลว่าเป็นอย่างไร เพราะคำวินิจฉัยของศาลไม่ได้เขียนว่าต้องทำประชามติ แค่บอกว่า “ควรทำ”ทั้งนี้คำวินิจฉัยของศาลถ้าจะบังคับกับคู่กรณีต้องเป็นคำว่า “ต้อง”เท่านั้น อย่างไรก็ตามก็ต้องรับฟังความเห็นดูก่อน ยังไม่สามารถบอกได้
เมื่อถามว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.291 ยังคงค้างอยู่ในการพิจารณาในวาระ3 ต่อไปใช่หรือไม่ นายโภคิน กล่าวว่า ที่เรามาดูตรงนี้ ก็อยากให้รอบคอบมากที่สุดและอยากให้ประชาชนเข้าใจว่าเป็นอย่างไร มีอะไรที่เป็นประโยชน์ ต่อการเมืองการปกครอง หากรีบทำโดยที่ประชาชนไม่เข้าใจ มันคงไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติโดยรวม ส่วนจะทันสมัยการประชุมรัฐสภาครั้งนี้หรือไม่นั้น ในส่วนของคณะทำงานฯได้มีการตั้งกรอบว่าจะพยายามทำให้เสร็จภายในสมัยประชุม นี้ คงต้องขึ้นอยู่กับข้อมูล ถ้ารีบผลักดัน จะเกิดความไม่เข้าใจ และจะเกิดความขัดแย้งโดยไม่จำเป็น ซึ่งตนคิดว่าควรหลีกเลี่ยงดีกว่า
นายโภคิน กล่าวด้วยว่า ขณะนี้นายวราเทพ รัตนากร  เลขานุการคณะทำงานฯกำลังร่างเนื้อหาที่จะไปรณรงค์ให้ประชาชนเข้าใจเรื่องการ แก้ไขรัฐธรรมนูญปี 50 โดยจะพยายามรณรงค์เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในสมัยประชุมนี้ เบื้องต้นจากที่ได้ลงไปสำรวจให้ความรู้ประชาชนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญพบ ว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่รู้เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญและไม่รู้จะได้ประโยชน์อะไร จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนั้น จึงต้องไปรณรงค์ทำความเข้าใจว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะได้ประโยชน์อะไร เพราะรัฐธรรมนูญ 50 ไม่เป็นธรรมและไม่เป็นประชาธิปไตย ทั้งนี้ ส่วนตัวหากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยากให้ระบุลงไปเลยว่า ห้ามมีการนิรโทษกรรมให้กับคนที่ยึดอำนาจ เพราะให้ถือว่ารัฐธรรมนูญเป็นประเพณีการปกครอง ไม่ใช่ตัวกฎหมายที่จะมาล้มล้างได้

เผย “สุขุมพันธุ์” เข้าพบกรรมการบริหารพรรค14 ก.ย.


เมื่อวันที่ 10 ก.ย. ที่พรรคประชาธิปัตย์ มีการประชุมคณะกรรมการกิจการกทม. โดยมีนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานการประชุม โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค พร้อม ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่อยู่ในพื้นที่กทม. อาทิ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รวมทั้งนายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ และ พ.ญ.มาลินี สุขเวชชวรกิจ รองผู้ว่าฯกทม. เข้ารวมประชุมด้วย โดยที่ประชุมได้มีการหารือถึงยุทธศาสตร์ภาพรวมการทำงานของกทม. ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นงานพื้นที่ในส่วนของ ส.ส. ส.ก. และงานของผู้ว่าฯกทม. เพื่อที่จะประเมินจุดอ่อน และจุดแข็งของพรรคประชาธิปัตย์ และฝ่ายตรงข้าม
 ทั้งนี้ภายหลังจากการประชุม นายกรณ์ ให้สัมภาษณ์ว่า เป็นการประชุมนัดแรกของคณะกรรมการชุดนี้ เพื่อประเมินภาพรวมการทำงานของ กทม. ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการพูดถึงตัวบุคคล ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. แต่อย่างใด เนื่องจากม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. จะเข้าแสดงความคิดเห็นต่อคณะกรรมการบริหารพรรค ในวันที่ 14 ก.ย. นี้ ส่วนที่มีชื่อของตนเป็นแคนดิเดตด้วยนั้น หากถามว่าสนใจหรือไม่ได้ตัดสินใจแล้วตั้งแต่เมื่อ 4ปีที่แล้ว ยืนยันที่จะทำงานให้กับพรรคในภาพรวม ขณะนี้อยากที่จะทำงานในลักษณะนี้อยู่ แต่โดยหลักของพรรคประชาธิปัตย์ หากพรรคสนับสนุนใคร บุคคลนั้นก็ต้องปฏิบัติตามมติของพรรค เพราะคนในพรรคส่วนใหญ่มีวินัย ทั้งนี้พรรคจะต้องคัดเลือกบุคคลที่มีความเหมาะสมและเป็นที่ยอมรับของคน กทม.มากที่สุด แต่เบื้องต้นผู้ที่มีโอกาสมากที่สุดในการลงสมัครคือม.ร.ว.สุขุมพันธุ์.

"ผบ.ทบ."ปิดโครงการสุภาพบุรุษอาชีวะรุ่น1


เมื่อวันที่ 10 ก.ย. ที่สโมสรทหารบก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)เป็นประธานในพิธีปิดการอบรมโครงการสุภาพบุรุษอาชีวะ รุ่นที่ 1 และมอบใบประกาศนียบัตรแก่นักเรียนอาชีวะที่ผ่านการฝึกอบรมจำนวน141 นายจาก 28 สถาบันการศึกษา โดยมีผู้แทนรมว.ศึกษาธิการ และนายทหารระดับสูงเข้าร่วมพิธี โดยนักเรียนอาชีวศึกษาได้เข้ารับการอบรมเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 17 ก.ค.-10 ก.ย.ที่ผ่านมา ที่โรงเรียนสงครามพิเศษ ศูนย์สงครามพิเศษ ค่ายเอราวัณ จ.ลพบุรี ซึ่งการฝึกอบรมแบ่งเป็น2 ห้วงคือ ห้วงที่1 การฝึกวินัย ปรับตัวให้รู้จักระเบียบสังคม  อุดมการณ์การรักชาติ กิจกรรมทางทหาร โดยเน้นการทำงานเป็นหมู่คณะ ห้วงที่สอง เป็นการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์เช่นการซ่อมแซมบ้านเรือน ซ่อมแซมอุปกรณ์ไฟฟ้า โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หวังลดปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนในสถาบันการศึกษาต่างๆ
              
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวให้โอวาทตอนหนึ่งว่า  ตนยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะมุ่งหวังให้การแก้ไขปัญหาการทะเลาะ วิวาทเป็นไปอย่างรูปธรรม เพื่อปลูกฝังความมีระเบียบวินัย ทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ทำให้ร่างกายที่แข็งแรงขึ้น สร้างทัศนคติในเชิงบวก หวังว่า ความรักความเข้าใจดังกล่าวจะไม่สูญเปล่าต่อผู้ใหญ่ และคงเห็นเยาวชนเติบโตอย่างมีคุณภาพ  คนที่น่ายินดีที่สุดที่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่มีการพัฒนาไปในทางที่ดีคงจะ เป็นพ่อแม่  ครูเปรียบเสมือนพ่อแม่คนที่สอง หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะยึดถือแนวทางเคารพพ่อแม่ ที่เสียเงินทองส่งเรียนหนังสือ พ่อแม่ไม่ใช่คนร่ำรวย แต่ยังกัดฟันส่งลูกเรียนหนังสือหวังให้เลี้ยงในอนาคต ไม่ใช่ส่งไปเรียนเพื่อไปตายหรือไปฆ่าใครตาย คนเสียสละมากสุดคือพ่อแม่เรา ดังนั้นเราต้องตอบแทนท่าน ที่ผ่านมาเป็นประสบการณ์บทเรียนที่ต้องไม่ก้าวกลับเข้าไปอีก  การฝึกแสดงให้เห็นว่าอาชีวะมีคุณค่า  เชื่อว่า 8สัปดาห์ไม่สูญเปล่า  อย่าให้สิ่งเก่าๆดึงเรากลับไปอีก ชีวิตเรามีชีวิตเดียว ท่านมีคุณค่าและเป็นกำลังสำคัญในการนำประเทศชาติเข้าสู่ประชาคมอาเซียน
              
“ ประเทศชาติประกอบด้วยสองอย่างคือคนและแผ่นดิน ต้องเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทย เราจะเป็นเสือตัวที่หนึ่งในอาเซียนแต่เราถอยหลังมาเยอะ แต่ต่อไปนี้เราจะคอยไม่ได้แล้ว เขาไม่ห่วงปัญหาภายในประเทศ ทุกคนต้องกลับไปเรียนรู้  กำลังพลทหารในกองทัพมี  2 แสนคน เขาไม่เคยทะเลาะกัน เจอกันเขาไม่เคยตีกัน หรือชกกัน มีแต่รักกัน ถ้าเป็นไปได้ในอนาคตทหารพร้อมให้คำแนะนำ และดูแลได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกระทรวงศึกษาธิการ ขอฝากว่า ประเทศชาติจะเข้มแข็งไม่ได้  ถ้าประชาชนอ่อนแอ ทะเลาะกัน วันนี้ขอให้ทำความดี เพื่อถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ซึ่งวันนี้ทั้งสองพระองค์ควรได้พักผ่อนอย่างสบายใจ ดังนั้นท่านต้องลดปัญหาเพราะวันนี้ปัญหาเยอะอยู่แล้ว ประเทศชาติจะแข็งแรงไม่ใช่แค่ทหารอย่างเดียว ต้องมาจากประชาชนทุกคน” ผบ.ทบ. กล่าว.

“ประยุทธ์”ไม่ห่วงดีเอสไอสอบทหารคดีเสื้อแดง


เมื่อวันที่ 10 ก.ย. ที่สโมสรทหารบก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการเปิดเผยเอกสารของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ให้ตั้งหน่วยปฏิบัติการพิเศษ โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯและ ผอ.ศอฉ.เป็นคนลงนามก่อนนำมาสู่การตั้ง39พลซุ่มยิงว่า อย่าตื่นเต้นกับเรื่องดังกล่าวให้มาก ซึ่งในเวลาการทำงานหากดูแล้วไม่ปลอดภัยเขาก็ต้องมีการเตรียมพร้อมของทุก หน่วยงานแต่จะใช้หรือไม่ใช้ก็ต้องว่ากันอีกทีตามสถานการณ์ อย่านำไปปนกัน ที่มีปัญหากันทุกวันนี้ก็เพราะพลซุ่มยิงเฝ้าระวัง นั่นก็ต้องไปว่ากันในศาล อย่าให้เป็นเรื่องใหญ่ ตรงนี้เป็นพลซุ่มยิงก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งถ้าสถานการณ์ลุกลามบานปลายไปอีกระดับหนึ่ง แล้วพวกท่านจะให้เขาทำอย่างไร จะไม่ให้มีการเตรียมความพร้อมกันบ้างเลยหรือ ไม่เตรียมคนเหล่านี้ไว้ต่อสู้หรือป้องกันหรือไง แต่เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เกิดขึ้นก็จบ ก็ให้ไปว่ากันในศาลในเรื่องความผิดหรือถูกมาตอบโต้กันทางสื่อไม่เป็น ประโยชน์ ไม่เห็นว่าประเทศชาติจะได้อะไรเลย
              
เมื่อถามว่ามีความเป็นห่วงหรือไม่ที่ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มาสอบสวนกับทางทหาร แต่ไม่ติดตามเรื่องชายชุดดำ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ทางกองทัพได้ทวงถามไปแล้ว และก็ได้คำตอบมาว่ากำลังติดตามอยู่ ตนว่าไม่ยังไม่จบเพียงเท่านี้ก็จะต้องดูทั้งสองฝ่าย วันนี้ทางดีเอสไอบอกว่าเป็นการทำตามคำร้องเดี๋ยวก็จะมีคนไปร้องอีกและก็จะมี การสอบกันอีก สอบกันไปมาอย่างนี้นี่คือกฎหมายไทยก็ค่อยปล่อยให้เป็นไปตามขั้นตอนอย่าไป เร่งมัน ถ้าเร่งมากๆก็จะเกิดความวุ่นวาย เดี๋ยวหน่วยงานก็จะทะเลาะกัน แล้วเราจะอยู่กันอย่างไรว่ากันไปตามขั้นตอนไปไม่ได้ไปปิดบังใครทั้งสิ้น เมื่อถามว่าเป็นห่วงกองทัพหรือไม่เรื่องมีเอกสารเท็จมาโจมตีพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ห่วงเมื่อเราทำดีแสดงว่าเราทำดีอยู่แล้ว ถ้าทำไม่ดีเขาก็จะไม่มาสนใจเราอยู่แล้วนั่นก็แสดงว่าเราทำดี ถ้าทำดีคนชั่วก็โจมตีเยอะ.

ตะลึงลอบเลี้ยงเสือโคร่งบนคอนโดย่านปทุมฯ


เมื่อวันที่ 10 ก.ย. พล.ต.ต.นรศักดิ์ เหมนิธิ ผู้บัญชาการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม (ผบก.ปทส.) นำกำลังพร้อมหมายศาลจังหวัดธัญบุรีเข้าตรวจค้น ข้าจับกุมผู้ต้องหาลักลอบเลี้ยงสัตว์สงวนไว้ในอพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่งใน ปทุมธานี โดยอพาร์ทเม้นท์ดังกล่าวสูง 5 ชั้น บนดาดฟ้ามีการติดตั้งลูกกรงเหล็กเป็นกรงเลี้ยงเสือโคร่ง 3 กรง จำนวน 6 ตัว เป็นตัวผู้ 5 ตัว ตัวเมีย 1 ตัว โดยมีนายสุรศักดิ์ บุญเทียนทอง อายุ 29 ปี เจ้าของอาคาร รับเป็นเจ้าของเสือโคร่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานให้เจ้าหน้ากรมสัตว์ป่า และพันธุ์พืชจังหวัดราชบุรี มารับเสือโคร่งไปตรวจหาดีเอ็นเอว่ามาจากที่ใด พร้อมดำเนินคดี นายสุรศักดิ์ ตามที่เสนอข่าวไปนั้น

คืบหน้าเมื่อเวลา 21.00 น. วันที่ 10 ก.ย. ทางด้าน พล.ต.ต.นรศักดิ์ กล่าวว่า สืบเนื่องมาจากทางเจ้าหน้าที่ได้จับกุมนายอ๊อด ในข้อหาเกี่ยวกับการค้าขายสัตว์ จากนั้นได้ขยายผลจนพบว่ารับเสือมาอีกทอดจากนายอุดมศักดิ์ฯ ที่อ.แก่งคอย จ.สระบุรี และจากแนวทางการสืบสวนทราบพบว่า เมื่อเดือนที่แล้วได้มีการขายเสือออกต่างประเทศ จำนวน 1 ตัว และเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีการขายออกไปที่ประเทศเวียดนามจำนวน 4 ตัว กระทั่งพบว่ามีการลักลอบเลี้ยงเสือโคร่งไว้ที่อพาร์เมนท์ดังกล่าว จึงได้ขอหมายค้นเข้าตรวจสอบจนพบเสือโคร่ง จำนวน 6 ตัวดังกล่าว ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลพบว่าการเพาะพันธุ์เสือเองถือเป็นความผิด ซึ่งไม่ได้รับอนุญาตให้มีการเพาะพันธุ์เสือ
พล.ต.ต.นรศักดิ์ กล่าวต่อว่า  นอกจากนี้ส่วนใหญ่มักจะมีการลักลอบเพาะพันธ์เสือเลี้ยงกัน เนื่องจากหากเสืออายุ 2 ปี ส่งขายต่างประเทศจะได้ราคาตัวละประมาณ 6 แสน – 1 ล้านบาท ,กระดูกเสือ กิโลกรัมละ 30,000-50,000 บาท เสือ 1 ตัว กระดูกหนักประมาณ 60 กิโลกรัม ส่วยอวัยวะอื่น ๆ ก็จะสามารถขายได้อีกราคา ส่วนใหญ่จะนำไปทำยาประเทศจีน จึงทำให้มีผู้ลักลอบเลี้ยงเพาะพันธุ์กันจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นความผิดตามพรบ.ของการมีสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต  โดยทางพนักงานสอบสวนจึงได้ทำการอายัดเสือโคร่งทั้งหมดไว้และส่งดีเอ็นเอของ เสือทั้ง 6 ตัวตรวจสอบอย่างละเอียด พร้อมทั้งนำเสือโคร่งทั้ง 6 ตัว ส่งมอบให้กับทางเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อดูแลรักษาสุขภาพของเสือให้แข็งแรง สำหรับการเตรียมปล่อยกลับสู่ธรรมชาติต่อไป.

จับ "กิ๊ฟซ่า เกิร์ลลี่ เบอร์รี่" เมาแล้วขับ


เมื่อเวลา 01.45 น.วันนี้(11 ก.ย.) ขณะที่ ร.ต.อ.สัมฤทธิ์ นิธิธนาภักดี รอง สว.จร.งานสายตรวจ 2 กก.1 บก.จร. พร้อมกำลัง 8 นาย ตั้งด่านตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอลล์อยู่บริเวณปากซอยพัฒนาการ 37 แขวงและเขตสวนหลวง ก็พบรถเก๋งยี่ห้อฮอนด้า ฟรีส สีดำ หมายเลขทะเบียน ฆก-2733 กทม.ขับผ่านเข้ามาที่ด่าน โดยมีหญิงเป็นคนขับ และมีชายนั่งอยู่เบาะข้างคนขับ เจ้าหน้าที่จึงเรียกให้หยุดเพื่อตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอลล์ ก็พบว่าผู้ขับขี่รถคันดังกล่าวคือ น.ส.ปิยา พงศ์กุลภา อายุ 28 ปี หรือ "กิ๊ฟซ่า  เกิร์ลลี่ เบอร์รี่" นักร้องสาวชื่อดัง วงเกิร์ลลี่ เบอร์รี่ อยู่บ้านเลขที่ 111/50 ถนนนครสวรรค์ แขวงวัดโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย

เจ้าหน้าที่พยายามเรียกให้กิ๊ฟซ่าพร้อมเพื่อนชาย  ลงมาจากรถคันดังกล่าว ซึ่งทั้งสองก็ยอมลงมาจากรถแต่โดยดี แต่ชายคนที่นั่งคู่มาด้วยกัน ได้เรียกรถแท็กซี่ออกจากด่านตรวจไปทันที ส่วนนักร้องสาวคนดังก็เอาแต่เดินไปมาไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่ตรวจวัดปริมาณ แอลกอฮอล์ ก่อนจะไปนั่งโทรศัพท์ด่าทอปลายสายอยู่ที่เกาะกลางถนน จนกระทั่งเวลาผ่านไปประมาณ 15 นาที ได้มีรถกระบะยี่ห้อนิสสัน เอ็นวี สีบรอนซ์เงิน แบบมีหลังคา หมายเลขทะเบียน ลษ-394 กทม.ขับเข้ามาจอดที่ด่าน โดยมีชาย 2 คนเป็นคนขับมา จากนั้นเพื่อนชายของกิ๊ฟซ่า ที่นั่งโดยสารมากับรถฮอนด้า ฟรีส พร้อมกับกิ๊ฟซ่าในตอนแรก ได้ลงมาจากรถกระบะคันดังกล่าว พร้อมตรงเข้ามาดึงตัวกิ๊ฟซ่าให้ขึ้นไปที่รถ เพื่อจะขับออกจากด่านตรวจไป แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจในด่านได้เข้าขวางไว้ พร้อมแจ้งว่ายังออกไปไม่ได้เนื่องจากนักร้องสาวคนดังยังไม่ได้ตรวจวัดปริมาณ แอลกอฮอล์ เพื่อนชายคนดังกล่าวจึงยืนรออยู่ด้านนอก ส่วนกิ๊ฟซ่าได้แต่นอนตะแคงฟุบหน้าอยู่บริเวณแคปด้านหลังรถเพื่อหลบกล้องของ บรรดาสื่อมวลชนที่เริ่มเดินทางมาทำข่าวเป็นจำนวนมาก

เจ้าหน้าที่พยายามเกลี้ยกล่อมให้กิ๊ฟซ่า ลงมาจากรถเพื่อทำการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ แต่เจ้าตัวก็ยังนอนฟุบนิ่งอยู่ที่เดิม ท่ามกลางทัพสื่อมวลชนเป็นจำนวนมากที่ได้แต่รุมถ่ายภาพอยู่ด้านนอกรถ จนกระทั่งเวลา 03.10 น. กิ๊ฟซ่า ก็ยอมออกมากจากรถด้วยสภาพตาแดงก่ำ พร้อมยอมรับกับผู้สื่อข่าวว่า เมื่อประมาณ 22.00 น.ที่ผ่านมา ได้ไปดื่มกับเพื่อนรุ่นพี่ที่ย่านทองหล่อ จนกระทั่งเวลาประมาณ 01.00 น.ก็เดินทางกลับบ้าน โดยเป็นคนขับรถออกมา ส่วนรถเป็นของเพื่อนที่นั่งมาด้วย แต่เมื่อมาเจอด่านก็คิดว่าไม่น่าจะเป่าผ่าน ดื่มไปนิดหน่อยก็ไม่ผ่านแล้ว ก็เลยเรียกคนที่บ้านมารับ แต่ไม่ได้เมา เพราะดื่มไปแค่ 3 แก้ว แต่ไม่ขอบอกว่าดื่มอะไร ซึ่งเมื่อมาถึงด่านตนตั้งใจจะขอเวลาพักก่อน ส่วนที่ไม่ให้ความร่วมมือตอนแรกนั้น ก็เพราะไม่รู้ว่ามาตรฐานของตำรวจที่ว่าเมานั้นคือเท่าไร ตนเลยจะขอนอนพัก และดื่มน้ำก่อน 3 ขวด โดยที่ไม่ได้ไปสร้างความเดือดร้อนให้ใคร เมื่อสร่างแล้วก็พร้อมจะเป่าทันที ส่วนเรื่องที่บอกว่ามีการกล่าวอ้างถึงนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่นั้น ตนยืนยันว่าไม่ได้พูดแต่อย่างใด

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้เชิญตัวนักร้องสาวมาที่โต๊ะริมถนนเพื่อตรวจวัด ปริมาณแอลกอฮอล์ แต่เจ้าตัวก็ยังบ่ายเบี่ยงไม่ยอมเป่าเครื่องตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ ก่อนจะบอกว่ายอมเป่าแน่นอน แต่ขอดื่มน้ำก่อน 3 ขวด พร้อมทั้งให้ผู้สื่อข่าวที่เป็นผู้หญิงเดินพาไปเข้าห้องน้ำ สร้างความเอือมระอาให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในด่านดังกล่าว เมื่อเจ้าตัวเดินกลับมาที่โต๊ะ นักร้องสาวคนดังก็ พร้อมทั้งยื่นโทรศัพท์ให้ ร.ต.อ.สัมฤทธิ์ คุยอยู่หลายสายด้วยกัน โดยบางสายระบุตัวเองว่าเป็น นายเวรของนายตำรวจคนหนึ่ง แต่ทาง ร.ต.อ.สัมฤทธิ์ก็ไม่ได้สนใจ พร้อมทั้งพยายามเรียกให้นักร้องสาวคนดังเข้ามาเป่าเครื่องตรวจวัดปริมาณ แอลกอฮอล์แต่โดยดี แต่เจ้าตัวก็ยังพยายามบ่ายเบี่ยง ขอเวลาอีก 5 นาทีบ้าง หรือจะรอเป่าตอน ตี 5 หรือ 6 โมงเช้าบ้าง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนักร้องสาวคนดังพยายามบ่ายเบี่ยงไปมา และเข้าไปคุยกับกลุ่มเพื่อนอยู่หลายรอบ จนกระทั่งเวลา 03.35 น. กิ๊ฟซ่า ก็เป่าเครื่องตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์แต่โดยดี ซึ่งผลปรากฏว่า มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงถึง 82 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหาขับขี่รถขณะมึนเมาสรุา ก่อนควบคุมตัวส่ง พ.ต.ท.สง่า ปัญญา พนักงานสอบสวน (สบ 2) สน.คลองตัน ดำเนินคดี โดยกลุ่มเพื่อนของกิ๊ฟซ่า ได้นำหลักทรัพย์เป็นเงินสด จำนวน 20,000 บาท ยื่นประกันตัวออกไปในเวลา 05.15 น. โดย พ.ต.ท.สง่า ได้นัดให้กิ๊ฟซ่า มาพบพนักงานสอบสวนที่ สน.คลองตัน อีกครั้งในเวลา 08.30 น.วันพุธที่ 12 ก.ย. เพื่อส่งฟ้องศาลจังหวัดพระโขนง พร้อมกับผู้ต้องหาคดีเมาแล้วขับที่ถูกจับในด่านเดียวกันอีก 2 รายต่อไป

ด้าน ร.ต.อ.สัมฤทธิ์ กล่าวว่า เมื่อผู้ต้องหาขับรถมาถึงด่านในตอนแรกนั้นก็บ่ายเบี่ยงไม่ยอมตรวจวัดปริมาณ แอลกอฮอล์ ก่อนที่เพื่อนชายที่นั่งมาด้วยจะนั่งรถแท็กซี่ออกจากด่านไป แล้วโดยสารรถกระบะนิสสันเอ็นวีย้อนกลับมาที่ด่าน พร้อมทั้งพยายามจะดึงตัวผู้ต้องหาขึ้นรถกระบะนิสสันเอ็นวีไป แต่เจ้าหน้าที่ในด่านก็เข้าไปขวางไว้ ส่วนเรื่องที่มีคนอ้างว่าเป็นนายตำรวจระดับสูงโทรศัพท์มาขอนั้น ก็มักจะเจออยู่ตลอดเวลาที่ผู้ต้องหาเมาแล้วขับจะพยายามจะอ้างว่ารู้จักคน โน้นคนนี้ แต่ตนก็ไม่ได้สนใจอะไร ต้องให้เป่าไปตามกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เมื่อผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่านักร้องสาวคนดังถูกจับอยู่ด่านก็รีบเดินทางไป ทำข่าวทันที ซึ่งเมื่อ กิ๊ฟซ่าเจอผู้สื่อข่าวคนแรกที่พยายามเข้าไปถ่ายภาพ เจ้าตัวก็พูดขึ้นว่า "พี่อย่าถ่ายได้เปล่า" พร้อมทั้งจะพยายามตรงเข้ามาคว้ากล้อง แต่ผู้สื่อข่าวคนดังกล่าวหลบทัน จากนั้นกระบะนิสสัน เอ็นวี ก็ขับเข้ามาที่ด่าน  กิ๊ฟซ่า จึงเข้าไปหลบในรถ ก่อนที่บรรดาสื่อมวลชนแขนงต่างๆก็เดินทางมาถึงที่ด่าน

Blog Archive

Design Downloaded from ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ รามคำแหง บางกะปิ | Free Textures | Web Design Resources